27 พฤษภาคม 2024
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                ต้นเดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนเดินทางไปทำบุญที่วัดใต้ (วัดไชย ถึง ชุมพลชนะสงคราม) จึงทำให้มีโอกาสพบกับเพื่อนเก่าคนหนึ่งชื่อว่าคุณอ้อย หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปี คุณอ้อยเธอสวมชุดสีดำสนิททั้งเสื้อและกระโปรง เมื่อถามไถ่จึงให้ได้รู้ว่า ตัวของคุณอ้อยนั้นกำลังอยู่ในพิธีศพของคุณแม่สามีที่จัดขึ้นที่วัดใต้นั่นเอง

                วันนั้นคุณอ้อยได้เชิญผู้เขียนนั่งพูดคุย ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน โดยเมื่อพูดคุยกัน ในบทสนทนาหนึ่งคุณอ้อยเธอเอ่ยขึ้น

                “หากนับดูแล้ว ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา บ้านหลังเก่าหลังนี้ที่เรากลับมาอยู่ คนในครอบครัวตายมาแล้ว 6 ชีวิต ส่วนคุณแม่สามีเป็นรายที่ 7 ค่ะ ท่านย้ายมาอยู่ได้ไม่ถึงสองเดือนก็มาตายเสียที่นี่อีก”

                เมื่อผู้เขียนสนใจในเรื่องราว คุณ อ้อยจึงค่อยๆ อธิบายต่อไป

                “เชื่อว่าเธอคงจำได้ เดิมทีที่น้องชายเราผูกคอตายในห้องน้ำหลังบ้าน ถือว่าได้ประเดิมเป็นศพแรกของบ้าน”

                เมื่อบอกว่าจำได้ดีและได้มีโอกาสไปร่วมงานศพอยู่ ซึ่งการจากไปของน้องชายคุณอ้อยในวันนั้น เขาผูกคอตายในท่านั่งกับลูกบิดที่ประตูห้องน้ำด้านใน เป็นลักษณะการจงใจที่จะฆ่าตัวตาย เนื่องจากอยู่ในท่านั่ง

                “ส่วนศพที่ตายต่อมาก็เป็นคุณน้า น้องสาวคุณแม่ ท่านป่วยเป็นโรคมะเร็งได้ไม่กี่เดือนก็เสียชีวิตที่ห้องปีกซ้ายของตัวบ้าน ทั้งที่น้าเพิ่งออกจากโรงพยาบาล คุณหมอยังบอกว่าสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานนับปี…ซึ่งตอนนั้นยังไม่คิดเอะใจอะไรในเรื่องอาถรรพณ์ที่เมื่อมีศพตายโหงแล้วตั้งสวดในบ้าน อีกไม่ช้าไม่นานก็จะมีคนตายตามเรื่อยๆ เพราะโบราณเขาถือ ต่อมาหลังจากที่น้าสาวเสียชีวิตไม่ถึงปี ก็เป็นพี่ชายของอ้อยที่รถคว่ำตาย จำได้ว่าตอนนั้นทั้งคุณพ่อคุณแม่ท่านเสียใจมาก ท้ายที่สุด ท่านได้ตัดสินใจเอาร่างของพี่ชายมาตั้งสวดไว้ที่ลานหน้าบ้านอีกครั้งค่ะ”

                โดยใจตอนนั้น ผู้เขียนคิดว่าเป็นรายที่ 3 แล้วสำหรับครอบครัวคุณอ้อย

                “แต่ถัดมาไม่กี่เดือน ได้เป็นพี่ชายคนรองที่ไม่ได้เรียนหนังสือ คอยดูแลทุกอย่างภายในบ้าน แต่แกชอบติดก๊งนะคะ และพี่ตี๋แกก็ตายเพราะเหล้า คือนอนหลับ ไหลตายไปเสียดื้อๆ ค่ะ สำหรับพี่ตี๋นี้ ทางครอบครัวก็ทำใจไม่ได้อีกเช่นกัน…ก็ไม่พ้นที่ต้องนำศพตั้งสวดอภิธรรมที่ในบ้านนั่นล่ะค่ะ ไม่พ้นจริงๆ” คุณอ้อยคุยไปถอนหายใจไปพลาง

                “ส่วนที่ว่าไม่พ้นอีกเรื่องนั้นก็คือ ตั้งแต่พี่ตี๋ตาย น้าอี๊ดตาย น้องเล็กตาย พี่โตตาย ทุกวิญญาณยังคงวนเวียนในบ้าน ทั้งเสียงเดินของทุกคนครั้งที่ยังมีชีวิต เสียงพูดคุย เสียงทำกิจวัตรต่างๆ ของทุกคน ทุกอย่างเหมือนตอนที่ยังไม่ตายครบถ้วนค่ะ…และคุณพ่อคุณแม่ก็ยินดีด้วย ที่พี่น้องและน้าอี๊ดไม่ได้ไปไหนไกล ยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ท่าน”

                “ทุกวันโกน วันพระ คุณแม่ถึงกับตั้งโต๊ะอาหารจัดแยกให้ทุกคนได้นั่งรับประทาน มีตะเกียงดวงเล็กๆ ตั้งไว้กลางโต๊ะ ซึ่งตอนแรกก็นึกกลัว หากพอนานวันเข้ามันเหมือนเป็นประเพณีที่บ้านต้องจัดให้คนตายกินทุกวันพระ ส่วนทางคุณพ่อนั้น ท่านเองไม่ได้ขัดใจอะไรในเรื่องความคิดของคุณแม่เลย ท่านออกจะสงสารเมียเสียด้วยซ้ำที่ลูกชายทั้ง 3 คนต้องมีอันเป็นไปในช่วงระยะเวลาเพียง 4-5 ปีเท่านั้น ซึ่งคนเรานะคะ ในเมื่อความสูญเสียมันประดังหนักเข้าๆ พานให้จิตใจเสียศูนย์ได้เหมือนกันค่ะ หมายถึงคุณแม่ท่าน”

                คุณอ้อยเล่าว่า ในครอบครัวที่บ้านหลังเก่าหลังนี้ คนกับวิญญาณได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติ โดยวันดีคืนดี เสียงของน้าอี๊ดนอนร้องโอดโอยจากอาการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็ง และวันดีคืนดีอีก ก็มักจะได้กลิ่นเหล้ากลิ่นเบียร์ที่พี่ตี๋ชอบดื่มโชยกลิ่นคลุ้งให้ได้รับรู้ และโอกาสดีๆ อีก คุณอ้อยจะได้ยินเสียงขลุกขลักในห้องน้ำหลังบ้านที่น้องชายคนสุดท้องใช้เป็นสถานที่ลาตายเพราะทะเลาะกับแฟนอีก”

                “ในส่วนพี่โต พี่ชายคนโตที่ครั้งมีชีวิตอยู่นั้นเขารักการแต่งรถ พอตอนพี่โตเขาเข้าบ้านนะคะ ทุกคนในบ้านจะรู้ได้เลย รถยนต์กี่คันต่อกี่คัน แตรจะดัง ไฟหน้ารถจะเปิด อันนี้รู้ได้เลยว่าพี่โตแกกลับเข้าบ้าน! ซึ่งตัวของพี่โตนั้นแม้จะไปตายนอกบ้าน แต่ทางคุณแม่ได้จุดธูปเรียกตลอด…ซึ่งหากแกมาจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับรถยนต์ให้ได้ยินดั่งที่เล่า”

                “อ้อ…จะมีอีกอย่างที่ได้รับรู้ค่ะ นั่นคือกลิ่นเหม็นเน่าคล้ายซากหนูตาย กลิ่นจะฉุนคละคลุ้งไปทั้งบ้าน ซึ่งคนในบ้าน ใครก็ได้ ต้องเอ่ยรับว่า รู้แล้ว พี่โตมา ตามสบายนะพี่ นั่นล่ะ กลิ่นถึงจางหายไป และตรงกันข้ามค่ะ หากว่าไม่มีใครขานรับ ขานเรียกแกนั่นล่ะ กลิ่นก็จะเหม็นคลุ้งอยู่อย่างนั้น บางทีก็เหม็นจนอ้วกจนต้องรีบเรียกเชิญ เพราะในกรณีของพี่โตถือว่าแกนั้นตายนอกบ้าน แม้เข้าบ้านได้ก็จริง แต่ยังก้ำๆ กึ่งๆ อยู่ ซึ่งคนในบ้านต้องเชิญแกถึงจะอยู่ได้นานค่ะ”

                ครั้นเมื่อถามถึงคุณพ่อคุณแม่ของคุณอ้อย

                “ก็คุณพ่อคุณแม่ของอ้อยไงคะ ที่ท่านสองคนได้เสียชีวิตลงที่บ้านในเวลาไล่เลี่ยกันเป็นรายที่ 5 ที่ 6 ประการสำคัญคือ ท่านทั้งสองรู้วันตายเสียด้วยค่ะ” คุณอ้อยคุยไปเรื่อยๆ

                “อย่างเช่นคุณพ่อ ท่านตายก่อนคุณแม่ ก่อนที่ท่านจะนอนหัวใจหยุดเต้น ท่านกับคุณแม่ได้ตระเตรียมเครื่องแบบสีขาวชุดงานพิธี หมวก กระเป๋า รองเท้าวางพร้อมไว้ที่ข้างเตียงนอนราว 3 วัน แล้วท่านถึงจากไปค่ะ เป็นการจากไปอย่างสงบเพราะโรคประจำตัวท่านเยอะพอควร…”

                “ในส่วนของคุณแม่ เมื่อคุณพ่อจากไปท่านได้กลายเป็นคนที่พูดคุยคนเดียว คงใช้ชีวิตเหมือนคราวที่คุณพ่ออยู่ คือพูดเองเออเอง จัดอาหารรับประทานก็จัดสองที่ตามปกติบนโต๊ะอาหารของท่าน พูดง่ายๆ นะคะ หากคนนอกบ้าน คนไม่รู้จักมาพบ เจอสภาพอย่างนี้เป็นต้องหลอนกลับไปเทียวค่ะ”

                “ส่วนปีถัดมา วันเดียวกับที่คุณพ่อเสียชีวิตเลย ความตั้งใจของอ้อยคือจะพาคุณแม่ไปทำบุญ แต่เช้าวันนั้น เมื่อไปเรียกคุณแม่ที่ที่นอน ท่านพูดกับอ้อยว่า…ฉันคงไปทำบุญกับแกไม่ทันหรอกยายอ้อย ขอบอกลากับลูกๆ ก่อนถึงค่อยไปกัน…ครั้นเมื่อแม่พูดจบ อ้อยก็คิดเอาว่าแกคงพูดตามประสาคนแก่…คือพูดไปเรื่อย แต่พออาบน้ำเสร็จกลับไปดูคุณแม่อีกครั้ง อ้าว…คราวนี้เนื้อตัวท่านเย็นเฉียบแล้วค่ะ มือซีด ปากซีด”

                “เมื่ออ้อยโทรเรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน พยาบาลแอบกระซิบบอก คุณแม่น่าจะเสียชีวิตราว 3-4 ชั่วโมงมาแล้ว…แต่เมื่อครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา ใครล่ะที่เป็นคนคุยกับอ้อย พูดจาตามปกติ?”

                “เมื่อหลังจากคุณแม่เสีย บ้านหลังเก่านี้ ตอนแรกอ้อยตั้งใจว่าจะปิดตายหลังจากทำบุญใหญ่ แต่จู่ๆ สามีของอ้อยเขามาปรึกษาว่าจะเอาคุณแม่เขามาอยู่ร่วมกับเราด้วย เพราะตอนนี้คุณแม่นั้นไม่ค่อยลงรอยกับลูกสาวคนเคยเลี้ยงดู ก็ตามประสาคนแก่ล่ะค่ะ”

                “ครั้นเมื่อแฟนมาปรึกษา อ้อยก็คิดถึงบ้านหลังเก่าขึ้นมา เนื้อที่ก็กว้างขวางเป็นไร่ๆ เราโยกย้าย หาคนมาอยู่รวมกันเยอะๆ คงไม่มีอะไรหรอก ซึ่งแฟนก็เห็นดีด้วยค่ะ ส่วนบ้านอีกหลังที่อ้อยปลูกอยู่กับแฟนนั้นเนื้อที่แค่ 200 ตารางวา”

                “เมื่อคุณแม่โยกย้ายมาเมื่อเดือนเมษา คุณแม่ก็อยู่ดี ดูท่านสบายดี สุขภาพแข็งแรง เดินเหินไปไหนต่อไหนได้ตามปกติ จนสองอาทิตย์ผ่านไป ในที่สุดคุณแม่ถึงกับเดินไม่ได้…ทั้งนี้สามีก็พาคุณแม่ไปตรวจ แพทย์ลงความเห็นว่า เส้นเลือดอุดตัน จากคนที่แข็งแรงมาตลอด อยู่ๆ ก็มีอันเป็นไปได้ค่ะ”

                “กระทั่งเดือนพฤษภาคมตลอดทั้งเดือน คุณแม่กลายเป็นคนป่วยที่ต้องมานอนติดเตียง และท่านเพิ่งจากไปเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมานี่เองค่ะ เมื่อญาติพี่น้องหลายคนมางานศพคุณแม่ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันคือไม่น่าย้ายมาเลย แต่หากให้อยู่บ้านของน้องแฟน แม่ลูกคู่นี้เขาก็ทะเลาะกันแทบจะทุกชั่วโมงก็ว่าได้ ซึ่งแฟนของอ้อยนี่หากรับโทรศัพท์จากแม่เขา หรือจากน้องสาวถึงกับสะดุ้งโหยง เพราะต้องมีเรื่องฟ้องกันให้รำคาญหู เป็นแม่ลูกกันแท้ๆ แต่มองดูเหมือนคู่เวรกันมากกว่า”

                “ทว่าตอนนี้ที่คุณแม่มาจากไปจริงๆ น้องสาวคนนี้ถึงกับร้องไห้ไม่หยุด ปากก็บอกยังไม่ได้อโหสิกรรมกันเลย ทำไมแม่ถึงรีบจากไป เออหนอ ทีตอนดีๆ ยังมีชีวิตอยู่ ดังที่บอก เดี๋ยวก็ทะเลาะกัน ด่ากัน ซึ่งคงไม่คิดว่าวันนี้จะมาเร็วอย่างไรไงคะ?”

                จากนั้นคุณอ้อยเขาได้พาผู้เขียนไปกราบศพของคุณแม่สามีเธอที่กำลังตั้งสวดอภิธรรม

                “ไหนๆ พูดคุยกันถึงเรื่องนี้…อ้อยเองไม่อยากคิด การจากไปของคุณแม่แฟนนั้นจะเกี่ยวกับเรื่องบ้านหลังเก่าของอ้อยรึเปล่า แต่ถ้ามันเกี่ยวข้องกันจริงๆ อ้อยต้องขออโหสิกรรมต่อคุณแม่และครอบครัว พี่น้องก่อนปิดบ้าน ทุกคนคงแยกย้ายกันไปเกิดแล้ว”

                คุณอ้อยพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

                “ยอมรับค่ะว่าเสียใจต่อการสูญเสียคนที่เรารักทุกครั้ง ทุกคน ทุกเรื่องราว ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่มันเป็นไปแล้ว” คุณอ้อยพูดไปซับน้ำตาไป “จะให้อ้อยทำอย่างไรคะคุณ?”

                ฉันบีบมือคุณอ้อยเบาๆ ทั้งนี้เมื่อแยกตัวจากคุณอ้อยมา พร้อมหลับตาวาดภาพถึงบ้านหลังดังกล่าวที่ฉันเคยเดินทางไปร่วมงานศพของน้องชายคนเล็กของคุณอ้อยใน 10 กว่าปีก่อน

                ลักษณะบ้านของคุณอ้อยนั้นมีพื้นที่มากโขก็จริงอยู่ค่ะ แต่ด้านหลังของบ้านจะเป็นสำนักสงฆ์ (ที่ปัจจุบันเป็นวัดแล้ว) ส่วนบริเวณฝั่งหน้าบ้าน เมื่อข้ามถนนสายหลักไปก็เป็นวัดอีกค่ะ พูดง่ายๆ คือ หน้าบ้านก็เป็นวัด หลังบ้านก็เป็นวัดนี่ล่ะค่ะ ตามลักษณะแล้วถือเป็นทางผีผ่าน! อยู่อาศัยอย่างไรก็ทำให้เจ็บป่วย หรือหากเคราะห์หนักหน่อยคงถึงแก่ชีวิต (ก่อนอายุขัย)

เรื่องโดย. ลุงเฒ่า

ภาพโดย. Ai


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •