28 มกราคม 2022
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                ถ้าหากจะเอ่ยถึงประเทศที่มีความโดดเด่นทางด้านวัฒนธรรม การแสดงภาพลักษณ์ที่ชัดเจนผ่านประเพณีจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันมีมนต์เสน่ห์ดึงดูดชวนหลงใหลและยากที่จะเลียนแบบในแถบภูมิภาคเอเชียแล้ว คงหนีไม่พ้นประเทศญี่ปุ่น

                ถึงแม้ปัจจุบันวิทยาศาสตร์สามารถไขความลับ ค้นหาคำตอบในเรื่องที่ชวนสงสัยได้ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมอันยาวนานผ่านกาลเวลามาหลายสมัย หลักฐานและโบราณวัตถุมีจำนวนมาก สิ่งของบางชิ้นสามารถบอกเล่าเรื่องราวในอดีตได้โดยไม่ต้องตีความใดๆ แต่อีกหลายชิ้นที่นักโบราณคดีและนักวิชาการยังต้องค้นหาคำตอบต่อไป

                ตุ๊กตาดินเผาโดกุ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่ามันคืออะไร ตุ๊กตาดินเผาโดกุเป็นผลงานประติมากรรมโบราณที่มีอายุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ถูกจัดอยู่ในยุคสมัยโจมง (หรือโจมอน) อายุราว 1,100 – 300 ปีก่อนคริสตกาล และสิ้นสุดการวิวัฒนาการลงในสมัยโกกิ เมื่อราว 400 – 300 ปีก่อนคริสตกาล

                เหตุที่กล่าวว่าสิ้นสุดลง เพราะตามหลักฐานตามประวัติศาสตร์และการขุดค้นทางโบราณคดีในสมัยต่อมาคือ สมัยยาโยอิของญี่ปุ่น ไม่ปรากฏหลักฐานการค้นพบแต่อย่างใด สาเหตุของการสิ้นสุดก็ไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ในปัจจุบันตุ๊กตาเหล่านี้ถูกนำไปจัดแสดงยังพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก

                 สถานที่พบตุ๊กตาดินเผาโดกุเป็นแหล่งโบราณคดีอันเป็นสถานที่ฝังศพของคนโบราณ เป็นแหล่งสุสานหรือป่าช้า นอกจากนี้ยังถูกพบในสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงพบในที่อยู่อาศัย หรือแหล่งพักพิงของคนสมัยโบราณ โดยถูกพบยังบริเวณแท่นบูชา จากที่กล่าวมาจะสังเกตได้ว่าตุ๊กตาเหล่านี้ถูกพบในสถานที่ 2 แห่งหลักๆ คือสุสานและบ้านพัก

                ลักษณะทางศิลปกรรมอันโดดเด่นสามารถแบ่งออกตามยุคสมัยเป็น 2 สมัย คือ สมัยโจมงตอนต้น ซึ่งมีลักษณะเป็นทรงกระบอก มีการตกแต่งรายละเอียดโดยการปั้นแปะ ลายเครื่องประดับบนร่างกาย และในสมัยที่สองคือ สมัยโจมงตอนปลาย ตุ๊กตาเหล่านี้เริ่มมีความแปลกประหลาดไปจากเดิมคือ มีลักษณะของใบหน้าที่คล้ายสัตว์จำพวกลิง แมว และนกฮูก บริเวณใบหน้าจะเจาะรูจมูกอย่างเห็นได้ชัด ดวงตามีขนาดใหญ่มาก ดูแล้วคล้ายกับดวงตาของแมลง โดยส่วนใหญ่จะมีขนาดเฉลี่ยที่ 30 เซนติเมตรต่อหนึ่งชิ้น

                ตุ๊กตาโดกุมีใบหน้าหลายรูปทรง แต่ที่พบเป็นจำนวนมากคือใบหน้ารูปหัวใจ รูปนกเค้าแมว และใบหน้าที่มีดวงตาโตคล้ายแมลง ส่วนทางกายภาพส่วนมากมักไม่สมสัดส่วน จะมีแขนขาที่สั้น ล่ำ อวบอ้วน หรือบางครั้งพบในรูปแบบที่ผอมบาง มีความยาวเกินความสมจริง อาทิ มีบ่ากว้าง ลำตัวลีบแบน ถึงจะดูผิดแผกไม่มีความสมดุลทางกายภาพก็จริง แต่มีความสมมาตรซ้ายขวาที่เท่าๆ กัน คือถ้าหากแขนมีลักษณะลีบแบน ก็จะลีบแบนทั้งสองข้าง มิใช่แขนข้างหนึ่งอวบอ้วน ข้างหนึ่งลีบแบน

ชาโกกิโดกุ

                ตุ๊กตาโดกุที่ถูกยอมรับให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของตุ๊กตาโดกุทั้งหมดคือ ชาโกกิโดกุ (หญิงอ้วน) ชาโกกิโดกุ (Shakokidogu) เป็นตุ๊กตาที่มีลักษณะเด่นคือ มีดวงตาขนาดใหญ่มาก แลดูคล้ายกับตาแมลง รูปร่างคล้ายกับผู้หญิงที่มีหน้าอกยื่น ต้นแขนต้นขาอวบอ้วน มีการตกแต่งบริเวณส่วนหัวของตุ๊กตาคล้ายกับการสวมมงกุฎ นอกจากนี้บริเวณร่างกายนั้นมีการปั้นตกแต่งอย่างละเอียดที่ดูคล้ายกับการสวมเสื้อผ้าปกคลุมทั่วเรือนร่าง

                จากลักษณะที่แปลกประหลาดนี้เอง นักวิชาการจึงมีการตั้งสมมุติฐานถึงหน้าที่การใช้งาน คุณประโยชน์ในการสร้างสรรค์ว่าสร้างขึ้นเพื่อสิ่งใด และรวมถึงการตีนัยยะทางสัญลักษณ์ที่แอบแฝงมากับตุ๊กตา โดยมีการสันนิษฐานขึ้นเป็นจำนวนมาก

                ปริศนาหลายข้อที่ยากอธิบายต่างก็มีทฤษฎีที่แตกต่างกันออกไปหลากหลายแง่มุม ข้อสันนิษฐานที่เป็นประเด็นหลักที่ถูกกล่าวถึง และมักถูกหยิบยกมาอ้างอิงมากที่สุดคือ ตุ๊กตาโดกุอาจเป็นผลงานที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสิ่งของที่ใช้ในศาสนา หรือเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของผู้คนในยุคนั้น มากกว่าจะถูกสร้างหรือผลิตมาเพื่อเป็นสินค้าส่งออกต่างแดน หรือเพื่อตอบสนองความต้องการส่วนบุคคล เพราะจากการค้นพบมีเป็นจำนวนมากก็จริง แต่จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่ ไม่ได้กระจายตัวออกไปยังที่อื่น อาจเป็นของสิ่งหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในพิธีศพ ที่จำเป็นต้องนำมาใช้ร่วมกับการฝังศพ อย่างการใส่ข้าวของเครื่องใช้ของผู้ตายลงหลุมฝังศพ เช่นเดียวกับการใส่ภาชนะดินเผายังหลุมฝังศพของแหล่งวัฒนธรรมบ้านเชียงในเมืองไทยเรา

                นอกจากนี้ตุ๊กตาโดกุอาจเป็นเครื่องรางของขลังในสมัยโบราณที่มีหน้าที่สำหรับป้องกันภัยอันตราย จากภูตผีปีศาจ รวมไปถึงอำนาจเร้นลับที่ไม่สามารถบรรยายได้ของคนในยุคนั้น โดยมีความเชื่อที่ว่าการสร้างตุ๊กตาที่มีลักษณะแปลกประหลาด รูปลักษณ์พิลึกนี้ก็เพื่อเป็นการข่มขวัญปีศาจร้ายมิให้เข้ามาทำอันตราย รวมถึงขับไล่สิ่งชั่วร้ายที่อาจเข้ามาเยือนยังบ้านเรือน จึงมีการจัดวางบนแท่นบูชาของแต่ละครอบครัว ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าตุ๊กตาเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์หรือตัวแทนของเทพเจ้าของคนสมัยโบราณ พอผู้คนในอดีตหวาดกลัวต่อสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติจึงจำเป็นต้องสร้างรูปเคารพเพื่อเป็นตัวแทน หรืออัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาสถิตเพื่อปกปักรักษาให้ความคุ้มครอง

                จากการที่พบตุ๊กตาเหล่านี้ในสภาพที่ชำรุดเสียหาย แตกหักตามสุสาน ก่อให้เกิดสมมุติฐานบางท่านขึ้นอีกว่า อาจถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ หรืออาจทำหน้าที่เป็นตัวแทน ในการรับเคราะห์ร้ายแทนบุคคลจริง

                อีกสมมุติฐานหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากคือ ตุ๊กตาโดกุอาจถูกสร้างขึ้นโดยที่ผู้สร้างได้รับเอาลักษณะ และรูปลักษณ์มาจากมนุษย์ต่างดาว หรือผู้มีอารยธรรมสูงส่งอื่นจากนอกโลก ที่ได้มาสั่งสอนและมอบวิทยาการความรู้ทางด้านเกษตรกรรมให้แก่มนุษย์โลก เป็นที่น่าแปลกว่าทฤษฎีนี้มักปรากฏแทบทุกอารยธรรมของโลก ข้อสมมุติฐานและทฤษฎีต่างๆ ก็มีมากขึ้นและแตกต่างกันออกไปตามหลักฐานการค้นคว้า

                แต่อีกข้อสมมุติฐานหนึ่งที่น่าสนใจ อันมีรากฐานมาจากตัวตุ๊กตาชาโกกิโดกุคือ การที่ถูกสร้างขึ้นในลักษณะที่อวบอ้วน และเน้นไปยังรูปลักษณ์ของผู้หญิงอย่างชัดเจนนี้ อาจมีความเชื่อมโยงกับลักษณะของรูปร่างสรีระ การตั้งครรภ์ของสตรี มีการประดับเรือนร่างที่หรูหรากว่าบุคคลสามัญ

                นอกเหนือจากเป็นเทพีหรือลัทธิการนับถือพระแม่แล้ว ชาโกกิโดกุอาจเป็นเค้าโครงของชุดเกราะเครื่องแต่งกายของคนชั้นสูงในสมัยโบราณ จากลวดลายและความเทอะทะใหญ่โตนี้เอง จึงเกิดมีทฤษฎีใหม่ขึ้นมาว่า มีการสร้างขึ้นมาจากต้นแบบของชุดเกราะโบราณที่ใช้สำหรับการออกรบ จึงเป็นที่มาของความเชื่อที่ว่าชาโกกิโดกุ ถูกนับถือในฐานะเทพีของความอุดมสมบูรณ์ หรือพระแม่แห่งปฐพี เพราะคนสมัยโบราณมักให้ความสำคัญกับผู้หญิงที่อวบอ้วน สุขภาพแข็งแรง มากกว่าผู้หญิงที่ผอมบาง เพราะความสมบูรณ์นี้สื่อให้เห็นว่าเป็นแม่พันธุ์ที่ดีได้ อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ที่เป็นขวัญกำลังใจให้คุณแม่ที่ใกล้คลอด ให้คลอดบุตรออกมาได้อย่างปลอดภัย

                ความหมายที่แท้จริงของตุ๊กตาโดกุยังมิอาจมีใครทราบคำตอบที่แน่ชัดว่ามันถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร และทำไมพวกมันถึงมีหน้าตา และรูปร่างที่แปลกประหลาดผิดธรรมชาติ จากข้อสมมุติฐานดังกล่าว สรุปทำความเข้าใจได้ว่าตุ๊กตาเหล่านี้คงมีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงไปยังศาสนา รวมถึงการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของคนโบราณ เพราะจากการค้นพบมักเจอในสุสานซึ่งมีสภาพแตกหักอย่างจงใจกระทำให้แตก มากกว่าการแตกหักเองโดยเหตุบังเอิญ มันดูไม่เป็นธรรมชาติ

                ถึงแม้จะพบในบ้านเรือนที่พักอาศัย แต่ทว่าก็ยังถูกจัดวางบนแท่นบูชาอันเป็นสิ่งบ่งบอกและแบ่งแยกสถานะอย่างชัดเจนว่ามีความสำคัญกว่าสิ่งของทั่วไปที่อาจจัดวางอย่างกระจัดกระจาย ไม่ได้รับการดูแลอย่างดี

                ส่วนคำตอบของสาเหตุของการสิ้นสุดนั้น อาจเพราะมาจากความเชื่อด้านศาสนาในยุคโบราณเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา หรืออาจมีสิ่งอื่นที่มีความสำคัญและได้รับความนิยมมากกว่าเข้ามาแทนที่ ตุ๊กตาโดกุจึงถูกลดบทบาทไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถูกละทิ้งไปในที่สุด อันเป็นจุดสิ้นสุด

                ถึงหน้าที่และความสำคัญจะถูกลืมเลือนไปตามยุคสมัย แต่ความลับและปริศนาของตุ๊กตาโดกุยังคงมีผู้คิดค้นหาคำตอบกันอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าสักวันพวกเราจะได้ทราบความหมายที่แท้จริงของมัน

                แต่ก็ต้องยอมรับในกระบวนการผลิตตุ๊กตาโดกุว่าไม่ธรรมดาเลยในยุคนั้น ที่สำคัญเขาเอารูปแบบตัวอย่างมาจากที่ไหนกัน มีแรงบันดาลใจจากอะไร หรือว่าจริงๆ แล้วคือจิตนาการเกินคาดเดาได้เท่านั้นเอง

อ้างอิง

                Tokyo National Museum

http://www.tnm.go.jp

                The National Museum of Japanese History

http://www.rekihaku.ac.jp

Asian Art : The Power of Dogu

http://www.asianartnewspaper.com

                กำจร สุนพงษ์ศรี, ประวัติศาสตร์ศิลปะญี่ปุ่น, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์ .2550)

/

เรื่องโดย. กัญญ์

ภาพโดย. en.wikipedia.org, wallpaper-house.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •