17 ตุลาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

เรื่องของคนระลึกชาติได้ แม้ว่าจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวเอเชียโดยเฉพาะคนที่นับถือพุทธศาสนา – ศาสนาพราหมณ์และฮินดู แต่เมื่อใดที่มีข่าวคนระลึกชาติเกิดขึ้นที่ใด  ก็จะได้รับความสนใจ ทว่าก็ได้รับแค่ความสนใจเท่านั้น มีเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเสียเป็นส่วนใหญ่  ซึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะแม้จะสามารถอ้างว่าชาติที่แล้วเกิดเป็นใคร อยู่ที่ไหนเป็นลูกเต้าเหล่าใครก็ตาม

แต่เมื่อถามไปถามมา ก็ได้คำตอบที่วกวนคลุมเครือผิดบ้างถูกบ้าง ทำให้หมดศรัทธาในเรื่องการระลึกชาติได้  บางกรณีที่ออกมาอ้างว่าเมื่อชาติที่แล้วเป็นทายาทของมหาเศรษฐีปัจจุบัน แล้วออกมาเรียกร้องขอมีส่วนแบ่งในทรัพย์สินสมบัตินั้นๆ ด้วย  ครั้นเมื่อสอบไปซักมาก็ไม่มีอะไรให้เชื่อได้ว่าเป็นตามคำกล่าวอ้างจริง การระลึกชาติจึงกลายเป็นเรื่องการหวังในธนสารสมบัติมากกว่าจะเป็นความจริง ดังนั้น คนส่วนมากจึงมักขาดความเชื่อมั่นในเรื่องนี้

ทว่าเรื่องราวของเด็กหญิงชาวอินเดีย นามว่า ชานติ เทวี การระลึกชาติได้มีความน่าเชื่อถืออย่างที่สุด  เรื่องของเธอขจรขจายไปทั่วอินเดีย  รู้ไปถึงหูของมหาตมะ คานธีผู้นำอินเดียในยุคนั้น ให้ความสนใจถึงขั้นตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาสอบสวนหาความจริง เรื่องนี้ก็ได้รับรายงานว่าสอบสวนสัมภาษณ์โดยละเอียด พร้อมทั้งปล่อยลูกล่อลูกชนไปทุกขนานแล้ว ยังไม่พบพิรุธว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องกุข่าวขึ้นหลอกลวงผู้คนแต่ประการใด

เมื่อเรื่องนี้ไปถึงหูฝรั่งชาวตะวันตก  ที่ไม่เคยเชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิดแบบชาวพุทธ และชาวฮินดู  ก็ให้ความสนใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพราะขนาดกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของมหาตมะคานธีผู้นำอินเดีย ยังรายงานสรุปว่าสอบสวนโดยละเอียดแล้ว ไม่พบว่าเป็นเรื่องปล่อยข่าว หลอกลวงแต่ประการใด บรรดานักจับโกหกชาวตะวันตก  จึงพากันหลั่งไหลเข้ามาค้นหาความจริง  ซึ่งลงท้ายก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  หาข้อพิรุธว่ากุเรื่องโกหกขึ้นมาไม่ได้  ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องจริง คือเด็กหญิง ชานติ เทวีระลึกชาติได้จริง ลองติดตามดูกันต่อไปว่า เรื่องมันเป็นยังไงมายังไง ถึงทำให้ชาวโลกแตกตื่นกันขนาดนั้น

เรื่องมีอยู่ว่า ปี 1930 ด.ญ.ชานติ เทวี อายุ 4 ขวบ ภูมิลำเนาอยู่ที่นิวเดลี ประเทศอินเดีย ออกมาอ้างว่าชาติก่อนตัวเธอได้ตายลงหลังจากคลอดลูกได้ 10 วัน แล้วกลับชาติมาเกิดใหม่ ซึ่งสามีและลูกในชาติที่แล้ว ตอนนี้ยังอาศัยอยู่ที่เมืองมัดธูร่า (Mathura) ซึ่งห่างจากเดลีเพียง 145 กม. แถมตอนอายุ 6 ขวบ เธอยังเคยหนีออกจากบ้าน เพื่อจะไปที่เมืองดังกล่าวด้วย ทีแรกพ่อแม่ก็คิดว่าลูกตัวเองคงจะบ้าแน่ๆ จึงนำตัวไปให้หมอตรวจอาการ แต่เธอกลับเล่าเรื่องชาติก่อน ตั้งแต่เรื่องสามียันคลอดลูกละเอียดยิบว่า การคลอดลูกของเธอในชาติก่อนนั้น ไม่ได้คลอดแบบธรรมดาคือเบ่งออกมา  แต่หมอใช้วิธีการผ่าตัดมดลูกออกมา แถมยังอธิบายกระบวนการผ่าตัดมดลูกโดยละเอียด  จนหมองุนงงสงสัยว่าเด็กอายุไม่ถึงห้าขวบ  อ่านหนังสือยังไม่ออกจะรู้เรื่องเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับสูงอย่างนี้ได้อย่างไร จนหมอก็ยังสรุปอาการให้ชานติไม่ได้ สุดท้ายญาติๆ จึงลองออกไปตามหาผู้ชาย ที่เธออ้างว่าเป็นสามีในชาติก่อน แล้วก็ตะลึงกันทั้งหมู่บ้าน เพราะดันเจอเข้าจริงๆ ตามที่เธอบอกแบบเป๊ะๆ เสียด้วย

ชายผู้นั้น มีชื่อว่า เคดาร์ นาถ (Kedar Nath) มีอาชีพเป็นพ่อค้าขายผ้า ซึ่งภรรยาชื่อ ลุกดิ เทวี (Lugdi Devi ) ได้ตายลงเมื่อ 9 ปีที่แล้ว เธอตายหลังคลอดลูกชายได้เพียง 10 วัน ซึ่งก็ตรงกับที่ชานติพูดทุกประการ

ต่อมา  เคดาร์ นาถ (Kedar Nath) ได้ปลอมตัวเข้ามาที่เดลีพร้อมลูกชาย เมื่อชานติได้เห็นเคดาร์ นาถเข้า เธอก็จำได้ทันทีว่านี่คือสามีและลูกของเธอในชาติก่อน แถมยังสามารถบอกรายละเอียดชีวิตของลูกชายได้ละเอียดยิบ จนเคดาร์ นาถเองก็เริ่มจะยอมรับแล้วว่า นี่คือเมียรักในอดีตกลับชาติมาเกิด

ว่ากันว่า เมื่อเรื่องนี้ร่ำลือไปถึงหูของมหาตมะคานธี จึงได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิสูจน์ความจริงขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิสูงสิบห้าคนมาสอบสวนเรื่องนี้ คณะทั้งหมดพาชานติเดินทางจากเดลีไปที่ Mathura เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 1935 ซึ่งชานติก็สามารถจดจำสมาชิกในครอบครัวดังกล่าวได้ครบทุกคน ไล่ตั้งแต่ปู่ของลุกดิ (Lugdi Devi) และบอกรายละเอียดยิบย่อยต่างๆ ได้ครบถ้วน จนภายหลังคณะกรรมการก็ได้สรุปว่า ชานติ เทวี คือ ลุกดิ เทวี( Lugdi Devi) กลับชาติมาเกิดจริง

ชานติ เทวี เปิดเผยเรื่องราวชีวิตของเธออีกครั้ง ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 และอีกครั้งหนึ่งในปี 1986 จากการสัมภาษณ์ของ เอีย สตีเฟนสัน จิตแพทย์ชื่อดังชาวแคนาดา และ K.S. Rawat ก็ได้ทำการสืบสวนเรื่องนี้ในปี 1987 ซึ่งการสัมภาษณ์ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเพียง 4 วันก่อนหน้าที่ชานติจะเสียชีวิตลงในวันที่ 27 ธ.ค. 1987

คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของฝ่ายบริหารท้องถิ่นได้รายงานรายละเอียดเกี่ยวกับตัวของชานติเทวีดังนี้

เด็กหญิงชานติ เทวี เกิดเมื่อวันที่  11  ธันวาคม 1926 เมื่ออายุได้ 4 ขวบ เธอก็เริ่มพูดพร่ำอยู่แต่ว่าบ้านที่เธออยู่ในปัจจุบันไม่ใช่บ้านของเธอ  และพ่อแม่ปัจจุบันก็ไม่ใช่พ่อแม่จริงๆ ของเธอ แล้วยังบอกว่าเธอไม่ได้ชื่อชานติ เทวี แต่ชื่อว่า ลุกดิ เทวีต่างหาก และยังอ้างว่าเธอแต่งงาน แล้วมีลูกชายกับสามีหนึ่งคน  และขณะนี้สามีของเธออาศัยอยู่ที่เมืองมัดธูร่า แต่เธอก็ไม่เคยเอ่ยชื่อสามี โดยบอกเพียงว่าสามีเป็นพ่อค้าขายผ้า อยู่ตรงกันข้ามประตูหน้าของวิหารทวารกาดิสค์ เธอยังบอกว่า สามีของเธอมีลักษณะเด่นอยู่สามประการคือเป็นคนมีผิวละเอียด สวมแว่นสายตา และมีหูดอยู่บนแก้มซ้าย

ต่อหน้าจิตแพทย์  เธอเอาแต่พร่ำพรรณนาถึงเรื่องชีวิตของเธอจนถึงวันเสียชีวิต หลังจากคลอดลูกและยังบรรยาย ถึงวิธีการที่หมอทำการผ่าตัดทำคลอดให้อย่างถูกต้อง

ต่อมา คุณครูบาบูแห่งโรงเรียน ดาริยากันจ์ ซึ่งเป็นญาติห่างๆ ของเธอ พยายามหลอกล่อให้เธอบอกชื่อสามีในชาติก่อนของเธอ โดยหลอกว่าหากบอกชื่อสามีให้แล้วจะพาเธอไปหาเขาที่เมืองมัดธูร่า เธอยอมบอกว่าสามี ชื่อเคดาร์ นาถ ดังนั้น ครูบาบูจึงเขียนจดหมายถึงนายเคดาร์ นาถ  เล่าเรื่องนี้ให้ฟังโดยละเอียด และขอให้เขาเดินทางมาพบที่กรุงเดลี

ซึ่งก็ได้รับจดหมายตอบว่า ลุกดิ ภรรยาของเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว หลังคลอดลูกได้สิบวันจริงๆ และยังบอกด้วยว่าจะให้ญาติของเขาคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ที่กรุงเดลีลองให้เขามาพบชานติ เทวีดูก่อน  ในที่สุดญาติที่มาพบกับชานติ เทวี ก็ต้องประหลาดใจ เมื่อพบว่าเธอเล่ารายละเอียดเรื่องนี้ถูกต้องทั้งหมด ดังนั้น เขาจึงเป็นฝ่ายจัดการให้คนทั้งสองได้พบกัน และขอให้เคดาร์ นาถเดินทางมาพบที่กรุงเดลี ซึ่งเขาก็ได้เดินทางมาพบพร้อมกับลูกชายและภรรยาคนปัจจุบัน

เมื่อมาถึง เคดาร์ นาถ ก็แสร้งวางตัวเป็นพี่ชายของเขา แต่ชานติ เทวีก็ยังจำได้ในทันทีที่ได้พบกัน และยังรู้จัก นาฟ นีท ลาล ลูกชายของเธอด้วย และยังใช้นิ้วจิ้มไปที่หูดบนแก้มซ้ายของเขาอีกด้วย

ในระหว่างที่พักอยู่ในกรุงเดลี ชานติ เทวี ได้ขอให้แม่ทำอาหารโปรดของเคดาร์ นาถ ไว้เลี้ยงดูเขาด้วย  เมื่อถึงขั้นนี้แล้วทำให้เขาถึงกับอึ้งไปเลย เพื่อให้แน่ใจจริงๆ เคดาร์ นาถ ได้ขอให้ชานติ เทวี พูดอะไรสักอย่างที่รู้กันเฉพาะเขาสองคน ชานติ เทวี จึงได้ถามถึงเรื่องในอดีตถูกต้องทุกอย่าง  และยังถามว่าทำไมจึงแต่งงานใหม่ในเมื่อเคยบอกว่าจะไม่แต่งงานอีกแล้วก่อนเธอเสียชีวิต ซึ่งเขาไม่ตอบ

เคดาร์ นาถได้ขอเวลาอยู่กันสองต่อสองกับชานติ เทวี ก่อนแยกกันไปนอน หลังจากได้คุยกันสองต่อสองในคืนนั้น เขาก็ยอมรับว่าชานติ เทวี คือ ลุกดิ เทวี อดีตภรรยาของเขากลับชาติมาเกิดจริงๆ

มีการเปิดเผยภายหลังว่า ในการพบกันตามลำพังคืนนั้น มีการถามว่าเธอตั้งท้องได้ อย่างไร  ทั้งๆที่หมอบอกว่าจะตั้งท้องอีกไม่ได้ เพราะกำลังป่วยเป็นโรคบางอย่างอยู่ ซึ่งชานติเทวีก็ได้อธิบายวิธีการร่วมเพศแบบพิเศษ ที่รู้กันเพียงสองคนเท่านั้นได้ถูกต้อง

เมื่อข่าวนี้แพร่ไปถึงหูของมหาตมะคานธี ผู้นำอินเดียเวลานั้น ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากรัฐสภา สื่อมวลชน และผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลเข้ามาสอบสวนเรื่องนี้  หลังจากนั้นก็ได้มีการเสนอรายงานการสอบสวนโดยละเอียดดังนี้

มหาตมะคานธี

คณะกรรมการสอบสวนทั้งคณะได้พาชานติ เทวี ไปยังเมืองมัดธูร่า เมื่อถึงสถานีรถไฟ ปลายทางได้มีการนำคนแปลกหน้ามาพบ ซึ่งเธอตอบได้ถูกต้องว่าเขาคือพี่ชายของอดีตสามี

ระหว่างการเดินทางทีมงานได้ให้คนขับรถที่มารับ ถามเส้นทางไปบ้านสามีจากชานติ เทวี ซึ่งเธอก็บอกได้ถูกต้อง เมื่อเดินทางถึงบ้านสามีเธอก็จำพ่อของอดีตสามีที่ออกมาต้อนรับ พร้อมชาวบ้านจำนวนมากได้ทันที  ภายในบ้านเธอจำสิ่งของเครื่องใช้ได้ทุกอย่าง เช่น เตียงที่เคยนอนเป็นต้น และยังพาทีมงานไปยังบ้านหลังแรกที่เธอกับเคดาร์นาท เคยอาศัยอยู่เมื่อแต่งงานใหม่ๆ

นอกจากนั้น ชานติ เทวี ยังพูดภาษาถิ่นของชาวเมืองมัดธูร่าได้อย่างคล่องแคล่วด้วย และเธอยังพาทีมงานสอบสวน ไปยังบ่อน้ำหลังบ้านที่เคยบอกว่า มักจะชอบมาอาบน้ำข้างบ่อนี้ เป็นประจำ แต่ก็หาไม่พบ ทำให้ เคดาร์ นาถ ต้องออกมาทำการงัดแผ่นปูนที่ปูทับปากบ่อออกให้จึงได้พบบ่อที่ว่านั้น

ถึงขั้นนี้แล้วทางคณะกรรมการสอบสวนจึงได้สรุปไว้ในรายงานการสอบสวน เสนอต่อมหาตมะคานธีว่าเด็กหญิง ชานติ เทวี ระลึกชาติได้จริงๆ

เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไปทั่วโลก  ซึ่งก็ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางโดนเฉพาะบรรดาปัญญาชน สื่อมวลชน และนักวิจัยเรื่องลี้ลับ ต่างหลั่งไหลเข้ามาเพื่อค้นหาความจริงเรื่องนี้ ซึ่งในจำนวนนี้  มีนักวิจารณ์คนสำคัญถึงเรื่องลี้ลับว่าจริงหรือเท็จ นามว่า นายสตูเร  โลนเนอร์ สแตรน ได้เดินทางมายังอินเดียเพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงเท็จประการใด ซึ่งได้ออกมาประกาศอย่างเปิดเผยว่า การระลึกชาติได้ของเด็กหญิงชานติ เทวีนั้นไม่สามารถหาหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องปรุงแต่งขึ้น  และยังย้ำว่าเรื่องการระลึกชาติได้นี้เป็นเรื่องแรกที่เขายอมรับว่าเป็นเรื่องจริงอย่างไม่มีข้อกังขา

เรื่องโดย. ทิวากร สุวพานิช

ภาพโดย. www.buzzinviral.com, www.sites.google.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •