2 ธันวาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

“จ่ายม” เป็นอดีตตำรวจเก่า แม้จะเกษียณแล้วแต่ยังมีไฟอยู่ เวลาแกไปขับแท็กซี่กะดึก มักจะพกปืนติดรถไปด้วย แกว่ามีปืนแล้วอุ่นใจ

“แกจะบ้าหรือไงตายม  พกปืนไปเวลาเกิดอุบัติเหตุแล้วฝาลิ้นชักมันเปิดออก เห็นอาวุธแบบนั้นผู้โดยสารกลัวตายห่า ดีไม่ดีแจ้งตำรวจจับอีก” เมียจ่ายมพูดใส่หน้าทุกครั้งที่แกสตาร์ตรถแท็กซี่

“คนทุกวันนี้มันร้ายทั้งนั้น ถ้าไม่มีอะไรป้องกันตัว ถึงเวลาฉุกละหุกจะทำยังไง” จ่ายมพูดไปตามเรื่อง

“กลัวจะโดนรวบคาด่านฐานพกอาวุธนะสิ คนอาไร้” เมียบ่นกระปอดกระแปด

“กูจะไปกลัวอะไร ก่อนเกษียณก็เคยตั้งด่านตรวจมาก่อน กูรู้เชิงตำรวจหรอกน่าว่าอะไรเป็นอะไร” แกพูดตัดบทเพราะเบื่อเมียเต็มแก่แล้ว

ชีวิตของจ่ายมจะว่าไปแล้วก็ไม่ได้ลำบากอะไร  ลูกสาวสองคนที่ส่งเงินมาให้ใช้แต่ละเดือนก็พออยู่ได้ทั้งตัวแกและเมีย แต่ความที่แกอยากมีรายได้พิเศษเอาไว้ใช้จ่ายบ้าง  ยิ่งช่วงไหนมีโอกาสได้ออกต่างจังหวัดแกจะดีใจมาก เพราะจะได้เงินพิเศษในคราวเดียวกัน

เมียและลูกเคยขอร้องให้เลิกขับกะดึก ให้ไปขับช่วงกลางวัน เพราะเกรงจะเจอโจรผู้ร้าย แต่จ่ายมกลับชอบขับกลางคืน แกให้เหตุผลว่าขับสบาย อากาศไม่ร้อน ไม่ค่อยหงุดหงิด แกพูดจนลูกเมียคร้านจะถาม ปล่อยให้แกขับแท็กซี่กะดึกไปตามความต้องการ

ไม่กี่อาทิตย์ก่อน จ่ายมรับลูกค้าจากคลองเตย โดยว่าจ้างให้ไปส่งแถวอ่างเก็บน้ำบางพระศรีราชา  แรกๆ จ่ายมไม่อยากไป แต่พอบอกราคาไปแล้วลูกค้าไม่ต่อราคา ก็เลยตกลงใจขับไปทันที

ระหว่างทางก็คุยกันไปเรื่อย ปรากฏว่าลูกค้านั้นคุยกันถูกคอ ทำให้ไม่ง่วงขณะขับรถถือว่าเพลินดี ขับไปสักชั่วโมงกว่าๆ ก็เข้าเขตอ่างเก็บน้ำบางพระ  เป็นเส้นทางเลียบเขาและเป็นเส้นทางที่จ่ายมไม่คุ้นเคย

“ตอนหนุ่มๆ เคยมาเที่ยวที่นี่ครับ แต่ก็นานมาแล้ว ยังไงลูกค้าช่วยบอกทางผมด้วย” จ่ายมบอกกับลูกค้า

ลูกค้าก็บอกทางไป แถมยังบอกทางลัดด้วยว่าเส้นไหนไม่ควรวิ่ง จ่ายมจำได้บ้างไม่ได้บ้าง พอฟังๆ ไปก็จำไม่ได้ซะงั้น แกคิดว่าจำแค่เส้นทางหลักไว้ก็พอ แถมป้ายบอกทางก็มีให้ดู ยังไงคงไม่หลงแน่ๆ

ลูกค้าบอกให้เข้าทางแยกจากทางหลัก วิ่งไปเรื่อยๆ กระทั่งถึงทางแยกก่อนจะเลี้ยวเข้าหมู่บ้านจัดสรรที่มีบ้านสร้างกันอยู่ไม่กี่หลังเท่านั้น บางหลังยังดำเนินการก่อสร้างอยู่ด้วยซ้ำ 

“บ้านสร้างใหม่กันทั้งนั้นเลย เป็นหมู่บ้านใหม่เหรอครับ” จ่ายมสงสัย

“ครับ ตอนแรกผมก็ไม่รู้ แต่อาศัยพี่ชายมาได้เมียเป็นคนที่นี่ ก็เลยแนะนำกันมา พอมาอยู่แล้วก็สบายและอุ่นใจครับ” ลูกค้าพูดขณะที่บอกให้จอดหน้าบ้าน แล้วก็ส่งเงินค่าโดยสารให้

ใช้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้น

“พี่โชเฟอร์ ขากลับให้กลับทางเก่านะ อย่าไปออกทางลัดล่ะ เพราะมันไม่ดี” ผู้โดยสารชี้ไปที่ทางลัดที่ดูคล้ายเป็นทางตัดออกจากท้ายหมู่บ้านจะไปออกถนนใหญ่

จากนั้นผู้โดยสารก็ลงจากรถแล้วเข้าบ้านไป ส่วนจ่ายมก็ขับรถกลับไปทางเก่า แต่ใจกลับคิดว่าน่าจะลองวิ่งทางลัดดู เพราะตอนนั้นอยากกลับบ้านไวๆ นี่ก็เลยเที่ยงคืนมามาก เงินค่าโดยสารก็ได้แล้ว จ่ายมขับรถมาตามเส้นทางลัดที่ดูวังเวงมาก ขับไปได้สักพักคิดว่าทางมันเปลี่ยวขนาดนี้ เปิดไฟสูงจะได้เห็นทางชัดๆ…ไฟสูงส่องให้เห็นภาพสองข้างทาง เป็นพื้นที่โล่ง ต่อมากลับเป็นป่าซะงั้น คงอาจจะพ้นเขตหมู่บ้านมาแล้วก็ได้  ตอนนั้นกังวลนิดหน่อยแต่เมื่อมีปืนแล้วจึงอุ่นใจ  ระหว่างขับไปเรื่อยๆ ก็พบตึกสูง 5 ชั้นอยู่ทางซ้ายมือ ไม่รู้มันมาผุดอยู่กลางทางลัดในป่านั้นได้อย่างไร

ตึกนั้นมืดสนิทเหมือนกำลังก่อสร้างใหม่ มีไฟเปิดอยู่ที่ชั้นบนสุดของตึก เป็นไฟแบบหลอดไฟที่คนงานก่อสร้างเขาใช้กัน ดูออกจะแปลกๆ ไปบ้าง แต่มันก็เป็นจุดสังเกตที่น่าสนใจท่ามกลางความมืด ความที่มันตั้งอยู่ช่วงทางโค้ง ทำให้เมื่อเข้าใกล้ตึกนั้นไฟรถก็ส่องไปจนเห็นตึกเต็มตา

ใช้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้น

จ่ายมเห็นคนยืนอยู่หน้าตึกคนหนึ่ง พอเข้าใกล้จึงรู้ว่าเป็นยาม เออ…ค่อยอุ่นใจหน่อย ยามคนนั้นโบกให้รถจอด จากนั้นก็ทำสัญญาณว่าให้รออยู่ตรงนั้น แล้วก็วิ่งหายเข้าไปในตึก แบบนั้นคงจะวิ่งไปตามผู้โดยสารที่ให้เรียกรถให้ ตอนนั้นจ่ายมคิดว่าดีเหมือนกันจะได้ค่าโดยสารกลับกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นอีก

ระหว่างรอผู้โดยสาร จ่ายมก็ควักบุหรี่ขึ้นมาสูบฆ่าเวลา  คิดว่าถ้าผู้โดยสารลงมาก็จะรีบดับบุหรี่ ตอนนั้นเสียงแมลงในป่าข้างทางกรีดร้องกันระงมไปหมด ทำให้ดูไม่เหงานัก จะว่ารำคาญก็ไม่ถูกนัก แกรู้สึกหวิวๆ อยู่เหมือนกัน  แกคำนวณดูเวลาแล้วคิดว่านี่ก็เกือบ 10 นาทีเข้าให้แล้ว ทำไมยังไม่โผล่มาสักที

“คุณครับ ผมรอนานแล้วนะจะไปกันหรือยัง จ่ายมตะโกนบอกขึ้นไปที่ชั้น 5 ที่เห็นดวงไฟเปิดอยู่ ตอนนั้นแกรู้สึกว่ารอนานเกินไปแล้ว

สิ้นเสียงตะโกนของจ่ายม ไฟดวงที่อยู่บนนั้นก็ดับวูบลง คล้ายว่าเจ้าของห้องคงได้ยินเสียงของจ่ายม จึงรีบออกจากห้องมาที่แท็กซี่  ตอนนั้นไฟสูงจากหน้ารถยังส่องไปที่ตัวตึกชัดเจน

จู่ๆ มีเสียงดัง “ปัง” คล้ายปิดประตูห้องที่ชั้น 5 จ่ายมมองขึ้นไปที่จุดต้นเสียง แล้วแกก็เห็นหญิงคนหนึ่งกระโดดลงมาจากระเบียงชั้น 5 จนร่างลอยละลิ่วลงมากระแทกพื้น ห่างจากหน้ารถจ่ายมไม่ถึง 5 เมตร ร่างนั้นมีเลือดออกจากบาดแผลมากมาย เวลานั้นจ่ายมยืนตะลึงมองอยู่แวบหนึ่ง แต่ด้วยความที่เป็นตำรวจเก่า ทำให้ตั้งสติได้ในเวลารวดเร็วแกจึงรีบเข้าไปดูร่างหญิงคนนั้น เผื่อว่าจะได้ช่วยเหลือกันได้

ใช้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้น

พอขยับขาจะก้าวเข้าไปดู…ปรากฏว่าหญิงคนนั้นค่อยๆ พยุงร่างขึ้นมา จากนั้นก็ยืนตัวงอๆ ด้วยความเจ็บแล้วก็ก้าวเดินกลับไปที่ตึกอย่างน่าพิศวง  ระหว่างนั้นจ่ายมตกอยู่ในอาการช็อก แกไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นทำให้ยืนขาแข็งนิ่งๆ

จ่ายมถอยหลังมาหนึ่งก้าว จากนั้นก็ได้ยินเสียงดังปังขึ้นอีกที่ชั้นเดิม คราวนี้ร่างที่ลอยตกลงมากลายเป็นร่างของยามที่เป็นคนกวักมือเรียกให้เข้าไปรับผู้โดยสาร  ยามคนนั้นโดดลงมาหัวปักพื้น จนหัวแตกเลือดอาบมันสมองกระจาย สักพักก็คลานสี่ขาแต่ไม่ยืน หากแต่คลานกลับไปที่ตึก

“อะไรวะ” จ่ายมเริ่มถอยหลังจะกลับไปที่รถ ทันใดแกก็ได้ยินเสียงปิดประตูดังปังอีกครั้ง

ร่างของหญิงสาวก็ร่วงลงมาจากตึกชั้น 5  ร่างกระแทกพื้นแบบเดียวกับที่เห็นครั้งแรก จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินกลับไปที่ตึก แต่คราวนี้คอเธอหักจนหมุนได้ เมื่อร่างของเธอเดินเข้าตึก แต่คอของเธอหมุนกลับมามองจนจ่ายมเกิดอาการหลอน ถอยไปชนหน้ารถตัวเองทำอะไรไม่ถูก

ความร้อนจากฝากระโปรงรถทำให้จ่ายมสะดุ้งรู้สึกตัว แกขึ้นรถแล้วจะขับออกไปจากตึกนั้น ระหว่างที่กำลังถอยก็ได้ยินเสียงปังที่ชั้น 5 แกตะลึงมองสิ่งที่ตกลงมา ร่างของยามที่กระโดดลงมาหัวปักแบบเดิมจนกะโหลกแตก จากนั้นก็ค่อยๆ พยุงร่างขึ้นแล้วคลานกลับไป  คราวนี้หันหน้ากลับมามองจ่ายมที่กำลังถอยด้วย

“กูอยู่ไม่ได้แล้วตรงนี้ พ่อแก้วแม่แก้วจ๋า…ลูกไปละ” จ่ายมสั่นเทิ้มไปทั้งตัว กลัวจนขับรถต่อไม่ได้อยู่แล้ว ความที่เคยเป็นตำรวจเก่าไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นสักเท่าไหร่

“ครั้งที่สองพวกมึงหันมามองกู ถ้ามีอีกครั้งมึงจะอะไรกับกู” จ่ายมคิดพลางใส่เกียร์รถขับออกจากตึกนั้น ทันทีที่รถพ้นจุดที่ร่างตกลงมาได้นิดหน่อย ก็มีเสียงของหนักกระทบพื้นอีก คราวนี้ร่างสองร่างตกมาพร้อมกัน ทั้งร่างหญิงและยาม จ่ายมมองจากกระจกส่องหลัง แกเห็นสองร่างนั้นค่อยๆ ลุกขึ้นแล้วมองมาที่แกด้วยดวงตาอาฆาตมาดร้าย

พอพ้นจากจุดนั้นมาได้สักพัก จ่ายมเป่าลมออกจากปากยาวๆ ทำให้ใจแกเต้นระทึกยิ่งกว่าครั้งใดๆ ในชีวิต ตอนนั้นคิดว่าถ้าเชื่อผู้โดยสารรายแรกที่เตือนว่าอย่าวิ่งทางลัดก็คงจะดี แต่ตอนนี้ก็สายไปแล้วเพราะแกคิดว่าแกหลงขับมาทางนี้แล้วก็ไปให้มันสุดไปเลย

ขับกลับออกจากหมู่บ้าน แต่กลับนำไปสู่เส้นทางที่กลายเป็นถนนลูกรังซะงั้น ครั้นจะวนรถขับกลับไปทางเก่าก็ไม่รู้ว่าจะเจออะไรที่ตึกที่เพิ่งผ่านมาอีกหรือไม่ คราวนี้อาจไม่โชคดีอย่างครั้งก่อน หรือกูจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้ซะที่นี่ก็ไม่รู้ ตอนนั้นจ่ายมคิดอะไรสับสนมั่วไปหมดคล้ายคนสติแตก

ใช้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้น

แกจอดรถเพื่อสงบสติอารมณ์ ซึ่งก็ได้ผลดีเหมือนกัน จิตใจเริ่มกลับเป็นปกติ แกจอดรถในความมืดอาศัยแสงไฟจากหน้ารถช่วยทำให้อุ่นใจ หยิบปืนคู่ใจมาวางไว้ที่มือ หากไม่ชอบมาพากลยังมีปืนเอาไว้ส่อง แล้วแกก็หายใจลึกๆ ควักบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบ

กำลังสูบเพลินๆ จู่ๆ ก็มีแสงไฟจากไหนไม่รู้ เป็นไฟหน้ารถเครื่องที่วิ่งมาทางท้ายรถ  รู้สึกเหมือนมาแบบเงียบๆ เพราะแกไม่ได้ยินเสียงเลย จ่ายมไม่ทันบอกให้ช่วยนำทางออกไปจากจุดนั้นด้วย  ก็พอดีรถเครื่องคนนั้นวิ่งห่างไปแล้ว แกประมวลภาพเห็นเป็นคนจีนแก่ๆ ขับรถเท่านั้น เห็นหน้าแวบเดียวแต่ก็จำได้

จ่ายมรีบเข้ารถแล้วขับตามแสงไฟท้ายของรถเครื่องที่วิ่งพาไปตามเส้นทางลูกรังชนิดไม่ให้คลาดสายตา ระยะห่างกันคงราว 50 เมตร  ซึ่งจ่ายมคิดว่าคงไม่พลาดแน่ๆ เพราะเคยเป็นสายสืบมือฉมังที่ตามแกะรอยผู้ร้ายมาแล้ว  คราวนี้กลับมาเป็นนักสืบอีกครั้งจะเป็นไรไป

ทางลูกรังนั้นมีฝุ่นแดงฟุ้งไปตามทางที่รถเครื่องวิ่งไป แม้จ่ายมจะรู้สึกแปลกที่รถคันนั้นมันเงียบเหลือเกินแต่แกไม่มีทางเลือก คงได้แต่ตามไปอย่างนั้น  ท้ายที่สุดรถเครื่องคันนั้นก็ลัดเข้าโค้งหายไปจากสายตา  พอจ่ายมเร่งเครื่องรถตามเข้าโค้งไปก็เห็นเส้นทางที่เปลี่ยนจากป่าทึบกลายเป็นทางโล่งคล้ายทางเข้าบ้านจัดสรรที่กำลังก่อสร้าง แม้จะเป็นทางลูกรังแต่ก็มีขนาดใหญ่พอจะวิ่งสวนกันได้หลายคัน  ตอนนั้นแกอุ่นใจมาก

สักพักก็เห็นท้ายรถเครื่องคันนั้นวิ่งห่างออกไปแค่ 50 เมตรอย่างเก่า แกนึกขอบคุณที่พาแกออกจากทางรกคล้ายป่ามาสู่ทางลูกรังขนาดใหญ่ แกจึงเร่งเครื่องตามเข้าไปให้ใกล้  ตอนนั้นแกไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ขอแค่มองท้ายรถเครื่องคันหน้าไม่พลาดเป็นพอ แกก็ไม่สนใจแล้วขอเพียงอย่าหลงทางเป็นใช้ได้

พอแกเห็นท้ายรถเครื่องชัดๆ ก็เห็นรถวิ่งเลี้ยวออกจากทางหลักอีกที แกก็ขับตามไป จากนั้นก็มีเสียงดัง “โครม” พอฝุ่นที่คลุ้งกระจายเริ่มจาง  แกเห็นรถเครื่องคันนั้นจอดอยู่หน้าฮวงซุ้ยขนาดใหญ่  

จ่ายมก้าวขาลงจากรถเพื่อตรวจสอบ  ปรากฏว่าสิ่งที่แกเห็นคือหินหลุมศพที่มีภาพใบหน้าของชายแก่ผมหงอกคล้ายคนขี่รถเครื่องนำทางมา แกจำหน้าได้ตอนที่รถคันนั้นเริ่มมาโผล่แล้วผ่านแกไปจนทักไม่ทัน

หน้าหลุมศพฮวงซุ้ย เขียนเป็นภาษาจีนที่แกอ่านไม่ออก จ่ายมขยี้ตาอีกครั้งแกแทบไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น ตอนนั้นแกยืนอยู่หน้าฮวงซุ้ยและพอหันหลังกลับ ก็พบว่ารถเครื่องเมื่อครู่ กลายเป็นรูปปั้นมอเตอร์ไซค์หินอ่อนที่ลูกหลานคนตายน่าจะจัดทำให้คนตายเพราะเห็นเป็นของโปรดของแกประมาณนั้น

“ไปละกู อยู่ไม่ได้แล้ว” จ่ายมขับรถออกจากหน้าฮวงซุ้ยทันที  แกขับไปตามทางหลักที่เป็นลูกรังโดยหวังจะให้พ้นๆ จากตรงนั้นไปให้เร็วที่สุด ขับไปสักพักก็ถึงถนนลาดยาง แกอุ่นใจแล้วก็พบปั๊มน้ำมันจึงแวะเข้าไปทันที

ใช้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้น

ที่นั่นแกได้พบกับเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย ที่จอดอยู่ แกถามถึงเส้นทางที่แกเพิ่งผ่านมา โดยไม่ได้บอกว่าเป็นตัวแกที่ขับไปบนเส้นทางนั้น เพราะแกยังอยากรักษาเหลี่ยมอยู่ แกไม่อยากให้ใครมาหยามแกได้

“ลุงรู้มั้ยครับว่า เส้นทางที่ลุงพูดน่ะ โคตรจะหลอนเลย ถ้าไม่จำเป็นผมไม่เคยคิดจะไปทางนั้นเลย ในนั้นมีสุสานเก่าที่แทบจะทิ้งร้างเพราะญาติพี่น้องไม่ไปไหว้ ช่วงเช็งเม้งยังเงียบเป็นเป่าสาก เป็นฮวงซุ้ยเก่าที่น่าจะปิดตัวไปนานแล้วละ” หนุ่มกู้ภัยคนหนึ่งพูดให้ฟัง

“จริงอย่างที่เพื่อนผมบอกครับ ยิ่งถ้าขับลึกเข้าไปอีกจะเจอป่าและมีตึกร้างเก่าอยู่ด้วย ตึกนั้นตัวหลอนเลย เขาว่ามีผีโดดตึกมาโผล่ให้เห็น คนแถวนี้ไม่มีใครกล้าผ่าน ขนาดผมคนพื้นที่ยังรู้สึกหลอนๆ เลย” เพื่อนอีกคนเสริมขึ้นมา

“แต่เขาว่าเป็นทางลัดของหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ใช่เหรอ?” จ่ายมแกล้งพูดพาดพิงถึงผู้โดยสารที่ว่าจ้างเขามาจากกรุงเทพฯ

“มันมีหมู่บ้านที่ไหนกันล่ะลุง ที่นั่นมันเป็นหมู่บ้านร้างมานานแล้ว ก่อนหน้ามีคนคลั่งกราดยิงคนในหมู่บ้านตายเกือบหมด ทำให้ผีชุมจนคนย้ายออกไปหมด นี่ลุงไปเจอมาหรือเปล่าเนี่ย ขนาดคนพื้นที่ฟังแล้วยังสยองที่สุด” หนุ่มกู้ภัยคนแรกพูดไปทำท่าขนลุกไป

“เอ้อ ขอบใจนะ งั้นลุงขับรถกลับกรุงเทพฯ ดีกว่า ไปทางนี้ใช่มั้ย?” จ่ายมถาม และพวกหนุ่มๆ กู้ภัยก็ชี้ทางให้ โดยบอกเพิ่มเติมว่าเลยปั๊มนี้ไปสักนิด จะมีป้ายใหญ่บอกทางกลับกรุงเทพฯ ชัดเจนเป็นช่วงๆ

จ่ายมขึ้นรถแล้วขับออกมา พอเลยหน้าปั๊มมาได้สักนิด แกคิดว่าน่าจะกลับไปขอบคุณพวกกู้ภัย เพื่อเป็นน้ำใจระหว่างกัน พอจะถอยกลับก็พบว่าปั๊มน้ำมันแห่งนั้นเป็นปั๊มร้างไปแล้ว ตอนนั้นแกรีบขับเร็วพอๆ กับนักแข่งรถ

จ่ายมคิดว่า คืนนั้นเป็นคืนซวยของแกแท้ๆ โดนผีหลอกตลอดคืน แต่ก็ยังโชคดีที่เห็นป้ายบอกทางกลับกรุงเทพฯ จริงๆ ไม่โดนหลอก  “เฮ้อ ต่อไปนี้กูคงต้องไปศึกษาเรื่องจีพีเอสให้นำทางบ้างแล้ว เผื่อจะได้ไม่โดนผีหลอกแบบคราวนี้” แกพูดกับตัวเองแบบเซ็งๆ คืนนั้น จ่ายมกลับถึงกรุงเทพฯ โดยปลอดภัย หลังจากนั้นแกก็ซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ โดยระบุว่าต้องมีระบบนำทางจีพีเอส ถ้าไม่มีแกจะไม่ซื้อ  สุดท้ายแกก็ได้โทรศัพท์และเครื่องนำทางสมความตั้งใจ

*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

เรื่องโดย. จุติ จันทร์คณา

ภาพโดย. wgnradio.com, Sun Chua in.pinterest.co, jaminajheelyn.tumblr.com, bloody-disgusting.com, youtube : kokonutfreaks, eyecaresummerville.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •