5 ธันวาคม 2022
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของคุณนุช เธอเป็นเพื่อนสนิทกับผู้เขียน เป็นผู้เล่าถึงเหตุการณ์อันชวนประหลาดและให้สลดใจ เศร้าโศก ตั้งแต่ได้รับแหวนเพชรเม็ดเขื่องมาจากลูกชายที่รับราชการตำรวจมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 เริ่มจาก…

                “ตั้งแต่ลูกโต้งรับราชการตำรวจ นานๆ เค้าถึงจะกลับมาบ้านสักครั้ง ก็ในราวสามถึงหกเดือนน่ะค่ะ ทุกครั้งที่กลับมาเยี่ยมเรา เยี่ยมคุณยายที่เค้ารักมาก เค้าจะบอกทุกคนไม่ต้องห่วงผมนะครับ ผมไปทำงาน มีทีมงานที่ดี ไว้เนื้อเชื่อใจกันได้ และไม่ว่าลูกจะอยู่ที่ไหน เค้าจะโทรศัพท์มาหาเราแทบทุกวัน ส่วนเงินเดือนของคุณยายกับดิฉันก็มีเจ้าหน้าที่นำเข้าให้ทุกเดือน” คุณนุชเล่าย้อนอดีตตั้งแต่ลูกชายเริ่มต้นปฏิบัติงานในหน้าที่

                “คราวนี้ต่อมา หนึ่งปีถึงสองปีเค้าถึงจะกลับเข้าบ้านให้แม่กับยายกอดสักครั้ง เสื้อผ้าหน้าผมเรี่ยมเร้เรไรกลับมาทีเดียว วันหนึ่งที่มีโอกาสได้อยู่กับลูก ก็ถามเค้าจากที่เคยสงสัยว่าลูกไปทำอะไร เป็นอยู่อย่างไร แอบมีเมียไว้รึเปล่า ลูกมีอะไรคุยกับแม่ได้ทุกเรื่องนะ เราไม่มีพ่อ แม่เป็นทั้งแม่และพ่อของลูกได้ ใช้ความเป็นแม่ปะเหลาะถามเค้า คือเราสงสัยจริงๆ ณ เวลานั้น ลูกดำเนินชีวิตอย่างไร ไปทำงานพักอยู่ที่ไหน นอนบ้านใคร…สารพัดในความเป็นแม่ที่ห่วงลูก ห้าหกปีตั้งแต่เค้าเรียนจบเข้ารับราชการ ก็มักทำตัวลึกลับอย่างนี้!” คุณนุชเล่าไป ส่ายศีรษะไปมา

                “กระทั่งก่อนที่ลูกจะเสียชีวิต เค้าก็เล่า จากหน้าที่งานสืบเรื่องยาเสพติด ตัวเค้าต้องปลอมตัวไปคลุกคลีกับผู้เสพยา เช่น ไปอยู่บ้านเช่าในชุมชน แหล่งค้ายา ไปสมัครงานใช้แรงงานเป็นลูกจ้างร้านขายของ อะไรต่อมิอะไรในย่านนั้น เพื่อหาเบาะแสคนเสพ ไปคลุกคลีเสพยาอยู่กับคนพวกนี้…ซึ่งก็อยู่จนจับถึงรายใหญ่ๆ ได้ เมื่อเสร็จงานก็เข้ารับการบำบัดยาเสพติด ก่อนที่จะเริ่มงานเป้าหมายใหม่ต่อไป นี่คือเหตุผลที่เขาไม่ค่อยกลับบ้าน”

                “จนต้นปี พ.ศ. 58 ลูกได้เอาแหวนเพชรวงหนึ่งมาให้เรา มีเพชรเม็ดลูกล้อมไว้สวยงาม แต่ตัวเรือนแหวนนั้นกระดำกระด่าง ลูกบอกเพียงว่าตอนไปทำงานมีคนที่เล่นยากับเค้าเอาแหวนวงนี้มาแลกกับยา 20 เม็ด ก็อยู่ในราว 4-5 พันบาท เค้าจึงรับแลกเปลี่ยนไว้ เพราะมองดูหัวแหวนปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นเพชรแท้!”

                “จนงานตรงนั้นจับผู้ค้ารายใหญ่แล้วเสร็จ จบการแถลง การจับกุม ผู้ปฏิบัติงานคือลูกชายต้องเคลียร์รายละเอียด แต่ลูกกลับยักยอกแหวนวงนี้ไว้เพื่อเก็บไว้ให้เรา เขาเล่าว่าต้องเอาแหวนวงนี้ไปหมกดินหมกทรายให้ด่างดำเหมือนสิ่งของไม่มีค่า จะได้ผ่านตาเจ้านายไป ซึ่งในวันนั้นลูกชวนเราขับรถไปร้านเพชร ไปให้เขาล้าง แกล้งตีราคาเล่นๆ เค้าให้ 7 แสนเลยคุณ เป็นราคาเริ่มต้น”

                คุณนุชไม่เอ่ยย้อนอดีตเปล่าๆ แต่เธอล้วงกระเป๋าถือ หยิบแหวนเพชรเม็ดเขื่อง มีเพชรเม็ดลูกรายล้อมนำมาให้ผู้เขียนชมเป็นบุญตา “ซึ่งก็พูดคุยกันไปมานะคะ กับเถ้าแก่และอาซ้อร้านเพชร เพราะสนิทกัน ตกลงเค้าสรุปราคาให้ที่ 9 แสนห้า เกือบล้านเลยนะคะ เพราะตัวเรือนแหวนนั้นเป็นทองคำขาวค่ะ ซึ่งตอนนั้นใจเรากับลูกคิดตรงกัน อย่างไรก็ไม่ขาย เสียค่าล้างค่าขัดไปเพียงสองร้อย”

                “แต่อนิจจา! เราลืมย้อนนึกถึงที่มาที่ไปของแหวนวงนี้ไปเสียสนิทใจ! คนที่เอาแหวนวงนี้มาแลกยาบ้า เขาได้แหวนวงนี้มาได้อย่างไร จากใคร แต่ที่รู้อยู่แก่ใจเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ได้มาโดยการลักขโมยแน่นอน หากแต่วันนั้นต้องยอมรับจากใจว่าบังเกิดความโลภ ความโลภมันบังตาเราจนมืดมิด ลำพังชีวิตที่เกิดมาเคยสวมแต่แหวนเพชรราคาอย่างเก่งก็แสนสองแสนเท่านั้น ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีเหตุร้ายๆ ติดตามมา เริ่มจากลูกชาย…”

                “บ่ายวันนั้นตรงกับวันที่ 5 มกราคม เราจดจำฝังใจ ลูกชายขับรถมาส่งเราที่บ้านเมืองนนท์ เมื่อถึงบ้าน ลูกยังไม่ทันได้อาบน้ำ นายโทรศัพท์เรียกรายงานตัว เพราะมีงานด่วนต้องเรียกประชุม ลูกชายขับรถถึง อ.ไทรน้อย เขาก็ถูกลอบยิงเข้าที่ลำคอ เป็นข่าวโด่งดังในตอนนั้น ลูกเข้ารับรักษาตัวที่โรงพยาบาลในห้องไอซียูสองคืน ก่อนเข้าพักที่ห้องพิเศษ และที่เราเฝ้าไข้ลูกชายอยู่กันตามลำพังสองคน อยู่ๆ เค้าก็มีอาการเกร็ง ทำตาขวางใส่! มือข้างที่ไม่ได้ให้น้ำเกลือจะพยายามบีบคอตัวเอง ตอนแรกคิดเอาเอง ลูกคงเจ็บบริเวณที่ถูกยิง หรือคงรำคาญแผล พอเรียกหมอเรียกพยาบาล เค้าก็ฉีดยาให้หลับ หากก่อนลูกจะหลับตาลงเพราะฤทธิ์ยา ลูกพูดว่า กูจะฆ่ามึง จะตามเอาชีวิตให้สมแค้น”

                “จากปกติที่เค้าบาดเจ็บจะพูดไม่ได้เลยนะคุณ อยู่ๆ เค้ากลับพูดประโยคนี้ได้เป็นเรื่องเป็นราว เมื่อเล่าให้หมอให้พยาบาลฟัง เค้ายังกลับมาย้อนถามเราเสียอีกว่า…เป็นเสียงโทรทัศน์รึเปล่าคุณแม่ ลูกชายบาดเจ็บบริเวณลำคอ จะพูดได้อย่างไร น้ำลาย เสลดยังต้องดูดออก ไม่มีใครเชื่อในเรื่องที่เราพบเห็น”

                “ส่วนตัวเราก็ไม่พะวงในสิ่งที่ไม่เห็นตัวตนอะไร ลูกนอนโรงพยาบาลย่างเข้าคืนวันที่ 12 มกราคม ลูกก็จากไป เสมือนหัวใจถูกปลิดออกจากขั้ว ระหว่างงานศพลูก รู้เพียงว่ามีคนมาปลอบใจ อยู่เป็นเพื่อนมากมาย แต่จิตใจเรานั้นลอยเคว้งคว้างไปไหนก็ไม่รู้ ใจคิดอยู่อย่างเดียว คือฉันต้องตายตามลูกไป เพราะไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ลูกจะอยู่ตรงหน้าเราเสมอ เขาจะสื่อสารมา ‘แม่ต้องไปกับผม’ ‘แม่ต้องไปๆ’ …”

                “ระหว่างงานศพลูก ดิฉันต้องเข้านอนให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลนะคะ คุณยาย แม่ของดิฉันเสียอีกที่เข้มแข็งกว่า คนแก่อายุ 82 ปี ท่านสามารถเป็นแม่งานให้หลานชายคนเดียวที่จากไปด้วยคมกระสุน ด้วยวัย 31 ปี เท่านั้น และมีโอกาสเวลาให้ร่ำลา สั่งเสียเพียง 7 วันเท่านั้น…หากคุณเป็นดิฉัน คุณจะทำใจได้แค่ไหนกันคะ” คุณนุชเริ่มพูดคุยสนทนาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

                “นับจากที่ลูกชายจากไป ดิฉันจะฝันเห็นลูกทุกวันโกน วันพระ ในความฝันเหมือนลูกจะบอกอะไรสักอย่าง ดูจากท่าทางนะคะ แต่ไม่มีน้ำเสียงออกจากปาก ส่วนเพื่อนๆ ของลูกชาย มีอยู่คนหนึ่งที่เขาสนิทกัน ได้โทรศัพท์มาเล่าให้ฟังว่า ลูกชายนั้นมาให้เขาเห็นบ่อยๆ แม้ปรากฏเป็นเงาที่เลือนราง แต่เพื่อนเค้าก็จำได้ว่าเป็นลูกโต้ง! และเหมือนว่าเขายังติดค้างอะไรสักอย่าง ทำให้ดวงวิญญาณไม่สงบ เพื่อนลูกชายถามดิฉัน ก่อนที่โต้งจะประสบเหตุ เขามีอะไรบอกคุณแม่ไหมครับ เช่น ความลับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ดิฉันรีบเถียงเลยค่ะ ไม่มีๆ แม้เรื่องแหวนเพชรวงนี้จะติดค้างอยู่ลึกๆ ในใจดิฉันก็ตาม”

                “ระหว่างนี้ เรื่องราวแปลกๆ ได้เริ่มเข้าสู่ชีวิตแล้ว เช่น บริเวณปากซอยหน้าวัดบางขวาง มีร้านบะหมี่เกี๊ยวกุ้งอยู่ร้านหนึ่ง อร่อยมาก คนขายทั้งผัวเมียอัธยาศัยดี เราเป็นลูกค้ากันมา 20 กว่าปี เข้าร้านเค้าอาทิตย์ละ 3-4 วัน แต่จู่ๆ ร้านนี้เค้าก็ปิดค่ะ ดิฉันเดินทางไปหาบะหมี่ร้านนี้เป็นเดือนๆ เลยนะคะ แต่เดินไปกี่รอบก็ผิดหวัง…วันหนึ่งอดรนทนไม่ไหว จึงเข้าไปถามเด็กพม่าร้านน้ำแข็งที่อยู่ติดกัน ร้านนี้เค้าไปไหน เห็นปิดเป็นเดือนแล้ว เด็กพม่าเค้าก็สบตากัน มองมาที่เรา ชี้ไป ก็ร้านเปิดอยู่นี่ไงป้า”

                “พริบตาเดียว ดิฉันก็เห็นร้านบะหมี่ค้าขายเป็นปกติ เหมือนมีบางอย่างบังตาอยู่เป็นเดือน…แปลกมั้ยล่ะคะ? ตกลงเมื่อเข้าไปพูดคุยกับเฮีย แกบอกแกเปิดขายทุกวัน จะหยุดก็แค่วันที่ 1 กับวันที่ 16 เป็นวันหวยออก หยุดเพื่อสวดมนต์ทำอะไรสักอย่าง ส่วนในร้านของเฮียแกเต็มไปด้วยกรอบพระ เครื่องรางต่างๆ เป็นเครื่องตกแต่งร้าน มีไว้บูชาด้วยประมาณนั้น แล้วอยู่ๆ เฮียก็ทัก…ผีคงบังตาคุณไม่ให้เข้าร้านผม”

                “ดิฉันย้อนถาม เฮียเอาอะไรมาพูด จากปกติก็คุยกันแค่ผ่านๆ ไม่เคยคุยเรื่องนี้ เฮียแกบอก แกเห็นดิฉันจดๆ จ้องๆ จะเข้าร้านแกแทบทุกวัน แต่ไม่เดินเข้า พอจะร้องถามวันนี้ไม่แวะหรือ เราก็เดินพ้นร้านแกไปแล้ว เฮียแกอธิบาย ที่ร้านแกนี่ รวมระดับเกจิอาจารย์ทั้งนั้น เห็นว่าเป็นรูปภาพพระรูปนั้นรูปนี้ หากแต่ละภาพผ่านการปลุกเสกมาทั้งสิ้น ไม่ต้องแปลกใจ ทำไมเราถึงไม่เข้าร้านแก…เพราะเราคงมีวิญญาณติดตาม ซึ่งคิดว่าคงเป็นวิญญาณของลูกชาย ก็บอกเฮียไป ลูกเราเพิ่งตายเมื่อต้นปีนี่เอง”

                “เฮียแกก็แย้ง ไม่ใช่ เพราะครูบาอาจารย์ของเฮียบอกว่า วิญญาณที่มากับเรานั้นเป็นผู้หญิง ผมเผ้ากระเซิง มีเลือดแห้งๆ ติดตัวเหมือนถูกฆ่าตายอย่างทรมาน ตอนที่คุยกันติดลม เมียเฮียแกก็มาคุยผสมโรง บอกเรารึก็แปลกใจ คิดว่าโกรธเคืองอะไร มายืนจดๆ จ้องๆ เราทุกวัน แต่ไม่เข้าร้าน สุดท้ายเฮียบอกว่าเรื่องนี้คุณต้องไปหาพระ หรือผู้รู้สายตรง ว่าที่วิญญาณติดตามนั้นเพราะอะไร”

                “จนดิฉันได้พบกับอาจารย์ผู้หญิงคนหนึ่ง ท่านอายุเพิ่งจะ 40 ปี แต่เก่งเรื่องนั่งทางในมาก ท่านอธิบายว่าเป็นดวงวิญญาณที่ติดมากับเครื่องประดับ โดยเราเอามาใช้ไม่ขออนุญาตรึขออะไรเลย และที่เขาติดมากับเครื่องประดับชิ้นนี้เพราะคนตายรักมาก ก่อนตายถึงกับสาปแช่งคนที่ทำร้ายเธอ แล้วดิฉันก็ได้เล่าเรื่องแหวนเพชรให้อาจารย์ฟังทั้งหมด อาจารย์สื่อสารอยู่สักครู่ก็บอกว่า ทั้งหมดทั้งมวล คุณป้าโดนหลอก แหวนเพชรวงนี้มาจากคดีความใหญ่คดีหนึ่งที่เจ้าของทรัพย์ถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม ส่วนแหวนวงนี้ได้ถูกเปลี่ยนมือโดยการชุบใหม่เพื่อตบตาไม่ให้เห็นเนื้อในจริง คนตายเล่าว่าทั้งโจรและตำรวจที่ครอบครองต่างตายตกไปตามกันนับสิบราย รวมถึงลูกชายคุณป้าที่มีส่วนเข้าไปรู้เห็นกับการตายของเธอด้วย”

                “ดิฉันใจเสียมากเลยในตอนนั้น แต่อยู่ๆ อาจารย์ก็บอก สำหรับดิฉัน เมื่อรู้ที่มาที่ไป ขอให้ทำบุญให้เธอบ่อยๆ พนมมือคราวใดขอให้ระลึกถึงเธอด้วย เธอบอกชื่อ นามสกุลแล้วเสร็จ เราก็ตกใจนะคะ เพราะเคยติดตามข่าวนี้อยู่ คนใหญ่คนโตทั้งนั้นที่ก่อเรื่อง ส่วนลูกชายก็เป็นปลายเหตุ ที่ต้องตายก่อนวัยอันควรก็เพราะความโลภ รับราชการมาหลายปี อยากมีของขวัญชิ้นโตให้แม่บ้าง สุดท้ายก็ต้องเอาชีวิตเข้าแลก เพราะเจ้าของแต่ดั้งเดิมเขาสาปแช่งไว้!”

                ทั้งนี้คุณนุชเล่าเสริมว่าในชีวิตประจำของเธอ ณ ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเดินทางไปไหนมาไหน จะเข้าวัด เข้าร้านเสริมสวย จะต้องพกแหวนวงนี้ติดตัวไปด้วย

                “เหมือนเราเป็นเพื่อนกันเสียแล้วค่ะเวลานี้ บางคราวดิฉันก็แอบคุยกับแหวน แต่ต้องคุยในบ้านตามลำพังนะคะ ที่ผ่านมาเจ้าของแหวนเธอก็ไม่อยากทำบาป แต่ก่อนจิตสุดท้ายออกจากร่าง เธอรู้เพียงว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับเธอ ตัวเธอไม่ใช่คนที่ทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โต ครั้งที่มีชีวิตเธอทำแต่กรรมดี ทำไมต้องเป็นเธอและครอบครัวที่ต้องรับกรรมที่ไม่ได้ก่อ เธอตัดพ้อกับดิฉันหลายเรื่องค่ะ เหมือนได้นั่งคุยกันทางจิต คุณเองก็ปฏิบัติธรรมมาบ้าง คงพอเข้าใจเรื่องนี้” คุณนุชย้อนกลับมาถามแต่ก็คุยต่อไป

                “อีกเท่าที่ดิฉันทราบ ตอนนี้เธอมีอายุ 63 ปีแล้ว เธอจะอยู่กับดิฉันอีก 8 ปี คืออายุ 71 ปีก็จะหมดอายุขัยที่แท้จริง ก็ย่อมต้องไปรับกรรมในส่วนที่เธอก่อ คือคำสาปแช่งที่มีส่วนผลักดันให้คนที่ดวงตกต้องมามีอันเป็นไปก่อนวัยอันควร อย่างน้อยก็ลูกชายดิฉันหนึ่งคนล่ะ…จากตรงนี้ทำให้ดิฉันปล่อยวางได้บ้างนะคะ ทั้งลูกชาย และคุณคนนั้น รวมถึงดิฉัน หากไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เรื่องคงไม่เกิด จะว่าไปแล้ว ชีวิตมนุษย์เราเสมือนถูกขีดเขียนไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือต้องแยกดีแยกชั่ว เลือกเดินเอาเองค่ะ” คุณนุชกล่าวสรุปด้วยความจริง และความจริงใจ

                สุดท้ายนี้ไซร้ ข้าพเจ้าในฐานะผู้นำเสนอ หากบทใดตอนใด พาดพิงถึงบุคคลหรือหน่วยงานใด โปรดอนุเคราะห์เถิดว่า มิได้มีเจตนาหมิ่นประมาท ขอให้เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลไป เป็นเรื่องของกรรมดีกรรมชั่วที่มนุษย์ควรแยกแยะได้ เพื่อจะได้มีการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท…

*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

*ภาพที่ปรากฏใช้เป็นเพียงภาพประกอบเรื่องเท่านั้น

/

เรื่องโดย. ประทุมทิพย์

ภาพโดย. lavivion.ru


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •