28 มกราคม 2022
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                การเดินทางข้ามกาลเวลาที่นำไปสู่การรับรู้ของมนุษย์โลกมักจะเป็นการเดินทางข้ามกาลเวลาไปยังอดีตหรือสู่อนาคต แล้วกลับมาสู่ช่วงเวลาเดิมที่เดินทางไป แม้กาลเวลานั้นจะผ่านไปหลายสิบปีแล้วก็ตาม แต่ผู้ที่เป็นนักเดินทางยังมีอายุเท่าเดิม ในขณะญาติมิตรที่เกี่ยวข้องอายุเพิ่มมากขึ้นตามช่วงเวลาที่เดินทางจากไป เช่น จากไปเมื่อลูกอายุ 10 ขวบ และเขาเดินทางจากไปเมื่ออายุ 30 ปี เมื่อกลับมาเขาก็ยังจะมีอายุเท่าเดิม ส่วนลูกชายจะมีอายุ 40 ปีแล้ว มากกว่าพ่อเสียอีก นั่นเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่เคยปรากฏเป็นข่าวแพร่หลาย เป็นที่รับรู้กันทั่วไป แต่ก็มีเรื่องแปลกยิ่งกว่านั้น เมื่อมีข่าวว่ามนุษย์เดินทางข้ามกาลเวลากันเป็นกลุ่มระหว่างที่เดินทางไปในรถไฟขบวนเดียวกันและหายเข้าไปในถ้ำอย่างไร้ร่องรอย

                เรื่องประหลาดนี้เกิดขึ้นที่ประเทศอิตาลี บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐบาลพากันปิดปากเงียบที่ขบวนรถด่วนขบวนหนึ่งพร้อมกับผู้โดยสารหายลึกลับอย่างไร้ร่องรอย ขณะเคลื่อนเข้าไปในอุโมงค์แห่งหนึ่งเมื่อปีพ.ศ.2492 แล้วจู่ๆ โผล่ก็ออกมาอีกในสภาพเดิมทุกอย่างเมื่อต้นปีพ.ศ.2525

                ที่ประหลาดยิ่งขึ้น เมื่อผู้โดยสารจำนวน 120 คนและพนักงานประจำรถ 3 คน มีอายุเท่ากับวันที่หายเข้าไปในอุโมงค์ ไม่มีใครแก่อายุมากขึ้นสักวันเดียว รูปร่างเหมือนเดิมทุกอย่าง และพวกเขายังเชื่อว่าทุกวันนี้ยังเป็นปีพ.ศ.2492 อยู่

                รัฐบาลอิตาลีเก็บเรื่องนี้เงียบ ไม่ยอมพูดถึงขบวนรถด่วนหมายเลขเอฟ 626 และยังไม่ยอมพูดถึงว่าเอาขบวนรถไฟนั้นไปไว้ที่ไหนด้วย  ไม่เพียงเท่านั้น ยังคอยจับตาผู้โดยสารทุกคน เว้นแต่มี 2 คนที่เป็นชาวต่างประเทศ หลบหนีการสอบสวนไป  ส่วนพนักงานประจำรถ 3 คน รัฐบาลได้เก็บตัวไว้ในสถานที่หนึ่ง ไม่ยอมเปิดเผยต่อสาธารณชน

                ข่าวการหายไปของขบวนรถด่วนเอฟ 626 หายลึกลับไป 42 ปี และโผล่กลับมาอีกครั้ง แม้ว่าทางการพยายามปิดข่าว แต่หนังสือพิมพ์อิตาลีเกือบทุกฉบับสามารถจะติดตามมาเสนอได้ พยานที่ได้รับทราบเหตุการณ์ครั้งนี้เผยตั้งแต่เริ่มต้นที่ขบวนรถด่วนนี้มีด้วยกัน 13 โบกี้ รถไฟที่มีความยาว 1 ใน 4 ไมล์หายเข้าไปในอุโมงค์อย่างลึกลับ ไม่ยอมโผล่ออกไปอีกทางหนึ่ง เจ้าหน้าที่จึงปิดอุโมงค์ทำการค้นหา ซึ่งมีทั้งตำรวจและนักวิทยาศาสตร์ โดยได้ค้นทุกตารางนิ้วแต่ไม่พบร่องรอยแม้แต่น้อยว่ามันหายไปได้อย่างไร รางถึงกับรื้อออกแล้วนำมาวางใหม่

                เมื่อค้นหากันไม่พบ ทำให้หลายคนเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวได้ทำการโจรกรรมขโมยรถด่วนนี้ไป ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ อุโมงค์ได้ถูกเปิดอีกครั้งหนึ่งเมื่อปี 2493 ตั้งแต่นั้นมา แม้ว่าจะมีขบวนรถไฟผ่านไปมาเป็นพันขบวนก็ไม่มีอุบัติเหตุอันแปลกประหลาดลี้ลับนี้เกิดขึ้นอีกเลย

               แต่อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้มีคนพยายามค้นหาขบวนรถด่วน เอฟ 626 แต่ก็พบความว่างเปล่า บางคนถึงกับสรุปว่ารถไฟขบวนนี้ถูกหุ้มห่อด้วยกาลเวลาและเดินทางไปสู่อนาคตอันไกลพ้น คือเดินทางหลงไปในอีกมิติหนึ่งของกาลเวลา

                เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นในสหรัฐ เมื่อเรืออินเซอร่า ซึ่งเป็นเรือคุ้มครองเรือประจัญบานของกองทัพเรือสหรัฐ  จู่ๆ ก็หายอย่างลึกลับจากอู่เรือที่ฟิลาเดลเฟีย ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่แล้วจู่ๆ ก็ไปปรากฏตัวที่ฐานทัพเรือนอร์ฟอร์ด ซึ่งทุกวันนี้ยังหาคำตอบไม่ได้…

                เมื่อรัฐบาลปิดข่าว หนังสือพิมพ์อิตาลีก็พยายามที่จะขุดค้น ในที่สุดหนังสือพิมพ์โรมเดลี่ก็สามารถไปคว้าเอาเทปมาริโอ ฟรานซินี ช่างเครื่องรถไฟขบวนนี้มาตีแผ่ได้ ซึ่งมีดังนี้ “ขณะที่ขบวนรถเคลื่อนเข้าไปในอุโมงค์ ไม่นานนักก็มีหมอกสีขาวหนาลอยฟ่อง สมองรู้สึกปั่นป่วนไปหมด จากนั้นก็หมดสติไม่รู้สึกตัว มาได้สติอีกครั้งเมื่อขบวนรถได้ออกจากอุโมงค์แล้ว เราคิดว่าเวลาคงจะห่างกันไม่ถึงนาที แต่ที่ไหนได้ เมื่อขบวนรถเรากลับมาถึงสถานีโบลอคน่า ถึงได้ทราบว่าห่างกันถึง 42 ปี นี่คือสิ่งเดียวที่เรารู้”

                ผู้โดยสารอื่นๆ ก็ให้การคล้ายกันว่ามีหมอกลงจัด เมื่อเวลาเข้าอุโมงค์แล้วก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย ผู้โดยสารขบวนรถด่วน เอฟ 626 ซึ่งเป็นชาวต่างประเทศ 2 คนที่หลบการให้การคือ อดอล์ฟ โรเนอร์ เป็นชาวเยอรมัน กับมาร์ติน บาร์ตเลตต์ ชาวแอฟริกาใต้ สำหรับโรเนอร์มีนักข่าวอิตาลีได้โทรศัพท์ไปหลอกถาม โดยอ้างว่าเป็นผู้โดยสารรถด่วนนั้นด้วยกัน

                โรเนอร์ได้เล่าว่าชีวิตของเขาเปลี่ยนไปมาก ตอนที่เขาหายไปพร้อมกับขบวนรถไฟนั้นเขาอายุ 42 ปี มีลูกชายอายุ 10 ขวบ “เดี๋ยวนี้ลูกชายผมอายุ 52 ปีแล้ว อ้วนและเป็นโรคหัวใจ ส่วนภรรยาผมก็ย่างเข้า 70 ปีกำลังเป็นโรคเบาหวาน ส่วนผมกลับอายุเพียง 30 ปีเท่านั้น เท่ากับเมื่อปี 2492 เรื่องเหล่านี้เป็นความลึกลับของโลกที่อธิบายได้ยาก ซับซ้อนน่าอัศจรรย์ใจต่อผู้ที่ได้รับฟังเป็นอย่างยิ่ง”

                นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุด ประมาณหกสิบปีมาแล้วในประเทศอิตาลี  ซึ่งไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดในเรื่องนี้ หากทว่าในอดีตก่อนหน้านี้ยังมีเหตุการณ์ระดับนี้เกิดขึ้นมาเหมือนกัน ซึ่งเกิดในประเทศอิตาลีอีกนั่นแหละ เนื่องจากเป็นดินแดนที่มีอุโมงค์รถไฟมากที่สุดในโลก

                เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่มีการปกปิดรายละเอียดกันมากนัก จึงมีรายงานเรื่องนี้กันโดยละเอียดมากความว่า ในวันที่ 14 มิถุนายน ปีค.ศ. 1911 ขบวนรถไฟของบริษัทซาเนตตี (Zanetti) ได้นำเสนอรายการท่องเที่ยวทางรถไฟแนวใหม่ขึ้น ขบวนรถไฟท่องเที่ยวเริ่มออกเดินทางในช่วงบ่ายของวันนั้น ประกอบด้วยลูกทัวร์ 100 คน เดินทางในตู้โดยสาร 3 โบกี้ เดินทางออกจากกรุงโรม ซึ่งลูกทัวร์ต่างเพลิดเพลินกับทัศนียภาพสองข้างทาง จุดที่ดึงดูดความสนใจลูกทัวร์ที่สุดได้แก่ ถ้ำลอดภูเขาที่ลอมบาร์ด ระหว่างทางก็พากันดื่มกินและสรวลเสเฮฮากันครื้นเครง

              เมื่อใกล้ถึงปากอุโมงค์ มีการสังเกตเห็นว่ามีหมอกควันสีดำลอยออกมาจากปากอุโมงค์ แม้รถไฟจะลดความเร็วลงแต่ก็ยังเคลื่อนที่เข้าอุโมงค์ไป และสูญหายไปไม่ได้กลับออกมาอีกเลย

               ในช่วงนั้นมีลูกทัวร์สองคนเห็นความไม่ชอบมาพากล จึงได้พากันกระโดดลงจากตู้โดยสารไปก่อนที่รถไฟจะเข้าไปในอุโมงค์ หนึ่งในสองคนนั้นได้ให้รายละเอียดแก่นักข่าวหนังสือพิมพ์ว่า “ผมได้ยินเสียงดังหึ่งๆ ออกมาจากกลุ่มควันดำนั้น และได้เห็นกลุ่มหมอกสีขาวไหลตามควันดำออกมาติดๆ และได้ถาโถมเข้ากลืนรถไฟทั้งขบวนไว้ทั้งหมด ได้เห็นว่าตู้โดยสารตู้แรกแตกออกมาดูน่ากลัวมาก ถึงกระนั้นรถไฟยังเคลื่อนที่ต่อไป ผมจึงได้กระโดดออกมาและได้เห็นผู้โดยสารอีกคนกระโดดตามออกมาด้วย เราทั้งคู่ตกถึงพื้นดินรุนแรงมาก นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ผมจำได้”

                อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการตรวจตราอุโมงค์ทั้งหมดโดยละเอียดแล้วก็ไม่ได้เงื่อนงำอะไรเกี่ยวกับการหายสาบสูญของรถไฟทั้งขบวน ข่าวนี้เป็นที่เกรียวกราวกันมาก จนกระทั่งชาวอิตาเลี่ยนจำนวนมากหลีกเลี่ยงการเดินทางโดยรถไฟ จากเหตุร้ายครั้งนี้ทำให้ทางการสั่งปิดอุโมงค์ดังกล่าว ไม่ให้มีการใช้ต่อไปอีก และในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ปากอุโมงค์ดังกล่าวถูกถล่มด้วยระเบิดปิดสนิทจนไม่อาจใช้งานได้ต่อไปอีกเป็นการถาวร           ในจดหมายเหตุสมัยกลางของโบสถ์แห่งหนึ่งในเมืองโมเดน่าให้ความเห็นว่าเหตุการณ์นี้น่าจะเป็นฝีมือของภูตผีปีศาจ ความอกสั่นขวัญแขวนแพร่กระจายไปทั่วเขตคริสตจักร แม้แต่บาทหลวงยังหลบอยู่แต่ในโบสถ์ไม่ทำอะไร เอาแต่นั่งสวดมนต์ตลอดเวลาและเป่าแตรขับไล่ภูติร้าย กล่าวกันว่ามีตัวแทนภูติร้ายสองตนในชุดเสื้อคลุมสีดำพยายามจะเข้าไปในเขตโบสถ์ แต่เข้าไม่ได้เนื่องจากมีการปิดประตูลงกลอนไว้อย่างแน่นหนา และมีการสวดมนต์ขับไล่ภูตผีปีศาจอยู่ตลอดเวลา

               สำหรับเรื่องนี้ ชะตากรรมของลูกทัวร์ทางรถไฟทั้งหมดยังคงเป็นความลับดำมืดจนปัจจุบัน นอกจากอำนาจของภูตผีปีศาจแล้ว การหายสาบสูญของขบวนรถไฟยังมีการให้คำอธิบายว่า ยังมีเรื่องของมิติแห่งกาลเวลาอยู่  นักคิดบางคนพยายามอธิบายว่ารอยแยกลึกๆ บนผิวโลกเป็นสนามของมิติแห่งกาลเวลาด้วย การที่รถไฟทั้งขบวนหายสาบสูญเข้าไปในอุโมงค์ อาจเดินทางเข้าไปสู่มิติที่สี่แห่งกาลเวลาด้วยก็เป็นได้

               นอกจากนั้นยังมีการพยายามอธิบายว่า การที่รถไฟทั้งขบวนหายสาบสูญอยู่ภายในอุโมงค์ อาจเกิดจากการจับตัวและการลักพาตัวของมนุษย์ต่างดาวด้วยก็เป็นได้

*ภาพที่ปรากฏใช้เป็นเพียงภาพประกอบเรื่องเท่านั้น

/

เรื่องโดย. ทิวากร สุวพานิช

ภาพโดย. www.amarujala.com, www.patrika.com, www.atlasobscura.com, anomalien.com, www.businessinsider.com, strongholdsaferooms.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •