2 ธันวาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

เรือแมรี่ เซเลสต์ เป็นเรือใบสองเสา ความสูงของเสากระโดง 100 ฟุต สัญชาติอเมริกัน แล่นออกจากท่าเรือในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อไปสู่เมืองเจนัว อิตาลี เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1872 โดยมีกัปตัน ชื่อ เบนจามิน บริกก์ พร้อมภรรยา ซาราห์ และโซเฟีย บุตรสาว ซึ่งเป็นเพียงเด็กเล็กอายุ 2 ขวบ มีผู้โดยสารซึ่งเป็นลูกเรือรวมทั้งหมด 11 คน

กลายเป็นเรือร้างและลอยอยู่กลางทะเล กระทั่งเรือเดอี กราเซีย เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติอังกฤษมาพบเข้า ที่บริเวณใกล้กับหมู่เกาะอะโซร์สของโปรตุเกส ขณะที่พบเป็นเรือร้างไม่มีผู้โดยสาร ใบเรือถูกฉีกขาดลง แต่สภาพบนเรือยังดีอยู่ โต๊ะอาหารของกัปตัน ยังพบร่องรอยไข่ลวกกะเทาะเปลือกทิ้งไว้ โดยไม่ตักรับประทาน ขนมปังและจานซุปยังวางอยู่บนโต๊ะ ไปป์ถูกวางไว้รอจุดไฟ รองเท้าบูทถูกวางทิ้งทั้งที่ยังขัดค้างไว้อยู่ สมุดโน้ตของซาราห์ ภรรยากัปตันเปิดคาเหมือนยังเขียนค้างอยู่ แต่ยังมีข้าวของหลายอย่างกระจุยกระจายเหมือนถูกรื้อค้น เช่นเดียวกับปูมเรือ โดยวันสุดท้ายที่มีการบันทึกคือวันที่ 25 พฤศจิกายน หรือ 10 วันล่วงมาแล้ว โดยระบุว่าตำแหน่งที่เรืออยู่ห่างจากจุดที่พบถึงเกือบ 100 ไมล์

เรือแมรี่ เซเลสต์

เนื่องจากสมัยนั้น เทคโนโลยีในการเดินเรือและการสื่อสารยังไม่เจริญ เรือแต่ละลำออกทะเลไปเหมือนกับอยู่คนเดียวในโลกที่มีแต่น้ำกับฟ้า เวลาเกิดอะไรขึ้นก็ต้องอาศัยพยานที่รอดชีวิตมาเล่าให้คนอื่นฟัง หรือไม่ก็ต้องค้นพบซากเรือกับศพคนบนเรืออย่างเดียว

ปริศนาที่ทำให้เรือแมรี่ เซเลสต์ ยังเป็นที่สนใจไม่สร่างมาจนถึงปัจจุบัน และยังคงเป็นเรื่องคลาสสิกที่น่าสะพรึงกลัว คืออยู่ดีๆ ทุกคนบนเรือบวกกับแมวหนึ่งตัวก็ล่องหนหายไปไหนก็ไม่รู้ โดยที่เรือและทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ยังอยู่ดี ไม่มีการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือออกไปเลย   

แมวล่องหน

ปริศนาเรือแมรี่ เซเลสต์ เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1872 เมื่อเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติอังกฤษชื่อ เดอี กราเซีย เห็นเรือใบขนาด 100 ฟุตลำหนึ่ง ลอยเคว้งอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ ระหว่างประเทศปอร์ตุเกส กับหมู่เกาะอะโซร์ส พอค่อยๆ เข้าไปใกล้ก็เห็นชื่อเรือ “แมรี่ เซเลสต์” กัปตันเดวิด มัวร์เฮาส์ ของเรือเดอี กราเซีย ถึงกับสะดุ้งโหยงเนื่องจาก  เขาเพิ่งขึ้นไปกินข้าว กับกัปตันบริกส์บนเรือดังกล่าว เมื่อเดือนที่ผ่านมา ตอนนั้นเรือทั้งสองลำจอดเทียบท่ารอขนส่งสินค้าอยู่เคียงข้างกันในแม่น้ำอิสต์ เมืองนิวยอร์ก

กัปตันมัวร์เฮาส์ จำได้ว่ากัปตันบริกส์ พาภริยาชื่อซาร่าห์และลูกสาวเล็กๆ ชื่อโซเฟีย มาทิลด้า อายุประมาณสองขวบมาด้วย เรือแมรี่ เซเลสต์ กำลังจะขนส่งแอลกอฮอล์ดิบจำนวน 170 ถังจากอเมริกาไปยังเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี มูลค่าประมาณ 35,000 เหรียญสหรัฐ ออกเดินทางจากท่าเรือเมืองนิวยอร์กในวันที่ 7 พฤศจิกายน ก่อนหน้าเรือเดอี กราเซีย 8 วัน

หลังจากส่องกล้อง และส่งเสียงเรียกอยู่สองชั่วโมง จนแน่ใจว่าต้องมีเรื่องผิดปกติร้ายแรง กัปตันมัวร์เฮาส์ก็ตัดสินใจส่งลูกน้องสามคนขึ้นไปบนเรือแมรี่ เซเลสต์ เพื่อตรวจสอบ ทั้งสามรายงานกลับมาว่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ อยู่บนเรือเลย นอกจากหนูและแมลง ตัวเรือแม้จะใช้งานได้ ถ้าหากซ่อมแซมเสียหน่อย แต่สภาพทั่วๆ ไปไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

ทุกอย่างบนเรือเปียกโชก มีน้ำเป็นหย่อมๆ อยู่บนดาดฟ้า ระวางสินค้ามีน้ำทะเลขังอยู่สูงเกือบเมตร สะพานเดินเรืออยู่ในสภาพทรุดโทรม เตาทำอาหารล้มตะแคงอยู่บนพื้น อุปกรณ์ทำครัวและเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารกระจายเกลื่อน เข็มทิศและเครื่องมือเดินเรือบางชิ้นแตกหัก แต่ของส่วนใหญ่บนเรือยังอยู่ดีรวมทั้งถังบรรจุแอลกอฮอล์

เอกสารบางชิ้นระบุว่า มีถังแอลกอฮอล์ 9 ถัง แต่ส่วนใหญ่ยืนยันว่าทุกถังยังอยู่ดี เว้นแต่ถังเดียวที่มีรอยแตก เหมือนโดนกระแทกจนแอลกอฮอล์ไหลออกไปหมด ที่หายไปคือน้ำจืดนิดหน่อย เรือชูชีพหนึ่งลำ ทะเบียนเรือ และอุปกรณ์สำคัญในการเดินเรือสองชิ้น คือโครโนมิเตอร์ (นาฬิกาดาราศาสตร์) กับเซ็กส์แทนต์ (เครื่องวัดตำแหน่งของดวงดาวเพื่อหาตำแหน่งของเรือ)

เมื่อฟังรายงานนี้แล้ว กัปตันเฮาส์ตัดสินใจลงเรือมาดูให้เห็นกับตา เขาพบว่าส่วนที่อยู่อาศัยของกัปตันและลูกเรืออยู่ในสภาพปกติ

ทุกอย่างบนเรืออยู่ในสภาพที่ราวกับว่าเพิ่งมีคนอยู่ที่นั่นจนเมื่อครู่ และพวกเขาพากันจากไปอย่างเร่งรีบ ห้องกัปตันมีเสื้อผ้าผู้หญิงและของเล่นเด็กหล่นอยู่เกลื่อนกลาด สมุดโน้ตดนตรีของภรรยาเปิดค้างไว้ เหมือนยังเล่นค้างอยู่ จะมองว่าถูกรื้อกระจุยกระจายก็ได้

หรือจะมองว่าอยู่ในสภาพปกติ เมื่อแม่กับลูกอยู่ด้วยกันก็ได้เหมือนกัน ของส่วนตัวของลูกเรือทุกคน ถูกเก็บไว้อย่างเรียบร้อยในหีบหรือถุงประจำตัว ที่โต๊ะอาหารว่างของกัปตันยังพบร่องรอยไข่ลวกกะเทาะเปลือกทิ้งไว้โดยไม่ตักรับปะทาน ขนมปังและจานซุปยังวางอยู่บนโต๊ะ (บางข่าวบอกว่าซุปยังร้อนอยู่ด้วยซ้ำ) ไปป์ถูกวางไว้รอจุดไฟ รองเท้าบูทถูกวางทิ้งทั้งๆที่ยังขัดค้างไว้อยู่

ภายในห้องต้นหน มีกระดาษชนวนแผ่นหนึ่งพร้อมข้อความเขียนด้วยลายมือบูดๆ เบี้ยวๆ ว่า  “ถึงแฟนนี่ เมียสุดที่รัก” แล้วก็จบแค่นี้ เหมือนคนเขียนละมือไปทำอะไรสักอย่าง รูปการบ่งบอกชัดเจนว่าการสละเรือเป็นไปอย่างเร่งรีบ โดยไม่มีการเตรียมตัวมาก่อน บันทึกเดินเรือถูกฉีกขาดไปหลายหน้า แต่ก็ไม่มีร่องรอยอย่างอื่นว่า คนทั้ง 10 หายไปไหนและก็ไม่มีใครได้เห็นพวกเขาอีกเลยจริงๆ

เมื่อกัปตันมัวร์เฮาส์ เปิดปูมเดินเรือออกอ่าน ก็พบด้วยความตกใจว่าวันสุดท้ายที่มีการบันทึกคือวันที่ 25 พฤศจิกายน หรือประมาณ 10 วันมาแล้ว ตำแหน่งเรือปัจจุบันเทียบไว้ในปูม แสดงว่า เรือแมรี่ เซเลสต์ กางใบแล่นมาโดยปราศจากคนบังคับเกือบ 100 ไมล์

กัปตันมัวร์เฮาส์ สังเกตว่าข้างเรือด้านหนึ่งมีเชือกผูกห้อยไว้ ปลายเชือกระไปกับสายน้ำ ตรงกราบเรือมีรอยฟันเป็นแผลลึกหนึ่งแผล ซึ่งอาจเกิดมาจากขวาน และใต้ที่นอนของลูกเรือคนหนึ่งมีดาบเล่มหนึ่ง  ดาบเล่มนี้ตอนหลังเล่าลือกันว่ามีรอยเปื้อนเลือดอยู่ด้วย

หากแต่บันทึกของศาล เรื่องการหายตัวของกัปตันและลูกเรือแมรี่ เซเลสต์ระบุว่าดาบอยู่ในฝักและขึ้นสนิมหน่อยๆ ไม่ได้เปื้อนเลือดแต่อย่างใด

กัปตันมัวร์เฮาส์ตัดสินใจลากเรือแมรี่ เซเลสต์ มาเทียบท่าที่ยิบรอลตาร์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของอังกฤษขึ้นมาเก็บหลักฐานในการสอบสวนว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เมื่อเห็นร่องรอยทั้งหมด           

เจ้าหน้าที่ก็รวบรัดสรุปทันทีว่า น่าจะเกิดกบฏขึ้นบนเรือโดยลูกเรือแอบขโมยแอลกอฮอล์ในถังไปดื่มจนเมามาย และก็เลยลุกมายึดเรือฆ่ากัปตันเมียและลูกโยนทะเลก่อนจะลงเรือชูชีพหนีไป

เจ้าของเรือชาวอเมริกัน อ่านรายงานการสอบสวนนี้อย่างงงๆ ด้วยว่ามันมีข้อขัดแย้งมากมาย เช่น หากลูกเรือยึดเรือได้แล้ว ทำไมต้องลงเรือชูชีพหนีไปด้วย ถ้าบอกว่าบังคับให้กัปตันลงเรือชูชีพพร้อมครอบครัวไปตายกลางทะเลก็ว่าไปอย่าง  แถมยังทิ้งข้าวของส่วนตัวไว้บนเรือเสียอีก แถมจำนวนลูกเรือมีแค่สี่คน กุ๊กหนึ่ง ต้นหนและรองต้นหน ก็น้อยเกินไปจะทำอะไรได้ โดยเฉพาะต้นหนและกัปตัน ดูแล้วทำงานเข้าขากันดี กัปตันบริกส์เองก็ขึ้นชื่อว่าเป็นกัปตันเรือที่มีความสามารถ กล้าหาญ ซื่อสัตย์ ลูกน้องก็ให้ความเคารพนับถือ ที่สำคัญเขาไม่ดื่มเหล้า และไม่อนุญาตให้มีการดื่มเหล้าบนเรือ เรื่องที่ลูกเรือจะเจาะถังเหล้าเอาแอลกอฮอล์มาดื่มจนเมายิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ เพราะแอลกอฮอล์ในถังแรงมาก กินเข้าไปมีสิทธิปวดท้องนอนดิ้นเอาง่ายๆ ศาลอังกฤษฟังคำโต้แย้งก็ยังอ้ำอึ้งอยู่

ในที่สุดก็สรุปว่าไม่สามารถหาสาเหตุการหายตัวไปของกัปตันบริกส์และลูกเรือทั้งหมดได้

เรือเดอี กราเซีย ได้รับเงินค่าความยุ่งยากในการกู้ซากเรือแมรี่ เซเลสต์ หลังจากเหตุการณ์ในปี 1872 แล้ว แมรี่ เซเลสต์ก็ถูกขายให้เจ้าของคนใหม่ และเปลี่ยนชื่อและยังคงออกทะเลอีก และอีก 12 ปีต่อมา มันก็ถูกจมทิ้งเพื่อหวังเงินประกันใกล้ๆ เกาะเฮติ

ผู้คนรู้จักเรือแมรี่ เซเลสต์ หลังจากนักเขียนหนุ่มอาร์เธอร์ โคนันดอยล์ ที่เอาเรื่องนี้ไปเขียนเป็นนิยายลึกลับจนขายดิบขายดี ก่อนที่จะมาเขียนอมตะวรรณกรรมนักสืบนาม เชอร์ล็อก โฮมส์ ในที่สุด

เรื่องของดอยล์ ทำให้ผู้คนมาสนใจการหายตัวลึกลับของลูกเรือ (และแมว) บนเรือแมรี่ เซเลสต์กันใหญ่ หลายทฤษฎีถูกนำมาพูดถึง เช่น เรือแมรี่ เซเลสต์ถูกโจรสลัดปล้นฆ่าทุกคนบนเรือ  ถูกปลาหมึกยักษ์โจมตีเรือ ถูกจานบินมนุษย์ต่างดาวจับตัวไป หรือเกิดพายุหรือคลื่นลมแรง

ในปี 2001 ซากของแมรี่ เซเลสต์ ถูกกู้ขึ้นมาโดยการสนับสนุนจากนักเขียน ไครบ์ คัสเลอร์ และจอนห์ เดบิส ผู้กำกับชาวแคนาดา เพื่อค้นหาคำตอบปริศนาที่ผ่านมากว่า 130 ปีต่อไป

เรื่องโดย. ทิวากร สุวพานิช

ภาพโดย. www.smithsonianmag.com, www.demilked.com, www.saturdayswithsteve.com, commons.wikimedia.org, www.75centralphotography.com, www.freepik.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •