27 พฤษภาคม 2024
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                เรื่องนี้เกิดขึ้น ณ จังหวัดสุพรรณบุรี ในปี พ.ศ.2508 ครอบครัวของตาปลูกนั้นเป็นคนมีอันจะกิน มีที่ทางเยอะ เรือกสวนไร่นาของตาปลูกมากมาย เนื้อที่แทบจะตำบลจรดตำบลเลยทีเดียว

                ทว่าอุปนิสัยของตาปลูก แกมักจะเป็นคนฉ้อฉลเจ้าเล่ห์ ว่ากันว่าทรัพย์สมบัติที่แกได้มา ส่วนหนึ่งนั้นมาจากกลโกงของแก ส่วนยายผันเมียของตาปลูกนั้นได้ชิงตายไปตั้งแต่อายุ 40 ต้นๆ ทิ้งลูกสาวให้ตาปลูกไว้ดูต่างหน้า

                คนพี่ชื่อบัวไร คนน้องชื่อบัวริน โดยเด็กสาวสองคนนั้นอยู่ในโอวาทของผู้เป็นพ่อเป็นอย่างดี ตาปลูกห้ามมิให้ลูกสาวทั้งสองคบหากับหนุ่มบ้านไหน ข้ออ้างของผู้เป็นพ่อนั้นคือ…

                “มันจะมาผลาญสมบัติเราเสียเปล่า พ่อสู้อุตส่าห์สั่งสมมา จะให้หน้าไหนมาชุบมือเปิบได้อย่างไร ลูกผัวไม่มีนั้นไม่ตายหรอก!”

                ทั้งนี้จากความมีอันจะกินของตาปลูก แม้ปากแกจะร้าย แต่เมื่อออกบ้านไปทางไหนก็ยังมีคนคบหาสมาคมกับแก วันหนึ่ง ทางกำนันในตำบลได้เรียกประชุมลูกบ้าน เรื่องการสร้างวัดร้างในตำบลให้เจริญเป็นวัดวาอารามของตำบลเสียที

                ซึ่งกำนันได้ปรึกษาทำเรื่องขอเงินช่วยเหลือจากทางจังหวัด และเจ้าคณะอำเภอ หากติดอยู่ที่ทางเข้าออก โดยวัดร้างหลังเดิมนั้น ทางออกด้านหน้าวัดและข้างวัด ทิศเหนือจรดทิศตะวันออก บัดนี้ที่ดินส่วนใหญ่กลายเป็นที่ที่มีเจ้าของ ซึ่งคือตาปลูกนั่นเอง

                ทั้งนี้ในที่ประชุม ตาปลูกอนุญาตปากเปล่าให้ดำเนินการ ให้รถบรรทุกขนดินขนทรายผ่านที่ดินแกได้ แต่ยังไม่ยกถวายวัดเสียทีเดียว เท่านี้ในที่ประชุมต่างพากันโล่งใจ เนื่องจากรู้จักความเค็ม ใจคอคับแคบของตาปลูกเป็นอย่างดี

                สองปีถัดมา จากวัดร้างค่อยเป็นรูปร่างศาสนสถาน กำนันได้อัญเชิญพระพุทธรูปมาประดิษฐานในโบสถ์หลังเก่าที่ซ่อมแซมจนสำเร็จลุล่วง พร้อมกับนิมนต์หลวงพ่อจากวัดต่างตำบลให้มารักษาการณ์เจ้าอาวาส พร้อมกับพระ-เณร รวมแล้ว 5 รูป เพื่อจำพรรษาเป็นพรรษาแรก ในปี พ.ศ. 2511 ซึ่งดูเหมือนพระพึ่งฆราวาส ฆราวาสพึ่งพระ ไม่น่าที่จะมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น แต่ปัญหาอุบัติขึ้นจนได้

                เนื่องจากเมื่อถึงเทศกาลบุญพรรษาในปีนั้น ตาปลูกได้นำกอไผ่มาขวางทางเดิน ทั้งทางทิศเหนือและทิศตะวันออก พูดง่ายๆ คือปิดทางเข้าออกของคนในหมู่บ้านที่จะเดินทางไปทำบุญที่วัด

                ส่วนพระเณรก็เช่นกัน จะออกเดินบิณฑบาตเข้าหมู่บ้านก็ไม่ได้ ต้องเดินอ้อมไปทางทิศใต้ ข้ามเขตไปอีกตำบลที่แทบจะไม่มีบ้านผู้คน ทั้งนี้โดยเหตุผลของตาปลูก เมื่อถูกคนใกล้ชิดถามก็ได้คำตอบว่า

                “กูรำคาญ แค่เปิดทางให้รถผ่านช่วงก่อสร้างนานสองปี กูก็ปวดหัวแล้ว ทั้งพระ ทั้งคน หาทางเดินที่อื่นเถิดไป! ใครจะว่าใจคอคับแคบก็ยอม ที่มันมีเจ้าของ ไม่ใช่ผีสางเทวดาให้มา”

                ตาปลูกไม่พูดปากเปล่า แกได้ขุดต้นไผ่ต้นอ่อนมาก่อไว้เป็นแนวเพื่อปิดตายทางเดินเป็นที่แน่นอน เมื่อกอไผ่เติบโต แยกหน่อสาขาสูงใหญ่ ใครเลยจะเดินผ่านทางสองเส้นนี้ได้

                พระเณรเริ่มปรับตัวในการไปบิณฑบาต ซึ่งต้องเดินทางอ้อมอีกในราว 2-3 กิโลเมตร กว่าจะเดินทางกลับถึงวัด ฉันเช้า สวดมนต์ ก็ล่วงเข้าเพลาฉันเพลพอดี

                ขณะนั้นเมื่อบัวไร บัวริน รู้ถึงความยากลำบากของพระเณรช่วงออกเดินบิณฑบาตเช้า ได้นำเรื่องต่างๆ เล่าสู่ผู้เป็นพ่อคือตาปลูกฟัง ทำนองชาวบ้านทุกคนเขาคิดอย่างไรกับพ่อ กับครอบครัวเรา ทางออกของตาปลูกนั่นหรือ…

                “เอ็งสองคนก็เลิกตักบาตรทำบุญ ไม่ต้องไปวัดสิวะ จะได้ไม่ต้องฟังเสียงนกเสียงกา แล้วเก็บมาสั่งสอนพ่อ ทุกวันนี้ครอบครัวเรามีกินมีใช้ จะไปสุงสิงทำไมกับชาวบ้าน ส่วนใหญ่มันก็ลูกหนี้เรา เบื่อนักก็เข้าจังหวัด ไปทำบุญที่วัดป่าเลไลยก์ ไปไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองให้มันสบายใจ ขากลับแวะซื้อเสื้อผ้าสวยๆ เอาไว้ใส่อวดคนที่ตลาด ลูกๆ จะไปทุกข์ทำไมกะไอ้คำพูดคนจนพวกนี้…คำพูดของพวกมันมีแต่บั่นทอนจิตใจ เพราะความอิจฉาที่เรารวยกว่า สูงกว่า มันก็อีแค่นี้”

                ทั้งบัวไรและบัวริน เมื่อได้ยินคำพูดของพ่อ แม้จะไม่เห็นด้วย แต่ความเป็นพ่อนั้นคงเป็นพ่ออยู่วันยังค่ำ

                หลายปีถัดมา กอไผ่ที่ตาปลูกสุมปลูกขวางทางเดินไว้ได้แตกหน่อออกผล ทุกๆ เช้า หลวงตาโชติ เจ้าอาวาสได้แต่ปลงสังเวชในใจ ไม่มีคำพูดใดๆ อีก ขณะที่ต้องเดินนำพระเณรย่ำเดินบิณฑบาตอ้อมทางหลายกิโลอยู่เป็นนิจ

                ในปีพ.ศ. 2518 ตาปลูกล้มป่วย สาเหตุเนื่องจากการตกเตียงนอน ซึ่งตอนแรกลูกสาวนั้นคิดว่าพ่อคงเคล็ดขัดยอก ไม่กี่วันก็คงทุเลา แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น

                เดือนถัดมา หลังจากให้หมอนวดมาบีบนวดที่บ้าน อยู่ๆ ตาปลูกได้มีอาการเกร็งมือ หงิกงอ ไม่กี่วันตาปลูกถึงกับเดินไม่ได้ โรคที่ตาปลูกเป็น โบราณเรียกโรคเส้นทำ แข้งขาเดินเหินเอาแน่เอานอนไม่ได้ บทเส้นทำ อาการกำเริบก็นั่งทรุดกองลงกับพื้นเสียอย่างนั้น

                ชีวิตของตาปลูกเริ่มเดินวนเวียนอยู่เพียงใต้ถุนบ้าน ตัวเองไปไหนไกลๆ ไม่ได้ เกรงอาการจะกำเริบ เจ็บป่วยระหว่างทางอีก

                ไหนจะสร้อยคอทองคำ ไหนจะฟันเลี่ยมทอง ชีวิตแกคงไม่มีความสุขแน่ ด้วยเกรงจะถูกทุบตีฉกชิงระหว่างการเดินทาง ซึ่งแกเองก็รู้ซึ้งอยู่ลึกๆ ในใจ ชาวบ้านไม่ค่อยมีใครชอบแกนัก แม้จะพูดจาดีด้วย แต่ก็หาพูดดีด้วยน้ำใสใจจริงไม่

                กระทั่งปี พ.ศ.2519 ตาปลูกได้นอนหลับตายไปเฉยๆ โดยไม่ได้สั่งเสียลูกสาวคนไหน คนยุคนั้นว่าแกเป็นลมตาย ก็ดี จะได้หมดทุกข์ ชาวบ้านพูดทำนองเดียวกัน ซึ่งศพของตาปลูกได้นำตั้งสวดที่วัดที่ตาปลูกขวางกั้นทางเดินพระเณรไม่ให้เดินบิณฑบาตนั่นล่ะ

                ช่วงระหว่างงานศพ ทั้งบัวไร บัวริน ได้ขอแรงจากชาวบ้านแผ้วถางกอไผ่พอเป็นทางเดินก่อน คราวนี้คนบ้านนี้ต้องพึ่งพาวัดเข้าบ้างแล้ว!

                ชาวบ้านบางคนมาช่วยขุด ตัดกอไผ่ แต่ก็มีชาวบ้านอีกหลายคนไม่เคยเข้าใกล้งานศพตาปลูกเลย ส่วนใหญ่จะเป็นลูกหนี้ คนที่ตาปลูกเคยโกงเขาไว้

                กระทั่งศพตาปลูกถูกเผา ประเดิมเมรุใหม่ที่แกไม่เคยช่วยเงินทำบุญแม้แต่สตางค์แดงเดียว ผ่านไปจนครบทำบุญ 7 วันที่ตาปลูกจากไป บัวไรและบัวรินเมื่อไปทำบุญกระดูกให้พ่อที่วัด ได้นำเรื่องราวมาปรึกษาหลวงพ่อโชติ ดังนี้

                “พ่อมาเข้าฝันหนูสองคน เป็นความฝันตรงกัน หน้าตาเนื้อตัวพ่อเต็มไปด้วยเลือดไหลเป็นทาง พ่อบอกว่าจะเข้าบ้านไปเยี่ยมลูกก็เข้าไม่ได้ เพราะกอไผ่ที่ล้อมบ้านเกี่ยวเนื้อตัวเข้าให้ ส่วนของคาวหวานที่ลูกทำบุญให้ ทั้งที่กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลเป็นของพ่อ แต่พ่อกลับรับไม่ได้ เดินไปทางไหนเห็นแต่กอไผ่ขวางทาง”

                “พ่อให้หนูสองคนมากราบบอกหลวงตาโชติ ขอให้หลวงตาอโหสิกรรมให้พ่อด้วย รวมทั้งพระเณรรูปอื่นที่พ่อเคยสร้างกรรม เอาต้นไผ่มาปลูกปิดทับเส้นทาง หาไม่อย่างนั้น ดวงวิญญาณของพ่อคงติดค้างอยู่ที่ข้างกอไผ่ จะไปไหนไม่ได้เลยจ้ะ”

                เมื่อรับฟังความทุกข์ของดวงวิญญาณตาปลูกผ่านคำบอกเล่าของลูกสาว หลวงพ่อขอเวลาเข้าไปนั่งสวดมนต์ในกุฏินานนับชั่วโมง เมื่อออกจากกุฏิออกมาพบญาติโยม หลวงตาเอ่ยด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

                “กรรมของโยมปลูกยังไม่หมดที่อาตมา ที่พระเณรรูปอื่นเสียทีเดียว โยมปลูกฝากถึงโยมลูกสาว ข้าวของมีค่า และที่ดิน ใครมาขอไถ่คืน ควรให้เขาไถ่คืนไป อย่าให้มีเวรจนเขาต้องสาปแช่ง แม้ตายเป็นผี คำพูดที่ถูกคนแช่งด้วยความจริงก็ยังเป็นกรรมติดตัวโยมปลูกมาจนบัดนี้”

                ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ ทั้งบัวไรและบัวรินรู้อยู่แก่ใจเป็นที่สุด ข้าวของมีค่าบางชิ้น เช่น เข็มขัดทอง เข็มขัดนาก เครื่องทองเหลือง เครื่องชามสังคโลก ในสมัยก่อนคนเขียนหนังสือไม่ได้ ก็อาศัยความจําว่าจะไถ่ถอนคืนวันไหน ข้างขึ้น ข้างแรม เดือนอะไร

                หากสิ่งของดังกล่าวเกิดเป็นที่ถูกใจตาปลูก แกจะบ่ายเบี่ยงวัน เดือน ปีที่ตกลงกัน แล้วริบของนั้นไว้เสียดื้อๆ จะไปฟ้องร้องเอาอะไรกับแก

                เมื่อผู้เป็นลูกฟังเรื่องเล่าจากหลวงตาโชติ ก็ได้แต่สบตากัน ทุกเรื่องที่หลวงตาพูดนั้นเป็นความจริง แต่เป็นเรื่องภายในครอบครัว หลวงตาโชติทราบเรื่องอย่างละเอียดเหล่านี้ได้อย่างไร ถ้าดวงวิญญาณของพ่อไม่ได้สื่อสารเรื่องนี้ให้ฟัง

                หลังจากกลับจากวัด วันเดือนปีผ่านไป ทั้งบัวไรและบัวรินต่างช่วยกันแผ้วถางกอไผ่ ถากเสี้ยนหนามน้อยใหญ่จนโล่งเตียน เพื่อเป็นทางสัญจรของผู้คน

                ส่วนใครจะมาไถ่ถอนข้าวของเดิมที่เคยจำนำไว้กับตาปลูก ขอเพียงให้หาของสิ่งนั้นเจอ เธอไม่เคยขัดข้อง จะไถ่ในราคาไหนขอให้เป็นที่พอใจของเจ้าของเดิม เพราะบุตรสาวทั้งสองคิดไว้ตรงกัน เพื่อที่พ่อจะได้ไม่ต้องมีเวรมีกรรมติดตัวไปในชาติหน้า เพราะเงินที่หาได้เหล่านี้ก็มิได้ทำให้ครอบครัวเธอดีขึ้นหรือจนลงแต่อย่างใด

                ต่อมา บัวไรผู้พี่ได้อุทิศตัวบวชชีให้กับผู้เป็นพ่อ ทั้งนี้ผู้เขียนนั้นเคยสนทนาธรรมกับแม่ชีหลายคราว ซึ่งเมื่อเอ่ยถึงเรื่องในอดีตของครอบครัวแล้ว…

                “กับพ่อฉันเขาเป็นเสียอย่างที่รู้กัน ตอนที่ปิดที่ทางเดิน ก็อ้างว่ามะม่วงหายบ้างล่ะ วันดีคืนดีก็ปล่อยหมาให้ไล่กัดคนเสียอย่างนั้น พอลูกคนไหนค้าน คนไหนทัก แกก็อ้างถึงอดีตที่ลำบาก กว่าจะมีทุกวันนี้ แกต้องใช้สมองคิดที่จะลืมตาอ้าปากกับเขาได้บ้าง ส่วนแม่ก็โชคดีที่จากไปก่อน จะได้ไม่ต้องรับรู้เรื่องต่างๆ นานา ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องการเอารัดเอาเปรียบของพ่อ”

                “สุดท้ายแล้ว แกตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่าง แถมมีคนสาปแช่งให้อีก! ที่ฉันตัดสินใจบวชก็เพื่อไถ่บาปให้พ่อ เพราะวิญญาณแกติดค้างอยู่ตรงกอไผ่นานหลายปี เป็นสิบปีเลยทีเดียว เมื่อก่อนทุกปีที่เข้ากรรมฐานก็จะเห็นแก แต่มาสามสี่ปีให้หลังไม่มาให้เห็น เชื่อว่าคงไปเกิดใหม่แล้วนะคะ”

                ผู้เขียนได้สอบถามถึงลักษณะการเห็นของวิญญาณ เนื่องจากแม่ชีบัวไรเป็นครูสอนกรรมฐานท่านหนึ่งที่ผู้เขียนให้ความเคารพ

                “ช่วงที่จิตนิ่ง จะสัมผัสได้ทางกระแสจิต โต้ตอบพูดคุยกันเข้าใจ ส่วนกายทิพย์ของพ่อนั้น บางคราวมาสื่อในรูปสัตว์ที่แกเคยฆ่า ไม่หมูก็ไก่ เดินมาให้เห็นในสมาธิ แต่ร่างเดิมนั้นสลาย ไม่มีแล้ว ถือว่าสิ้นสุดภพชาติจริงๆ คงหมดอายุขัยจริง เพราะไม่เคยเห็นร่างที่เป็นพ่อเรามาหลายปีแล้ว ในสมาธิจะเป็นนก หมู ไก่นะคะที่หมุนเวียนมาคุยกับฉัน แต่รับรู้ว่าดวงจิตดวงนี้ที่อยู่ในร่างนี้คือพ่อเราเท่านั้นค่ะ”

                แม่ชีบัวไรเล่าว่า ที่เธอบวชและได้ปฏิบัติธรรม เพราะมีการตายของพ่อผู้ให้กำเนิดเป็นแสงสว่างของการเริ่มต้น ซึ่งตัวแม่ชีเองก็ไม่คาดคิดว่าจะอุทิศตนเองบวชชีไถ่บาปให้พ่อได้นานถึง 35 ปี เพื่อที่ต่อไปจะได้ไม่ต้องมีข้อติดค้างกับใคร

                เธอเชื่อว่าชาติภพหน้าเมื่อได้เกิดใหม่ เธอคงเริ่มต้นชีวิตการปฏิบัติธรรมได้เร็วกว่านี้ (ปัจจุบันแม่ชีมีอายุ 70 ปี) หรือหากไม่ได้เกิดเลย ก็นับเป็นความปรารถนายิ่ง

                กราบสวัสดีทุกท่านค่ะ

เรื่องโดย. ประทุมทิพย์

ภาพโดย. Ai


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •