2 ธันวาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                ในหมู่บ้านฉัน หากเอ่ยชื่อ ตาดำ แล้ว ผู้คนต้องพากันส่ายหน้าด้วยความอิดหนาระอาใจ ทั้งนี้เพราะชั่วชีวิตของตาดำจนบัดนี้ย่างเข้าวัย 61 ปีแล้ว ไม่มีใครเห็นตาดำเป็นคนดิบดีเลยสักราย จากที่ฉันรู้จักตาดำ หรือลุงดำมานานนับสิบปี พอจะเรียงลำดับเรื่องศีล 5 ที่ตาดำขาดตกบกพร่องได้ดังนี้

                *เป็นเรื่องจริง มิได้แต่งเติม*

                เริ่มจากศีลข้อที่ 1 ที่ละเว้นจากการฆ่าสัตว์

                หากทุกเช้ามืด ลุงดำแกต้องออกไปหาปลา ไม่ว่าจะเป็นการหว่านแห การวางข่าย หรือการตกปลา เพราะนี่คืออาชีพของแก ไม่ว่าจะเป็นปลาน้อยปลาใหญ่ที่มาติดกับดักของแกแล้ว ยากที่จะมีชีวิตรอดกลับไปได้…เนื่องจากปลาซิว ปลาสร้อย หัวเท่าแม่มือเด็ก ลุงดำแกก็ไม่ทิ้ง

                หากการทำปลาของลุงดำ แกทำได้น่ากินอยู่ไม่น้อย ซึ่งการตากปลาของลุงจะจัดวางเรียงอย่างมีระเบียบ มดหรือแมวอย่าได้มาแตะปลาบนเฝือกของแกเลยทีเดียว เพราะหากเป็นมดหรือแมลงวันบินตอม หรือไต่บนตัวปลา…ลุงแกก็จะฉีดดีดีทีใส่แผงปลาฟืดๆ มดตาย แมลงวันตาย แต่ปลาของลุงดำขายดิบขายดี เนื้อตัวปลาไม่พร่อง มีแต่คนแย่งกันซื้อ

                อีกศัตรูตัวฉกาจของลุงดำนั้นไม่พ้นแมว ซึ่งตลอดระยะเวลานานร่วม 40 ปีที่ลุงดำย้ายจากบ้านที่เมืองอ่างทองมาอยู่ที่หมู่บ้านฉัน แมวรอบๆ บ้านลุงดำจะทยอยหายไปอย่างไร้ร่องรอย เฉลี่ยเดือนละตัว…จนชาวบ้านร้านถิ่นในย่านนี้ถึงกับเอ่ยปาก “ไม่ว่าหมาหรือแมว หากไปเดินเฉียดบ้านไอ้ดำ ถ้ามันไม่ยิงขาเดี้ยง คงไม่พ้นถูกอุ้มเข้ากระสอบถุงปุ๋ยไปโยนทิ้งน้ำหน้าเขื่อนแม่กลอง!”

                ใจคอของลุงดำแกเป็นอย่างนี้จริงๆ ทุกการกระทำ (บาป) ของแกกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของแกไปเสียแล้ว

                และศีลข้อที่ 2 คือละเว้นจากการลักทรัพย์ ซึ่งศีลข้อนี้ ลุงดำแกถนัดที่จะทำผิดเสียอีก เพราะการดำเนินชีวิตประจำวันของลุงนั้น แกเป็นคนที่ไม่อยู่นิ่ง ขอยกตัวอย่างคร่าวๆ เช่น

                ช่วงเช้าตี 4 ตี 5 ออกหาปลา ตกตอนบ่ายแกก็จะแบกไม้แป้วเสียอันหนึ่งใส่บ่า ขี่รถมอเตอร์ไซค์คู่ชีพ อีเขียวสะอื้นของแก…เที่ยวตระเวนเลาะตามบ้านคนรู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง พร้อมสอยผลไม้ตามฤดูกาล เช่น มะม่วง มะขาม และอย่างที่ไม่ได้ๆ เลยก็กล้วยน้ำว้ายกเป็นเครือกลับมาให้เมียเฉาะแบ่งเป็นหวีๆ ขาย ชาวบ้านหลายคนเห็นตาดำเข้าไปขโมยของในสวน แต่ความที่ไม่อยากมีเรื่อง เนื่องจากตาดำนั้นแกปากคอจัดจ้านเข้าขั้น…แม้เป็นผู้ชายก็เถิด! เมื่อปล่อยๆ ไปแกก็ย่ามใจ เที่ยวขโมยของเขามาจนทุกวันนี้

                ศีลข้อที่ 3 ละเว้นการผิดลูกผิดเมีย (หรือผิดผัวผู้อื่น) ข้อนี้ตาดำแกได้มีชนักติดหลังอยู่มาก เข้าข่ายหมาหยอกไก่ มากชู้หลายเมียไม่เบา แต่ก็เที่ยวไปป้อ หลอกลวงกับสาวแก่แม่ม่ายที่ในตำบลอื่น…ร้อนถึงเมียแกเคยไปวางมวยหญิง ตบตีข้ามอำเภอก็เคยมีมาแล้ว

                เมื่อก้าวมาถึงข้อที่ 4 ห้ามโกหกมดเท็จ พูดจาให้คนต่างเข้าใจผิดหรือแตกความสามัคคี

                อันศีลข้อนี้ ลุงดำแกก็เข้าข่ายผิดอีก หรือจะเรียกว่าผิดศีลข้อนี้ทุกวันก็ว่าได้ เพราะเนื่องจากเวลาลุงแกไปขายปลา แกก็ว่าปลาของแกสดใหม่ น่ารับประทาน หากผู้บริโภคหารู้ไม่ว่าลุงแกฉีดดีดีที ยาฆ่ามดฆ่าแมลงวันใส่ปลาทุกวัน อีกทั้งการที่แกเข้าไปขายปลาบ้านไหน ถ้าเจอสาวแก่แม่ม่ายแปลกหน้ามาเช่าอยู่ใหม่ แกก็จะออกตัวว่าแกโสด เป็นม่าย หากฝ่ายหญิงดูรู้เห็นเป็นใจ แกก็ทำทีเข้าไปขอนั่งพักเหนื่อยในบ้าน พร้อมพูดจาให้น่าสงสารเพื่อหวังได้ประโยชน์ (ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง) เข้าตัวแกนี่ล่ะ

                ดั่งที่เกริ่นไว้ ขึ้นชื่อว่าตาดำหรือลุงดำ คนหาปลาในหมู่บ้านที่ฉันอยู่แล้ว…ผู้คนต่างส่ายศีรษะ เบือนหน้าหนี ด้วยอุปนิสัยที่สารพัดพิษของแกเลยทีเดียว!

                ครานี้ถึงศีลข้อที่ 5 งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สุรายาเมา

                แต่เรื่องนี้ลุงดำแกถนัดเรื่องไถเขากิน ยิ่งบ้านไหนมีงานบวช งานแต่ง ลุงแกยิ่งชอบ เนื่องจากว่าขนของได้สะดวกโยธินหน่อย ผู้เขียนเคยสังเกตดู เห็นแกมาช่วยจับนั่นจับนี่ในงาน แต่เผลอแผล็บเดียว ลุงดำแกซุกเหล้าไว้ตุงเอวแล้ว ก่อนจะขอตัวขี่มอเตอร์ไซค์ของแกกลับบ้านรอบแล้วรอบเล่า…หากครั้นเมื่อเจอลูกหลานทางเจ้าภาพเขาเบรกไว้

                “ตาดำ แกขนอะไรกลับบ้านนักหนาเนี่ย จะเอาไปกินหรือเอาไปอาบ”

                ตาดำแกก็อ้อมแอ้มชนิดที่ขอไปที “ที่ฉันตุนเหล้าสีเหล้าขาวไว้น่ะ เผื่อใครเขาหลงทางมาจะได้เรียกให้เขากิน เหมือนพี่น้อง ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น”

                คำพูดของลุงแกฟังดูแล้วอบอุ่น หากครั้นหลังงานบวชงานแต่งทั้งหลายแหล่ผ่านไปแล้ว พอขาเหล้าทั้งหลายติดตามไปทวงสัญญา ได้ยินเสียงแกตะโกนโหวกเหวกโวยวายอยู่ลั่นทุ่ง “เหล้ากูขนมา กูก็กินสิวะ ถ้าอยากกินกันนัก ทำไมพวกมึงไม่ยอมหน้าด้านขนมาแดกกันเองเล่า? มารอกินน้ำพักน้ำแรงคนแก่อย่างกูกันทำไม?” ตกลงหงายเงิบกันทั้งคณะเพราะความเจ้าเล่ห์เพทุบายของลุงแก

                ส่วนเรื่องการดื่มเหล้านั้น ลุงดำแกมีความสามารถหาคนมาเลี้ยงเหล้าโดยไม่ซ้ำหน้าได้ทุกวัน เข้าทำนองที่ว่า…ปากเป็นเอก เลขเป็นโท…ด้านได้ อายอด

                ก่อนวันที่ลุงแกจะเสียชีวิต โดยวันนั้นตรงกับวันพระแรม 15 ค่ำ ตรงกับวันไหว้เจ้าของชาวจีน คือวันที่ 24 มกราคม 63 ซึ่งคงไม่ต้องเดาว่าลุงดำแกตระเวนกิน ขอเหล้าขอกับแกล้มบ้านนั้นบ้านนี้ไม่รู้กี่แห่งต่อกี่แห่ง

                เมื่อเมาได้ที่ แกคงไม่ลืมภารกิจหลักของแกนั่นคือการออกวางตาข่ายดักหาปลา ไม่รู้สุราพาไปหรืออย่างไร จากที่ลุงเคยลงตาข่ายตามห้วยหนองคลองบึง มารอบนี้…ลุงจัดหนัก! เล่นไปทอดแหที่ท้ายเขื่อน ซึ่งบ่ายวันนั้นก่อนจะพาตัวเองไปตาย ลุงแกยังพูดเป็นลาง สั่งเสียกับเมีย

                “หากคืนนี้ฉันขี้เกียจกลับ แกไม่ต้องรอกินข้าว ถ้าพรุ่งนี้ฉันไม่กลับอีก แกไม่ต้องตาม อย่างไรบ้านนี้มันบ้านฉัน ไม่พ้นสามคืนฉันจะเดินกลับมาเอง”

                ซึ่งยายเจ๊กเมียของลุงยังบ่น เล่าย้อนหลังระหว่างงานศพให้ฟัง “ฉันยังด่ามันกลับ แหม ปากมึงนี่มันหมาเหลือเกิน จะพูดจะจาอะไรไม่เคยเป็นมงคลกับตัวเอง”

                ตัวของยายเจ๊กหรือป้าเจ๊กได้เล่าเรื่องระหว่างที่สามีแกเสียชีวิตให้รับฟัง

                “เถียงด่ากันพอหอมปากหอมคอ ฉันก็เห็นมันเอาแหใส่กระป๋อง เอาเบ็ดพาดบ่า ขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจมันออกไป…หากตอนนั้น อยู่ๆ ฉันได้มองภาพที่ตาดำขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกซอยบ้านไปจนลับตา เกิดนึกอาลัยอาวรณ์อย่างบอกไม่ถูก และคืนแรกนั้นเขาก็ไม่กลับบ้านจริงๆ ฉันได้แต่คิดปลอบใจตัวเองว่าตาดำเนี่ย เขามีเพื่อนชื่อตาเสริม ทำงานในเขื่อน คืนนี้ก็คงเมากินกันแถวนั้น ผ่านไปจนล่วงเข้าคืนที่สอง แกยังไม่กลับ ส่วนช่วงหัวค่ำตาเสริมก็ขี่รถมาหาพี่ดำ พอฉันบอกว่าพี่ดำไม่เข้าบ้านตั้งแต่คืนวานแล้ว ตาเสริมก็งุบงิบๆ รีบออกไป แต่ที่ไหนได้ แหม…” พูดถึงตอนนี้ ยายเจ๊กถึงกับขึ้นเสียงสูง

                “ก็เพราะทั้งตาเสริมและผัวฉัน มันแอบไปมีกิ๊กไว้แถววัดต้นลำไยน่ะสิ ส่วนตาเสริมเองก็คิดว่าตาดำน่ะไปหมกตัวที่ห้องเช่ากิ๊ก และคืนที่สองนั้น อยู่ๆ ฉันเกิดหลับฝันเห็นตาดำ เนื้อตัวนั้นจมอยู่ใต้น้ำ ตัวร่างถูกพันด้วยแห และมีปลาตัวเล็กตัวน้อยรุมตอดกิน ตกรุ่งเช้าคิดว่าอย่างไรต้องแจ้งความกับตำรวจ แต่แค่คิด รถตำรวจก็มาถึงหน้าบ้านฉันแล้ว”

                ยายเจ๊กเล่าต่อ “นายตำรวจหนึ่งถามฉัน คุณป้าเป็นภรรยานายมนัส เจ้าของรถมอเตอร์ไซค์สีเขียว เลขทะเบียน 227 ใช่ไหมครับ” พอตอบว่าใช่เท่านั้น ตำรวจอีกนายก็เข้ามาพูดกระซิบที่ข้างหู ขอให้ฉันทำใจดีๆ และบอกว่าผัวฉันตกน้ำตาย ศพลอยติดแหอยู่ที่ประตูท้ายเขื่อน ตอนนี้ศพรอญาติที่โรงพยาบาล

                “ถามว่าตกใจไหม ยอมรับว่าตกใจในทีแรกที่ได้ยิน ความที่ผัวฉันใครต่างก็รู้ เขาเป็นคนชอบทำบาป มือขึ้นกับเรื่องพวกนี้ แต่กับฉันแล้วเขาดูแลดี หาให้กินให้เก็บทุกมื้อ ครั้งที่ยังมีชีวิต ถ้าแกทำอะไร ฉันจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่นะ เพราะข้อดีเขาก็มีต่อครอบครัว แม้ชาวบ้านจะเกลียดเขาทั้งหมู่บ้านก็ตาม ข้อหลังนี่ฉันรู้เต็มอกว่าผัวฉันแกเป็นคนยังไง”

                ทั้งนี้ร่างของลุงดำได้ถูกส่งเข้าเมรุในวันพุธที่ 29 มกราคม 63 ถ้านับอายุจริงของลุงดำนั้น ลุงอายุ 60 ย่างเข้า 61 ปี ส่วนทะเบียนรถพาหนะคู่ชีพนั้นเลขทะเบียน 227 ส่วนของเลขฝาโลงของลุงนั้นคือ 927 อีกต่างหาก นับว่าเลข 27-72 นั้นเข้าตา เข้าทางคนไปร่วมงานศพของลุงดำเป็นอย่างมาก…ตามคำที่โบราณพูด

                คนดี ถ้าตายก็ให้หวยแม่น และคนเหี้…ถ้าตายก็ให้หวยแม่นเช่นกัน…ทุ่มไปเถอะงวดนี้

                ระหว่างที่หลายคนทั้งจดทั้งจำ ทั้งถ่ายรูปเอาไว้ ขอเล่าเรื่องคั่นที่ขำไม่ออกของลุงดำส่งท้ายไว้สักนิด เพราะช่วงที่ร่างของลุงดำได้ถูกจุดไฟแรก มีหญิงสูงวัยอายุราว 50 ปีคนหนึ่งมาร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรอยู่หน้าเตาเผา เธอเล่าว่าเธอเป็นเมียอีกคนของลุง และสานสัมพันธ์อยู่กินกันมานานถึง 4 ปี เรื่องนี้ตาเสริมแกรู้ดี เมื่อลุงดำจมน้ำตาย ตาเสริมก็ขอร้องป้าแกไว้ว่าอย่าได้มาร่วมงาน…เกรงความจะแตก! เนื่องจากตาเสริมนั้นมีเมียซ่อนไว้อีกคนและเป็นเพื่อนของเธออีกที

                งานนี้สรุปว่ายายเจ๊กแกขออโหสิกรรมให้ทุกคนโดยพูดดังๆ “เออ ฉันขออโหสิกรรมแทนพี่ดำ เรียกว่ายกโคตรอโหสิเลยละกัน เพื่อให้เรื่องจบๆ เดี๋ยวคนตายจะไปไม่สบาย” พูดเสร็จแกก็เดินงอนไปทางอื่น คาดว่าคงเจ็บใจผัวรักอยู่ไม่น้อย ทั้งนี้คงเนื่องจากคำพร่ำพรรณนาของคุณป้าคนนั้นในตอนหนึ่ง

                “โธ่พี่ดำ พี่ไม่น่าจากฉันไปเลย ฉันอุตส่าห์โขกเครื่องแกงรอ…พี่หาปลาตัวเขื่องๆ มาแกงก็ได้ เมื่อพี่ไม่มาฉันได้แต่ชะเง้อคอยอยู่แต่ในห้อง พี่เองสั่งไม่ให้ฉันออกไปไหน ให้อยู่รอพี่…หากตัวพี่กลับทิ้งฉันไป ฮือๆๆ”

                กระทั่งถึงวันหวยออก ชาวบ้านเชื่อกันว่าเลขประจำตัวของตาดำนั้นยังมีมนตร์ขลังอยู่ 227 927 27-72 และ 60-06 61-16 เรียกว่าหาแทงกันในกลุ่มนี้ล่ะ แล้วแต่คนรักคนชอบ

                ส่วนคนเขียนก็บอกเลขกลุ่มนี้ไม่มีอั้นหรือจ่ายครึ่ง…ก็ยิ่งหาเงินแทงกัน แต่ทว่าคงมีคนเดียวกระมังที่หมางเมินกับตัวเลขกลุ่มนี้ และไม่แทงหวยเลขไหนของลุงดำเลย…นั่นคือ ป้าเจ๊ก เมียเอกของลุงดำ โดยเหตุผล “ฉันเกลียดมัน!” ประโยคเดียวสั้นๆ แต่กินใจคนที่รับฟังยิ่งนัก

                เมื่อได้เวลาหวยออก ชาวบ้านร้านถิ่นได้เฮ เฮ กันทุกบ้าน เพราะหวยตาดำนั้นเข้าตรงๆ ทุกประตู เหมาทั้ง 3 ตัวบน 3 ตัวล่าง และเลขท้าย 2 ตัวบน-ล่าง สรุปว่าชาวบ้านรับทรัพย์กันถ้วนทั่ว

                หากมาถึงทุกวันนี้ ล่วงเข้ากลางเดือนกุมภาพันธ์ เป็นป้าเจ๊กที่อยู่ๆ เกิดบ่นเสียดายหวยงวดต้นเดือนที่ผ่านมาเสียอย่างนั้น ป้ากระซิบให้ผู้เขียนฟัง

                “คนอย่างพี่ดำ ช่วงที่มีชีวิตอยู่ แกเคยให้ใครเสียที่ไหน มีแต่อยากได้ของของคนอื่น…ถ้าฉันเชื่อที่โบราณพูดก็เฮงไปแล้ว เพราะคนที่ดีมากๆ หรือคนที่เลวสุดๆ นั่นล่ะ เขาว่าเลขคนตายจะแม่น! ทิฐิหนอ ทิฐิ เสียดายจังกู เฮ้อ!” ป้าเจ๊กบ่นกับตัวเองทิ้งท้าย

*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

*ภาพที่ปรากฏใช้เป็นเพียงภาพประกอบเรื่องเท่านั้น

/

เรื่องโดย. ประทุมทิพย์

ภาพโดย. sites.google.com, www.actu-environnement.com, www.pexels.com, www.eonline.com, www.bbc.com, unsplash.com, www.shutterstock.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •