2 ธันวาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงค่ำของวันที่ 31 ธันวาคม 2562 เรื่องมีอยู่ว่าน้องชายของผู้เขียนเขาได้สมรสครั้งใหม่เมื่อสองปีก่อน ซึ่งทราบเพียงว่าน้องสะใภ้คนใหม่นี้เป็นชาวสมุทรสาคร ซึ่งครอบครัวใหญ่ของเราอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันในวันนี้ แม้เรา 4 คนพี่น้องจะสิ้นบุญพ่อบุญแม่ไปแล้วก็ตาม

                สำหรับน้องสะใภ้เจ้าของเรื่องคนนี้ ขอเรียกเธอว่า ‘นิด’ นะคะ

                เป็นปกติที่ช่วงเย็น พวกผู้หญิงนั้นจะเข้าครัวปรุงอาหารกัน ทั้งนี้ตาเล็ก น้องชายคนสุดท้อง (สามีของนิด) ได้มากระซิบบอกฉันในฐานะพี่สาวคนโต ว่าอย่าใช้งานสะใภ้ใหม่คนนี้เยอะนะ เนื่องจากเธอสุขภาพไม่สู้ดี ซึ่งฉันได้เย้าหยอกน้องชายคนเล็กไป

                “ถ้าอย่างนั้นให้เปลี่ยนตัวกัน ให้แกมาเข้าครัว แล้วให้หนูนิดพักผ่อน”

                ซึ่งตัวของน้องนิดคนนี้น้องชายเล่าว่า ภรรยาเขาอายุ 35 ปีแล้ว แต่ความที่น้องเป็นคนรูปร่างเล็กจึงทำให้ดูเด็กกว่าวัย และนิดเองที่มาสมรสกับน้องชายก็ยังใช้ น.ส. นำหน้าชื่อ-สกุลอยู่

                เรื่องราวต่อไปนั้นคือ เมื่อน้องชายมาเป็นลูกมือช่วยปรุงอาหาร นิดจึงออกไปนั่งเล่น โดยน้องชายได้เปิดเบียร์ให้ภรรยาเขานั่งดื่มเล่นๆ นัยว่าเพื่อความสนุกสนานครึกครื้น หญิง-ชายจะได้ไม่ต้องได้เปรียบเสียเปรียบกัน…นานทีปีหน ปีใหม่มีอยู่ครั้งเดียวประมาณนี้

                …ซึ่งก็ได้บรรยากาศที่พวกเรานั่งสังสรรค์ เนื่องจากบ้านของน้องชายฉันหลังนี้อยู่ติดกับลำน้ำแม่กลอง (ของ อ.ด่านมะขามเตี้ย) นับว่ามีวิวทิวทัศน์ที่สวยมากๆ

                เมื่อบรรยากาศเข้าเทียบช่วงหัวค่ำ…ซึ่งขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนาน ตัวฉันออกจากครัวมานั่งข้างๆ น้องนิด มาสังเกตได้ว่า นิดได้นั่งก้มหน้าน้ำตาคลอเบ้าก่อน และเธอได้ร้องไห้เบาๆ ออกมา ก่อนจะพูดว่า…

                “แม่…ลูกคิดถึงแม่นิดเหลือเกิน” ตามด้วยเสียงร้องไห้ฮือๆ เป็นเสียงเด็กผู้หญิงเสียด้วย และมือทั้งสองข้างของนิดเองก็ได้ปาดน้ำตาป้อยๆ ทั้งซ้าย-ขวา และเป็นน้องชายคนรองจากฉันที่ร้องถาม

                “เฮ้ย เล็ก เมียเอ็งถูกผีเข้า ผีสิงอะไรหรือเปล่า ไปเอาพระมาคล้องที่คอซิ เร็วๆ”

                หากตาเล็กได้เถียง “ก็พระเมียผมในคอนั่นไง…ส่วนผีเด็กคนนี้ บทจะมาก็มา แต่ไม่ได้ทำร้ายอะไรนิด” ตาเล็กอธิบาย “นี่คือเหตุผลหลักที่เมียผมเธอมีสุขภาพไม่สู้ดี เจ็บออดๆ แอดๆ พวกพี่ๆ ไม่ต้องกลัวอะไร เดี๋ยวน้องเขาก็ไปครับ”

                “อย่างนั้นหรอกรึ แล้วเอ็งไม่คิดหาหนทางแก้ไข?” น้องชายคนรองถาม

                “จะแก้ได้อย่างไร” นิดพูดแทรกขึ้นมา “ที่หนูตามแม่มาหลายปี ตามมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ จนตอนนี้อายุ 10 ขวบแล้วยังนึกโกรธไม่หาย” จากนั้นนิดได้ร้องไห้จนตัวโยน

                “แม่ปล่อยหนูให้ตกน้ำตาย ให้หนูไปเป็นบริวารของแม่พรายเสียอย่างนั้น” วิญญาณของเด็กน้อยที่เข้าสิงร่างของนิดพูดพร่ำพรรณนาไปเรื่อยๆ

                “และวันนี้ที่หนูออกมาได้ เพราะแม่พรายได้อนุญาต…แต่แม่พรายบอกว่า ถ้าหนูโต หาบริวารเพิ่มให้แม่พรายได้…หนูจะได้ไปเกิดใหม่ในวันพระที่จะถึงนี้จ้ะ และวันนี้หนูขออนุญาตเอาร่างแม่นิดของหนูให้ไปอยู่ด้วยกันนะจ๊ะ ไหนๆ ได้ออกตามหาแม่มาสองคุ้งน้ำแล้ว!”

                เมื่อกล่าวจบ ร่างของนิดลุกขึ้น เตรียมที่จะกระโจนลงน้ำในทันที ทว่าหลายคนช่วยจับ แต่ถูกแรงสะบัดทั้งแขนซ้าย-ขวาจนต้องเซถลาไปตามๆ กัน…ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน!? เมื่อผลัดกันจับล้มคว่ำล้มหงาย ฉันเลยถามวิญญาณเด็กคนนี้ตรงๆ

                “หากพ้นเอาแม่นิดของหนูคนนี้แล้ว หนูยังต้องการคนอีกหรือไม่?”

                ได้คำตอบว่า… “แม่พรายต้องการอีกหนึ่งชีวิตเพื่อเป็นตัวแทนหนู ไม่อย่างนั้นหนูคงไม่หลุดจากตรงนี้ค่ะ”

                คำที่ว่า ‘ตัวตายตัวแทน’ ได้ผุดขึ้นในสมองฉันอีกครั้ง แต่ตอนนี้จะทำอย่างไรให้สถานการณ์ตรงหน้าดีขึ้น หากเมื่อนึกขึ้นมาได้ พระท่านเคยเทศนาไว้ ไม่ว่าคนหรือผี ชอบคำพูดที่ไพเราะเสนาะหู

                ฉันจึงถามออกไป “หากให้ป้าทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้…หนูจะยอมออกจากร่างของ เอ่อ…แม่นิดของหนูไหม?”

                วิญญาณเด็กตอบว่า บุญคืออะไรเธอไม่เคยรู้จัก…ทุกคืนวันนี้รู้เพียงว่าทำอย่างไรให้นาย คือผีพรายนั้นพอใจ

                เมื่อถามถึงบุคคลใต้น้ำในโลกของหนูนั้นว่ามีจำนวนเยอะไหม? วิญญาณตอบว่า…มีจำนวนมากพอๆ กับที่เห็นคนเดินให้ขวักไขว่บนบก…บนโลกมนุษย์เรานี่ล่ะ และที่สำคัญ บริวารของผีพรายจะไม่มีโอกาสได้รับบุญใดๆ หากเมื่อถามว่า “ทำไมหนูถึงขึ้นมาหาแม่อยู่บ่อยๆ ได้ล่ะ?”

                วิญญาณเด็กตอบทันที “ท่านต้องการให้แม่ได้ลงไปอยู่แทนหนู แต่พยายามหลายครั้งแล้วไม่สำเร็จ เพราะหลวงปู่ที่แม่ห้อยคอไว้คอยห้ามปรามไม่ให้ฆ่าแม่ ลูกฆ่าแม่ไม่ดี เป็นบาป หลวงปู่สอนไว้…

                แต่เมื่อกลับลงไป หนูได้ถูกผีพรายกักขังทุบตีอีก และวันพระนี้หนูต้องพาแม่ไปให้จงได้ เขาสั่งมา หากทำไม่ได้หนูคงต้องโดนเขากักขังต่อไป”

                พูดถึงตอนนี้ วิญญาณเด็กได้ร้องไห้จนน่าสงสาร จากนั้น ฉันพยายามพูดกับเธอดีๆ ว่า ขอเวลาให้ทางเราจัดเตรียมที่จะส่งร่างของแม่นิดหนูอีกสักวันสองวันเถิด จะให้ทันวันพระที่จะถึงนี้อย่างแน่นอน ส่วนตัวของหนูให้อาศัยหลบซ่อนตัวที่ชายตลิ่งที่บ้านฉันก่อน แล้วฉันจะจุดธูปของอนุญาตเจ้าที่เจ้าทางให้ได้หลบซ่อนตัว

                สิ้นคำพูดฉัน ร่างของนิดค่อยๆ ทรุดฮวบ แสดงว่าวิญญาณเด็กนั้นเข้าใจ

                หากครั้นก่อนที่สติของนิดจะคืนสู่ความปกติ เราทุกคนช่วยกันตักเตือนน้องชายคนเล็ก

                “นาทีหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้ ขออย่างเดียวว่าอย่าไปรื้อฟื้นอดีตของนิดให้เปล่าประโยชน์ สู้นำเวลาที่เหลืออยู่คิดช่วยหาทางให้นิดนั้นรอดจากความตายที่รออยู่ในอีกไม่กี่วันนี้ได้อย่างไรจะดีกว่า เพราะเหลืออีก 2 ชั่วคืนก็จะถึงวันพระขึ้น 8 ค่ำ เดือน 2 แล้ว”

                เมื่อตาเล็กประคองนิดเข้าห้องนอน ฉันจึงเลี่ยงไปจุดธูปบอกกล่าวพระภูมิเจ้าที่ทันที อย่างน้อย (ตามความเชื่อ) ดวงวิญญาณของเด็กหญิงวัย 10 ขวบจะได้มีบ้านหลังนี้เป็นที่หลบอำนาจของนางผีพรายได้

                สุดท้ายต้องยอมรับว่า คืนสุดท้ายของการส่งท้ายปีเก่านี้ เป็นการส่งท้ายที่เป็นการบ้านให้ญาติพี่น้องทุกคนต้องคิดหนัก เนื่องจากใครเลยจะคิดได้ว่า…คนที่เสียชีวิตโดยทางน้ำนั้นจะมีผีพรายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย!

                กระทั่งเช้าวันถัดมาคือวันขึ้นปีใหม่ น้องชายคนที่เป็นเจ้าของบ้านได้ขับรถออกไปบ้านพักอีกแห่งในค่ายทหารที่เขาทำงานอยู่ ซึ่งเช้าวันนั้น เขาพูดเพียงสั้นๆ ‘จะกลับบ้านพักค่ายฯ’ หากช่วงสายเขากลับมาพร้อมพระสงฆ์ 1 รูป ทราบว่าเป็นพระที่นิมนต์มาจากวัดลาดหญ้า แถบค่ายทหารนั่น สำหรับพระภิกษุรูปนี้ท่านมีอายุราว 45 ปี น้องชายเรียกท่าน ‘หลวงอา’ และทันทีที่เล็กได้พาภรรยามากราบหลวงอา พระหลวงอาพูดขึ้น

                “กรรมเป็นบ่วง เป็นลูกโซ่ จากพ่อสู่ลูก และจากแม่สู่ลูกอีกสมทบ”

                เท่านี้ นิดถึงกับร้องไห้โฮ! (แต่เป็นตัวของเธอเอง ไม่ได้ถูกวิญญาณลูกเข้าสิงแต่อย่างใด)

                “หนูขอพูดถึงประวัติของหนูอย่างไม่ปิดบังเลยนะคะ” นิดก้มกราบหลวงอาอีกครั้ง “หนูคิดว่าท่านคงช่วยเหลือหนูให้พ้นจากกองทุกข์นี้ได้…เมื่อ 30 กว่าปีก่อน หนูเกิดในครอบครัวชาวเรือ มีพ่อเป็นไต้ก๋งออกเรือหาปลา ส่วนตัวของแม่เป็นเจ้าของแพปลาเล็กๆ ครอบครัวนับว่ามีอยู่มีกินค่ะ

                ต่อมาเมื่อหนูอายุได้ 10 ขวบ พ่อก็ถูกลอบยิงจนตาย มารู้ภายหลังคือช่วงที่พ่อเป็นไต้ก๋งเรือ พ่อได้ทำร้าย ฆ่าคน ถีบคนลงทะเลไปก็หลายศพ ที่พ่อตายก็เพราะญาติพี่น้องคนตายเขามา…เอาคืน!

                และต่อมาแม่ต้องขายแพปลาให้กับญาติ พร้อมพาหนูและน้องๆ ขึ้นมาอยู่ที่นาเกลือ ซึ่งตอนนี้รู้เพียงว่าครอบครัวเราเริ่มจะอดมื้อกินมื้อแล้ว…จนหนูอายุได้ 22 ปี แม่ได้จับให้แต่งงานกับเพื่อนของแม่…เป็นเจ้าของแพปลาเหมือนอดีตของทางบ้านเรา ซึ่งเฮียนี้มีฐานะร่ำรวย แต่หนูก็เป็นเมียน้อย เป็นบ้านเล็กเขานะคะ เราอยู่กินจนได้ลูกสาว 1 คน ซึ่งตอนนั้นครอบครัวหนู แม่กลับมามีความเป็นอยู่ที่สุขสบายอีกครั้ง น้องอีกสองคนได้กลับมาเรียนต่อ

                กระทั่งถึงวันที่หนูต้องพบความสูญเสียอีกครั้ง คือลูกสาวที่น่ารักเขาได้ตกน้ำเสียชีวิตที่แม่น้ำท่าจีน บริเวณหน้าบ้านของญาติอีกคน ซึ่งหนูกับลูกสาวนานๆ ครั้งถึงจะไปเยี่ยมญาติคนนี้

                หากมารู้ทีหลัง หลักจากที่ลูกพลัดหลุดมือเราตกน้ำแล้ว ชาวบ้านถึงได้พูดคุยซุบซิบกันว่า…ที่ตีนท่าตรงนี้ผีพรายดุ แรงมากกว่าที่อื่น ทุกๆ 3 เดือนจะต้องมีคนตกน้ำตายที่คุ้งน้ำนี่ล่ะ! แต่ที่ชาวบ้านพูดเตือนอะไรไม่ได้เพราะว่าเป็นที่ดินส่วนบุคคล อีกทั้งญาติคนนี้ปากร้ายไม่เบาค่ะ…

                เมื่อสูญเสียลูกสาวที่กำลังอยู่ในวัยน่ารักไป หนูเหมือนคนเสียสติ จนสุดท้ายแฟนต้องขอแยกทาง เพราะใครต่างคิดว่าหนูเป็นบ้า…บ้าเพราะพูดจาคนเดียว และเมื่อเห็นลำคลองหรือแม่น้ำ หนูจะหวาดกลัวจนสมองขึ้นเป็นริ้วๆ เลยล่ะค่ะ

กระทั่งคนพาหนูมารักษาอาการทางจิตที่วัดเกตุมณี เป็นแม่ชีที่คอยปลอบประโลม ชี้ทางให้หนูเห็นแสงธรรมะ…ซึ่งที่หลวงอาพูดนี้เหมือนกับที่แม่ชีพูดเลยค่ะ คือผลกรรมที่พ่อเคยฆ่าคนโยนลงทะเลได้มาตกที่ตัวหนู และได้ถ่ายทอดกรรมจากตัวหนูไปที่ลูกสาว ทุกเรื่องล้วนเกี่ยวข้องกับการตายทางน้ำ และต่อไปนี้ หากพี่เล็กรู้ความจริงแล้วจะเลิกคบ เลิกติดต่อกับหนูก็ไม่เป็นไรหรอกนะคะ และต้องกราบขอโทษพี่เล็กด้วยที่ปิดบังเรื่องมาโดยตลอดค่ะ”

                ทว่าหลวงอาได้เตือนสติในคำพูดในความคิดอ่านของนิด…ท่านได้ตัดบท เจาะจงไปที่เรื่องการแก้อาถรรพ์ผีพรายให้กับนิดและลูกสาวที่ตายไป เพื่อไม่ต้องเป็นบ่วงแก่กันอีก

                โดยท่านให้กระทำดังนี้ คือให้หากระทงกาบกล้วยเย็บเป็นรูปสี่เหลี่ยมพอให้ลอยน้ำได้จำนวน 2 ใบ แต่ให้ผูกเป็นคู่กัน ต่อมานำวันเดือนปีเกิดของนิดและบุตรสาวใส่ไว้ในกระทง และให้ปั้นดินเหนียวเป็นรูปคนเพื่อเป็นตัวแทนของนิดและลูกใส่ไว้ในกระทง จากนั้นหลวงอาได้นำบทสวด สวดนานราว 1 ชั่วโมง และหลวงอาได้เป็นผู้ดูฤกษ์ยามก่อนที่จะปล่อยกระทง ทั้งนี้หลวงอาพูดเปรยสั้นๆ ว่า…

                “โน่นแน่ะ เขามารอรับวิญญาณสองแม่ลูกแล้ว ฉันจะขอมอบวิญญาณให้เขาเสียที”

                หลวงอาหย่อนกระทงคู่ลงน้ำเพียง 5-6 นาที กระทงก็ได้วูบลงใต้น้ำเหมือนโดนกระชาก ทุกอย่างหายวับในพริบตา ผิวน้ำยังคงทอแสงระยิบระยับเสมือนไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น

                จากนั้น หลวงอาได้ให้เล็กและนิดภรรยาเดินทางไปวัดที่ใกล้ที่สุดเพื่อถวายเครื่องสังฆทาน อุทิศแก่ดวงวิญญาณลูกสาว ถวายแบบเจาะจง และเป็นการดีหากมีชุดผ้าไตรจีวร เพื่อตามความเชื่อว่าเด็กจะได้มีเสื้อผ้าชุดใหม่สวมใส่ และได้เกาะชายผ้าเหลืองไปสู่ภพภูมิที่สูงยิ่งขึ้น

                สุดท้ายนี้ มาทราบภายหลังว่าหลวงอารูปนี้ได้ทำพิธีหลอกผีพรายโดยใช้หุ่นรูปปั้นดินเหนียว และวันเดือนปีเกิดส่งเป็นวิญญาณใส่กระทงไปให้เพื่อเป็นตัวตายตัวแทน ทั้งนี้หลวงอาได้ย้ำนักหนา

                “อย่าได้ริลองดีกับผีพรายใต้น้ำ ยิ่งตรงที่ใดมีคนตายบ่อยๆ จงอย่าได้เฉียดใกล้ ดวงตกเมื่อไรเขากระชากวิญญาณเราไปได้ทันที ไปนอนจมอยู่ใต้น้ำ ไปเป็นบริวารของพวกมัน…

                ส่วนอาหารของผีพรายนี้มันชอบกินเลือด ไม่ลองสังเกตดูหรือ คนที่จมน้ำตายจะมีเนื้อตัวซูบซีดให้เห็นอย่างนี้ทุกราย เหตุเพราะโดนผีพรายสูบเลือดหมดตัวแล้ว”

                ก่อนที่นิดจะออกไปซื้อเครื่องชุดสังฆทานพร้อมขอกลับมาถวายแด่หลวงอา ณ ที่บ้านหลังนี้ ตัวนิดได้ยืนยัน หลังจากที่ลูกสาวจมน้ำตาย และลูกสาวได้มาแฝงร่างเธอ นิดมีความรู้สึกได้ว่าผิวพรรณเนื้อตัวของเธอซูบซีดลงถนัดตา อีกเรี่ยวแรงก็ผ่อนหายเหมือนคนอมโรค มีชีวิตอยู่ไปวันๆ หากแต่เวลาใดที่อยู่ใกล้แม่น้ำลำคลองแล้ว ไม่รู้ว่าเรี่ยวแรงกลับมาได้อย่างไร อยากวิ่งกระโดดลงน้ำเสียตอนนั้น เรื่องนี้เธอยืนยันอีกครั้ง

                “ผีพรายน้ำนั้นมีอยู่จริงค่ะ”

*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

*ภาพที่ปรากฏใช้เป็นเพียงภาพประกอบเรื่องเท่านั้น

เรื่องโดย. ประทุมพิพย์

ภาพโดย. arstechnica.com, www.viator.com, music.sinhvienudn.com, www.tripoto.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •