17 ตุลาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

หากใครเคยไปเที่ยวฮานอยแล้ว คงจะได้เห็นวิหารแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บนถนนกวานแถ่งห์ เป็นวิหารเก่าแก่ ซึ่งภายนอกดูเหมือนจะธรรมดา แต่ว่าเมื่อเข้าไปข้างในแล้ว เราจะพบว่าที่นี่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะมีความอลังการแล้ว ตำนานที่มาของวัดแห่งนี้ โดยเฉพาะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานอยู่ด้านใน ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 4 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมืองนี้เลยก็ว่าได้ วัดแห่งนี้มีชื่อว่า วัดกวานแถ่งห์ หรือที่คนไทยเราเรียกกันว่า วัดกวานแท่ญ นั่นเอง

วัดกวานแถ่งห์ หรือ กวานแท่ญ

วัดดังกล่าวนี้ เป็นวัดของลัทธิเต๋า ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นวิหารบูชาเทพเจ้าเตริ่นหวู่ หรือที่ชาวจีนเรียกว่า “เทพเสินหวู่” ซึ่งชาวเวียดนามยกให้ท่านเป็นเทพเจ้าประจำทิศเหนือ เป็นหนึ่งในเทพเจ้าประจำทิศทั้งสี่ เพื่อให้เทพเจ้าคอยปกป้องคุ้มครอง ป้องกันภัยจากสิ่งชั่วร้ายทางทิศเหนือ วัดดังแห่งนี้จึงถูกสร้างขึ้นมาเป็นวัดแบบจีนขนาดใหญ่ โดยสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 นับเป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่เมืองฮานอยมาช้านาน

เมื่อเดินเข้าไปข้างใน เราจะตื่นตาตื่นใจกับทางเข้าหลักน่าประทับใจของวัด ซึ่งประกอบด้วยประตูไม้แกะสลักที่ตั้งอยู่ใต้หอระฆังหินสีขาว และลวดลายมังกรน่าเกรงขาม ก้าวเข้าไปด้านในเพื่อดูแผ่นจารึกอักษรประณีต และรูปปั้นทองแดงขนาดมหึมาของ “เสินหวู่” หรือ “เตริ่นหวู่” ที่ชาวเวียดนามนับถือ

เมื่อเดินใกล้ถึงวัด ให้ลองสังเกตเสา 4 ต้นที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหน้าทางเข้าหลัก เสาเหล่านี้ประดับตกแต่งด้วยรูปปั้นหงส์และเสือ และเป็นส่วนดั้งเดิมของโครงสร้างสมัยศตวรรษที่ 11 เดินผ่านซุ้มประตูโค้งตรงกลาง เพื่อชื่นชมมังกรหินและหอระฆังทรงกลมที่อยู่เหนือศีรษะ

ในวิหารของวัด เมื่อเดินเข้า เราจะเห็นแผ่นทองแดงที่จารึกตัวหนังสือเขียน และหินดนตรีที่แกะสลักประดับลวดลายประณีตงดงาม รูปปั้นของเทพเจ้าเสินหวู่จะประดิษฐานอยู่ที่ด้านในสุดของวิหาร แม้จะมีความสูงไม่ถึง 4 เมตร แต่รูปปั้นนี้มีน้ำหนักเกือบ 4.5 ตัน ถือว่าเป็นรูปปั้นทองแดงที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ในเวียดนาม และมีอายุเก่าแก่ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 ที่รูปปั้นนั้น เราจะมองเห็นเต่าซึ่งอยู่ในมือขวาของรูปปั้น ซึ่งแสดงถึงอายุยืนยาว ส่วนงูที่พันรอบดาบเป็นสัญลักษณ์ของพลัง

อีกด้านหนึ่งของห้อง เป็นที่ตั้งของรูปปั้นทองแดงท่านผู้เฒ่า ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการหล่อรูปปั้นเทพเจ้าเสินหวู่ขึ้นมา รูปปั้นของผู้เฒ่า Trong สร้างขึ้นโดยลูกศิษย์จากกลุ่มช่างปั้นของท่านหลังจากที่ท่านเสียชีวิตไปแล้ว เพื่อรำลึกถึงผลงานที่ท่านได้สร้างเอาไว้

หลายคนคงจะสงสัยว่า เทพเจ้าเสินหวู่เป็นใคร ทำไมไม่ค่อยได้ยินชื่อในประเทศจีนเท่าไหร่ แต่ทำไมถึงได้มากลายเป็นเทพเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวจีนในเวียดนาม ตามมาครับจะพาทุกท่านย้อนกลับไปในยุคโบราณ เพื่อเล่าตำนานนี้ให้ได้อ่านกัน

เทพเจ้าเสินหวู่ ชื่อของท่านแปลว่า นักรบดำ, นักรบปริศนา, เทพสีดำ หรือเทพนักรบผู้ยิ่งใหญ่ เนื่องจากปราณของท่านมีลักษณะเฉพาะที่เป็นสีดำ ร่างกายก็ดำทะมึน ท่านเป็นเทพชั้นสูงของลัทธิเต๋า ถูกบูชาในฐานะเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ และเปี่ยมไปด้วยพลานุภาพ ท่านสามารถควบคุมธาตุต่างๆ ได้อย่างใจนึก และมีวิชาเหมือนดังเป็นเวทมนตร์มากมาย ท่านเป็นที่รู้จักในฐานะจักรพรรดิสีดำประจำทิศเหนือ และท่านก็เป็นที่เคารพนับถือในฐานะผู้เชี่ยวชาญวิชาการต่อสู้สำนักบู๊ตึ๊ง เป็นที่เคารพนับถือในแถบมณฑลเหยเป่ย แมนจูเรีย มองโกเลีย และในหมู่ชาวจีนกวางตุ้งและชาวหมิงตอนใต้บางส่วน (ส่วนใหญ่อยู่ในมณฑลฮกเกี้ยน) ที่อพยพหนีมาจากมณฑลเหยเป่ยพร้อมกับราชวงศ์ซ่ง

เทพเจ้าเสินหวู่ ได้รับการนับถืออย่างมากในมณฑลฝูเจี้ยน มณฑลกว่างตงและในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพไปประเทศต่างๆ

เทพเจ้าเสินหวู่

เล่ากันว่า ในสมัยที่ประเทศจีน ยังมีการแย่งชิงในราชบัลลังก์ จักรพรรดิหย่งเล่อได้ไปขอความช่วยเหลือจากเสินหวู่ทำให้จักรพรรดิหย่งเล่อมีชัยเหนือพระราชนัดดาของพระองค์ และได้ครองบัลลังก์ของจีนแผ่นดินใหญ่ ท่านจึงได้สร้างพระอารามของลัทธิเต๋าไว้บนยอดเขาบู๊ตึ๊ง มณฑลเหยเป่ย ซึ่งที่นี่เอง เสินหวู่ก็ได้สำเร็จเต๋าและมีชีวิตอมตะ

มีความเชื่อกันว่า เสินหวู่เป็นองค์ชายของแคว้นหนึ่ง ซึ่งอยู่ทางเหนือของมณฑลเหอเป่ย ซึ่งอยู่สมัยเดียวกับจักรพรรดิหวงตี้หรือจักรพรรดิเหลือง เมื่อท่านเติบใหญ่ขึ้น ท่านรู้สึกเศร้าหมอง และเบื่อหน่ายกับชีวิตของมนุษย์ทั่วไป ท่านจึงออกบวชในลัทธิเต๋าและเดินทางขึ้นเขาอันห่างไกลเพื่อบำเพ็ญพรต

แต่ในฉบับของราชวงศ์ชิงนั้น เล่ากันอีกแบบหนึ่งว่า เสินหวู่ดั้งเดิมเป็นคนขายเนื้อสัตว์ที่ฆ่าสัตว์ทั้งหลายโดยไม่รู้สึกผิดอะไรเลย แต่เมื่อเวลาผ่านไป เสินหวู่เริ่มสำนึกในบาปของเขาได้ เขาจึงเลิกเป็นคนขายเนื้อสัตว์ เดินทางขึ้นเขาเพื่อบำเพ็ญเต๋า

วันหนึ่ง เสินหวู่ได้แบกหญิงคนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บไปส่งที่บ้าน เมื่อส่งถึงบ้านแล้ว เสินหวู่กำลังเดินทางกลับและได้แวะล้างเสื้อที่เปื้อนเลือดของหญิงผู้นั้นในแม่น้ำ เลือดที่ไหลออกจากเนื้อผ้ากลายเป็นคำว่า “เทพเจ้าสูงสุดแห่งสวรรค์สีดำ” หรืออ่านว่า “เฮียง เทียง เสี่ยง ตี่” ปรากฏต่อหน้าเขา และหญิงสาวที่เขาแบกไปส่ง ก็ปรากฏตัวต่อหน้าเสินหวู่และแสดงตัวว่าเป็นเจ้าแม่กวนอิม

เสินหวู่รู้สึกผิดในบาปที่ตนเองกระทำ จึงควักเอากระเพาะกับไส้ของตัวเองออกมาล้างในแม่น้ำ จนน้ำในแม่น้ำนั้นกลายเป็นสีดำไปหมด จากนั้นจึงค่อยๆ กลับมาใสบริสุทธิ์เหมือนเดิม แต่เสินหวู่ได้เผลอทำกระเพาะและไส้ของตัวเองหลุดลอยไปกับน้ำขณะที่กำลังล้างอยู่ในน้ำไปแล้ว เง็กเซียนฮ่องเต้ประทับใจในความจริงใจและมุ่งมั่นในการไถ่บาปของเสินหวู่มาก ท่านจึงทำให้เสินหวู่มีชีวิตเป็นอมตะและมีตำแหน่งเฮียง เทียง เสี่ยง ตี่

หลังจากมีชีวิตเป็นอมตะ กระเพาะและไส้ของเทพเจ้าเสินหวู่ก็ได้ดูดซับพลังจากพิภพ และได้กลายเป็นปีศาจเต่าและปีศาจงูออกทำร้ายผู้คน ซึ่งปีศาจทั้งสองนี้เองได้ก่อความเดือดร้อนไปทั่วและไม่มีใครสามารถกำราบได้ เทพเจ้าเสินหวู่ตอนกลับมายังโลกก็ได้มาปราบปีศาจสองตนนี้สำเร็จ และได้ให้ปีศาจสองตนนี้รับใช้ในฐานะพาหนะในการเดินทาง

ชาวจีนในยุคโบราณ และชาวจีนที่นับถือลัทธิเต๋า นับถือเสินหวู่เป็นเทพเจ้าผู้พิทักษ์และรักษามนุษย์ ดังนั้นในวัดบู๊ตึ๊งที่หยางโจว เราจะเห็นรูปปั้นเทพเจ้าเสินหวู่มีขุนพลรับใช้ใกล้ชิดอยู่สององค์ จะมีเต่าและงูอยู่ใต้เท้า แม้บางครั้งภาพวาดของท่านก็จะมีภาพแม่ทัพสองคนยืนเคียงข้าง ซึ่งทั้งสองก็คือ นายพลหว่านกงและนายพลหว่านมา ซึ่งเทพเจ้าสององค์นี้จะทำหน้าที่ต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายจากเทพเจ้าเสินหวู่ในการพิทักษ์ผู้คน

ต่อมาเมื่อชาวจีนได้อพยพไปอยู่ในประเทศต่างๆ ซึ่งในยุคนั้นคนจีนจะนับถือลัทธิเต๋า ก็จะเอาความเชื่อและรูปเคารพของเทพเจ้าเสินหวู่ติดตัวไปด้วยเพื่อบูชา และต่อมาเมื่อปักหลักลงรากฐานชุมชนของตนเองได้ ชาวจีนโพ้นทะเลเหล่านั้นก็จะสร้างวิหารเสินหวู่ขึ้นมา ไม่ว่าจะในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศมุสลิม แต่ก็มีวัดมีวิหารของเทพเจ้าเสินหวู่อยู่มากมายที่สร้างไว้ตั้งแต่สมัยที่เจิ้งเหอล่องเรือไปถึง

เช่นเดียวกับที่วัดกวานแถ่งห์ในเมืองฮานอย ที่ชาวจีนกลุ่มหนึ่งได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อบูชา และต่อมาชาวเวียดนามก็พบว่าในความศักดิ์สิทธิ์นั้นมีอยู่จริง พวกเขาจึงได้ยกย่องให้เทพเจ้าเสินหวู่ กลายเป็นเทพผู้พิทักษ์ 1 ใน 4 ทิศที่มีชื่อว่า “เตริ่นหวู่” และอยู่คู่เมืองฮานอยมาหลายร้อยปี

เรื่องโดย. ตะวัน สัญจร

ภาพโดย. www.laodongthudo.vn, www.chonthieng.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •