27 พฤษภาคม 2024
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

            การเดินทางไปภาคเหนือ ระยะทางไกลผมมักจะเดินทางในเวลากลางคืน ข้อดีคือรถไม่มากเราจะทำความเร็วก็ได้ เนื่องจากรถน้อยแทบจะไม่มีรถเลย ข้อดีอีกข้อคือไม่มีกล้องจับความเร็ว สมัยนั้นจะมีก็แต่ตำรวจทางหลวงที่จอดรถดักตามข้างทางแอบถ่ายรูป

            ผมมีโอกาสไปเที่ยวทางเหนือ โดยป้อมเพื่อนที่สนิทชวน ความจริงเรานัดกันหลายคน แต่บางคนติดธุระทำให้ไปไม่พร้อมกัน

            ผมจึงล่วงหน้าไปก่อน เริ่มออกเดินทางประมาณเที่ยงคืน แวะไปรับป้อมแถวบางใหญ่ โดยกะว่าจะวิ่งออกทางเส้นสุพรรณบุรีดีกว่า เพราะทางสายเอเชียรถจะติด เส้นสุพรรณน่าจะโล่งขับสบายกว่า และน่าจะถึงเชียงใหม่ไม่น่าเกินแปดโมงเช้า

            เราขับมาเรื่อยๆ พอเข้าจังหวัดชัยนาท สองข้างทางเป็นทุ่งนาไม่มีไฟทาง บรรยากาศรอบๆ มันมืด ผมเลยต้องเปิดไฟสูงเพื่อจะได้มองเห็นทางได้กว้าง เจ้าป้อมแทนที่จะนั่งคุยเป็นเพื่อนดันนั่งหลับเสียนี่

            “เฮ้ย เพื่อน มึงไปอดหลับอดนอนมาจากไหนวะ คุยเป็นเพื่อนกันก่อนสิ”

            “เออ หลับที่ไหนล่ะ พักสายตาต่างหาก”

            “หื้มมม…เบียร์สักป๋องไหมล่ะ ทีนี้ตาถ่างแน่ๆ ขึ้นมาก็หลับเลยนะมึง มานั่งเป็นเพื่อนกันก่อน ดูถนนเงียบมากไม่มีรถสวนหรือวิ่งตามเลย แม่งหลอนๆ มันเปลี่ยวนะเว้ย”

            นานๆ จะมีรถวิ่งสวนหรือวิ่งแซงเราไปสักคัน เรียกว่านับคันได้ บอกตรงๆ ตอนนั้นผมดันมีความคิดหวาดทั้งคน กลัวทั้งผี ตลกไหมครับ

            “ถึงไหนแล้ว ทำไมทางมันมืดจัง หลงหรือเปล่าเนี่ย”

            “ถึงชัยนาทแล้ว กูก็วิ่งตามป้ายไม่หลงหรอก”

            สมัยนั้นยังไม่มีจีพีเอส เราวิ่งไปก็จะคอยเพ่งมองตามป้ายที่ติดไว้ตามข้างทาง ด้วยความที่เปิดไฟสูงสว่างมากก็มองเห็นถนนข้างหน้ามีสีแดงๆ ที่พื้นถนนกองใหญ่ เหมือนสีหกหรือไม่ก็เป็นเลือด พอรถวิ่งเข้าใกล้ก็มองเห็นว่าเป็นสีแดงคล้ำกองใหญ่สาดอยู่เต็มทั้งสองเลน ผมตกใจยังไม่ทันจะพูดอะไร ป้อมก็พูดขึ้นมาว่า

            “เฮ้ยๆ นั่นเลือดหรืออะไรวะ สีแดงๆ เต็มถนนเลย”

            “มึงเห็นเหมือนกันใช่ไหม แสดงว่ากูตาไม่ฝาด คงไม่มีใครมาทำสีหกแถวนี้โดยเฉพาะกลางถนน…เยอะมาก”

            สีแดงที่เห็นเป็นทางยาวมาก ผมกลัวว่ารถจะไถลลื่นจึงขับแบบชะลอๆ ตอนที่จะต้องขับผ่าน พร้อมทั้งได้กลิ่นคาวๆ แบบเลือด

            “ได้กลิ่นคาวไหม น่าจะเป็นเลือด แต่ออกจะเยอะมากขนาดนี้ จะเป็นยังไงสภาพ กลิ่นคาวแรงเข้ามาในนี้เลย”

            “อาจเป็นเลือดพวกสัตว์ก็ได้….ขับผ่านไปไม่ต้องทักดีกว่า แต่ยังไงถ้าถึงช่วงไฟสว่างเราจอดดูรถสักหน่อยดีกว่าว่ามีอะไรติดมามั่งหรือเปล่า”

            เราขับไปเรื่อยๆ สักพักก็เจอสามแยกเล็กๆ ที่มีแสงไฟสว่างแต่ไม่มีบ้านเรือนหรือผู้คนเลย ผมจอดรถลงมาดู ทุกอย่างดูปกติดีไม่มีอะไรที่ติดมา ไม่ว่าจะเป็นสีแดงหรือเลือดที่เรามองเห็นที่ถนน คงมีแต่เพียงฝุ่น เราเลยขับรถต่อไป

            คราวนี้ทั้งมืดทั้งเปลี่ยวมากยิ่งขึ้น นานๆ ทีถึงจะมีป้ายบอกทาง ผมพยายามเพ่งมองไปด้านหน้าและให้ป้อมช่วยดูตามป้ายด้านข้างด้วยว่าเราอยู่จุดไหนของชัยนาทแล้ว

            ระหว่างที่ขับรถไปเรื่อยๆ แสงไฟจากหน้ารถก็ปะทะเข้ากับผู้ชายคนหนึ่งกำลังเดินอยู่ข้างหน้า แกใส่เสื้อสะท้อนแสงสีเขียวเหมือนพวกที่ซ่อมหรือทำถนนกำลังเดินอยู่ แต่พอรถเริ่มเข้าใกล้แสงไฟที่ส่องก็ยิ่งชัดเจน

            สภาพชายคนที่เดินอยู่ริมถนนนั้น แกเดินขากะเผลก ที่หัวมองเห็นได้ชัดว่ากะโหลกยุบบุบบี้ไปข้างหนึ่ง ทั้งตัวทั้งใบหน้าเต็มไปด้วยเลือดท่วม เอาแล้วสิ เจอเข้าให้แล้ว ไอ้ป้อมคงเห็นเหมือนผม ทำท่าจะพูด ผมเลยรีบห้ามเสียก่อน

            “เห็นใช่ไหมมึงอย่าทัก ทำเป็นไม่เห็นไป เชื่อกู อย่าทักอย่าพูดถึง”

            ผมบอกมัน แต่ตัวผมเองก็เกร็งไม่แพ้กัน คิดในใจเจอเข้าให้แล้วเต็มๆ มันเป็นไปไม่ได้ถ้าไม่เยินซะขนาดนั้น

            แกยืนนิ่งๆ พอรถเราจะผ่านแล้วหันหน้ามาทางเรา พร้อมกับเอามือประคองหัวที่เหลือเพียงแค่เสี้ยวหัวด้านหนึ่งของแกเท่านั้น

            ผมแทบจะเหยียบคันเร่งจนมิด แต่ก็พยายามตั้งสติเพราะกลัวอุบัติเหตุ ในใจก็ท่องนโม ตัสสะ ไปตลอดทางพลางคิดในใจว่าไม่น่ามาเส้นทางนี้เลยให้ตายสิ

            “ใช่…ไช่ไหมวะ”

            ป้อมถามเสียงเครือ ผมไม่อยากตอบ ได้แต่พยักหน้า รถเคลื่อนไปได้อีกสองสามกิโล เห็นคนเดินอยู่ข้างทางด้วยลักษณะอาการเหมือนขาสองข้างไม่เท่ากัน

            ผมรู้สึกสังหรณ์ใจ คือมองเห็นเสื้อที่เป็นสีเขียวสะท้อนแสง ป้อมเองก็ร้องบอกผมพร้อมกับชี้มือไปข้างหน้า ขณะที่รถจะขับผ่านชายคนนั้นก็หันหน้าออกมาทางถนนเหมือนกำลังหยุดมองเรา…

            คงไม่ต้องบอกอะไรมาก เพราะเป็นคนคนเดียวกับที่เราเจอเมื่อกี้นี้ แต่คราวนี้ทำท่าโบกรถให้หยุด ไม่ไหวแล้วครับ ผมเหยียบคันเร่งจนรถพุ่งผ่านไป ถ้าไม่หูฝาดผมได้ยินเสียงที่ดังเข้ามาในหูว่า

            “…..ไปด้วยคน….ไปด้วย….คน…”

ไม่ต้องบอก เราสองคนกลัวแค่ไหน แต่ก็ต้องผ่านไปให้ได้ ไม่มีใครพูดอะไรเพราะเหมือนกับเราช็อกไปชั่วขณะ

            พอเห็นปั๊มผมเลยเลี้ยวเข้าไปแวะพักอีกครั้ง จนรู้สึกว่าจิตใจดีขึ้น และก็เป็นเวลาตีสามกว่าแล้ว เราจึงเริ่มเดินทางต่อเพราะจะเข้านครสวรรค์

            “หวังว่าจะไม่มีอะไรอีกแล้วนะ”

            ป้อมพูดเสียงอ่อยๆ รถยังขับมาเรื่อยๆ ผมพยายามมองป้ายข้างทางเหมือนเคย แต่ก็เสียววูบวาบกลัวว่าจะเจออะไรอีก ด้วยความที่รถเราเปิดไฟสูงจะมองเห็นในมุมที่สว่างและกว้างมากขึ้น แต่ถ้าช่วงไหนที่มีรถแล่นสวน ผมก็จะดีฟไฟลงทันที แต่ถ้าไม่มีก็จะเปิดไฟสูงไว้ตลอด จนกระทั่ง…

            “ตู่…นั่นศาลหรือบ้านคนวะ ใหญ่มาก ที่ขับผ่านเมื่อกี้เห็นไหม”

            “ไม่รู้สิ แต่มันข้างทาง จะว่าเป็นศาลมันใหญ่ไปเปล่าวะ ถ้าเป็นบ้านคนไหงมาตั้งริมถนน…กูว่าอย่าสงสัยเลยเดี๋ยวเป็นเรื่องอีก”

            พูดไม่ทันขาดคำ เราขับรถผ่านศาลที่มีลักษณะเหมือนกันอีก

            “เฮ้ย….ตรงนี้ก็มีอีก เหมือนแบบเดียวกันเป๊ะเลย สงสัยคงเป็นศาลแหละ เขาทำให้เหมือนกัน”

            “เออจริงด้วย”

            ผมตอบรับและหันไปมอง ช่างเหมือนกันจริงๆ กระทั่งรถเราวิ่งต่อไปอีกไม่กี่ร้อยเมตร มีศาลแบบเดียวกันตั้งอยู่ที่ข้างทางอีก

            คราวนี้ที่มองดูทุกอย่างเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัยหรือลักษณะผ้าแพร หรือการวางการตั้งต่างๆ ผมชักเอะใจแต่ก็ไม่ได้พูด

            รถยังคงวิ่งต่อไปเพื่อสู่จุดหมายปลายทาง อยู่ๆ คราวนี้มีเงาตะคุ่มของบางอย่างอยู่กลางถนน ลักษณะเหมือนบ้านหลังเล็กๆ ผมกับป้อมร้องขึ้นมาพร้อมกัน…

            เพราะสิ่งที่เห็นก็คือ…ศาลไม้ที่เราผ่านมาทั้งสองครั้ง บัดนี้ ศาลนั้นมาตั้งอยู่ตรงกลางถนนทำให้รถแล่นผ่านไปไม่ได้ เกิดอะไรขึ้น

            “เฮ้ย…เฮ้ย…ทางตันเหรอ นี่มันถนนนะ…แล้ว…แล้ว…ทำไมมาตั้งอยู่กลางถนน”

            ผมชะลอก่อนจอดรถ ทิ้งช่วงห่างพอสมควร ลดไฟที่เปิดไฟสูงไว้และคิดว่าจะทำยังไง หรือจะไปต่อยังไง พอดีผมก็เห็นมีเงาดำๆ ที่เป็นรูปร่างคนทยอยเดินออกมาจากศาลที่มองเห็น ออกมาทีละสามสี่คนจนมายืนออกันอยู่เต็มกลางถนน ผมใจหายวาบ นี่เราเจอเข้ากับอะไรกัน

            “ตู่…มึงหะ เห็นไหม นั่น นั่น…ไม่ใช่…ไม่คนแน่ๆ ที่ออกมาจากศาลนั่น”

            “เห็นแล้ว…เราเจอแล้ว…”

            ผมรีบคว้าพระที่ห้อยคอออกมายกมือขึ้นไหว้ ควานหาพระที่ผมมักจะมีติดไว้ที่รถเสมอ ร่างพวกนั้นยืนกันเต็มกลางถนน ถ้าจะให้นับผมว่าน่าจะเกือบร้อย

            แสงไฟที่สาดไปถึงทำให้เห็นว่าแต่ละคนมีเลือดโทรมทั้งตัว เสื้อผ้าที่สวมใส่รุ่งริ่ง มีทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก และคนมีอายุ ช่างเป็นภาพที่น่าสยดสยอง…พวกนั้นมันผีชัดๆ

            ทันใดนั้น คนพวกนั้น ไม่ใช่สิ…ร่างพวกนั้นก็เดินไปข้างทางที่ป่าหญ้า…แต่ก็มีบางพวกทำท่าเดินมาทางเรา ยิ่งเดินเข้ามาใกล้ก็ยิ่งชัดเจน ผมได้ยินเสียงเหมือนไอ้ป้อมมันจะร้องไห้ ผมเองก็น้ำตาไหลเพราะความหวาดกลัวและตัวแข็งไปหมด

            สภาพพวกนั้นทำให้ผมตะลึง…บางคนตาหลุดห้อยร่องแร่ง บางคนแขนขาด ใช้มืออีกข้างทำท่าเหมือนพยายามจะเอาแขนข้างที่ขาดมาต่อ…

            บางคนเดินๆ แล้วก็ล้มลง เอามือโกยไส้ที่ไหลทะลักออกมาจากหน้าท้องให้กลับเข้าที่…และ…และอีกหลายๆ คนที่กำลังเดินเหมือนใกล้เข้ามาทุกที ทำท่ากวักมือเรียก พร้อมกับส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

            “ช่วยด้วย…ช่วยหยิบแขนให้ที”

            “ช่วยด้วย…เอาไส้ยัดใส่ท้องให้หน่อย…พ่อหนุ่ม”

            “หาหัวให้ป้าหน่อย…คุณ…ป้ามองไม่เห็น…หัวอยู่หนาย….”

            เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังระงม สุดที่ผมกับป้อมจะทนอีกต่อไป เราสองคนแหกปากร้องลั่น เหมือนคนที่สติแตกกระเจิงพร้อมกับสติสัมปชัญญะมันขาดผึง…ดับวูบไปตรงนั้น

            เสียงเคาะกระจกรถปลุกให้ผมกับป้อมรู้สึกตัว…ลำคอแห้งผาก ตามันพร่าพราย แต่พอมองชัดๆ ตำรวจนั่นเองมาเคาะกระจก ผมรีบเปิดประตูรถทันที

            “ทำไมมาจอดนอนกันตรงนี้ล่ะครับ มันอันตราย ไม่กลัวโดนปล้นหรือไง นี่ก็จะตีห้าแล้ว คุณขับรถตามผมไปที่ป้อมแล้วกัน ไปคุยกันไม่ไกลจากตรงนี้ ไปอีกหน่อย”

            ผมรับคำและรีบขับรถตามไปประมาณสองกิโลก็ถึงจุดตรวจที่มีป้อมของตำรวจมีแสงไฟสว่าง มีเจ้าหน้าที่อยู่ตรงนั้นอีกหลายคน

            ผมกับป้อมเข้าไปล้างหน้าล้างตาเข้าห้องน้ำ…พอออกมาเราเล่าเรื่องที่เจอมาตลอดทางให้ตำรวจทางหลวงฟัง เขาก็ยิ้มๆ และพูดว่า

            “ไม่แปลกใจที่คุณสองคนเจอมาหนักขนาดนี้ ผมจะเล่าให้ฟังนะ เมื่อเดือนที่แล้ว ตรงนั้นมันมีอุบัติเหตุรถทัวร์พลิกคว่ำ คือทางมันมืด เปลี่ยว ไม่ค่อยมีรถ เขาก็เลยวิ่งเต็มเหนี่ยว คนขับนี่ไม่ตายนะ แต่ก็สาหัส เขาบอกว่ามีรถกระบะขับตัดหน้า หักหลบเลยพลิกคว่ำ ผู้โดยสารตายเกือบหมดทั้งคันรถ แบบเทกระจาด รถนี่พังยับ เพิ่งจะเอาซากออกไปเมื่อสองวันนี่เอง แต่เราไม่เจอคู่กรณีที่เป็นรถกระบะนะ…คุณสองคนเจอเต็มๆ แล้ว…ยังไงก็ไปแวะทำบุญให้พวกเขาสักหน่อยแล้วกันนะ…เออ ผมลืมเล่า เขาก็เลยตั้งศาลให้ตรงที่เกิดเหตุ คุณคงไปทักเขาหรือเปล่า เลยออกมากันเป็นพรวน พวกผมอยู่ตรงนี้ รถที่วิ่งผ่านมาแจ้งเรื่อยว่ามีอุบัติเหตุตรงนั้น เขาคงเห็นเหมือนคุณนี่แหละ”

            เราสองคนได้แต่ฟังตาปริบๆ

            “พวกผมเองอยู่ตรงนี้ยังเสียวๆ เลย แต่มันก็ห่างอยู่…ทีแรกซากรถเขาลากมาวางไว้ตรงนี้ ไม่ไหวเลย ต้องให้เอาออกไปไกลๆ เพราะจะอยู่กันไม่ได้”

            ผมกับไอ้ป้อมแทบจะไข้ขึ้นพอฟังจบ พอฟ้าสางเรากล่าวลาและขอบคุณตำรวจทางหลวง ไม่ลืมที่จะไปทำบุญถวายสังฆทานให้พวกเขา หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไร แต่ตอนขากลับกรุงเทพฯ ผมเข็ด ไม่วิ่งทางนี้อีกแล้ว

            กลับถึงบ้าน ผมถึงได้ฝันเห็นเหตุการณ์ว่ารถเกิดอุบัติเหตุอย่างไรในความฝัน ไม่มีรถกระบะ มีแต่รถทัวร์วิ่งมาคันเดียวก็แฉลบพลิกคว่ำแล้วก็เหมือนถูกลากสไลด์ไป ผมยังจำทะเบียนรถได้ติดตา กับเสียงร้องโอดโอยของความเจ็บปวดก้องอยู่ในหู…น่าเวทนา

            พอเช้า ผมคิดว่าจะเอาเลขทะเบียนไปซื้อลอตเตอรี่ แล้วก็ตั้งจิตบอกพวกเขาว่าถ้าถูกลอตเตอรี่ผมจะทำผ้าป่าอุทิศให้พวกเขา ถ้าได้น้อยก็ทำบุญธรรมดา

            ซึ่งงวดนั้นผมถูกรางวัลที่สามได้เงินมาแปดหมื่นบาท รวบรวมกับเพื่อนที่ช่วยกันร่วมทำบุญได้อีกประมาณแสนต้นๆ ก็จัดทำผ้าป่าอุทิศบุญให้พวกเขา และนี่ก็คือเรื่องราวของผมครับ…

            ขอให้อานิสงส์ผลบุญส่งพวกเขาให้ไปสู่ภพภูมิที่ดีด้วยนะคะ เราต้องกล่าวลากันเหมือนเช่นเคย อย่าลืมติดตามเราต่อไปในนิตยสารสุสานผี วันนี้ขอให้ทุกท่านโชคดี มีลาภ ด้วยรักจากใจจากเราชาวสุสานผี สวัสดีค่ะ

เรื่องโดย. กฤตยา อยู่ประเสริฐ

ภาพโดย. Ai


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •