7 กรกฎาคม 2022
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                พบกับเรื่องที่เราเคยรู้ หรือได้ยินมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นตำนาน เรื่องเล่า ฯลฯ ที่เราคิดว่าไม่น่าจะมีอยู่จริง หรือไม่น่าจะเกิดขึ้นมาก่อนได้ แล้วจู่ๆ มันก็เกิดขึ้นมาให้คนสับสนกับเรื่องราวที่ตั้งใจบอกว่ามันคือเรื่องจริง เป็นความจริง เช่นนั้นจะมีเรื่องอะไรบ้างเรามาดูพร้อมกัน

            1. ฟื้นเพราะแหวน

                เรื่องของคนที่ตายแล้วฟื้น เรามักได้ยินกันบ่อย แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นมาแล้ว 300 กว่าปีก่อน เมื่อ ค.ศ. 1705 หรือ ปีพ.ศ. 2248 ตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายแล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ต่างประเทศกับสตรีนางหนึ่ง เธอเป็นชาวไอริชชื่อว่า มาร์โกรี แมคคอลล์ เธอแต่งงานและได้อาศัยอยู่กับจอห์น แมคคอลล์ สามีของเธอที่มีอาชีพเป็นหมอรักษาคนทั่วไป วันหนึ่งนางมาร์โกรีเกิดป่วยหนัก นัยว่าน่าจะเกิดจากโรคระบาด สามีเป็นหมอก็ไม่อาจช่วยเหลือภรรยาได้ จนเธอได้เสียชีวิตลง เขาได้รีบจัดพิธีศพอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค ศพคนตายจะถูกตกแต่งให้สวยงาม ที่นิ้วของมาร์โกรียังคงสวมแหวนเพชรล้ำค่าไว้วงหนึ่ง สามีของเธอไม่สามารถถอดออกจากนิ้วเธอได้ ด้วยความเร่งรีบต้องจัดการศพที่พร้อมจะแพร่กระจายเชื้อโรคร้าย เขาจึงรีบฝังศพภรรยาพร้อมเงินสดจำนวนหนึ่งกับแหวน เรื่องนี้ได้รู้ถึงหูของขโมย

                เมื่อจัดพิธีฝังเสร็จแล้ว ตกเย็นวันนั้นเอง บรรดาหัวขโมยต่างเข้ามาลักลอบขุดร่างของเธอขึ้นมา ซึ่งก็ไม่มีใครสามารถถอดแหวนออกจากนิ้วเธอได้ ทางเลือกสุดท้ายคือการตัดนิ้วของเธอ ซึ่งทันใดนั้นเอง เลือดของเธอก็ไหล มาร์โกรีตื่นฟื้นขึ้นมาจากความตาย ลุกขึ้นมานั่งตัวตรงและกรีดร้องเสียงดังไปทั่ว เชื่อว่าเจ้าขโมยคงช็อกเสียสติเป็นแน่ บางคนก็ว่าพวกเขาช็อกตายคาที่ บางคนก็ว่าพวกเขาหลบหนีไปอย่างลนลาน และไม่หวนกลับมาขโมยของจากศพอีกเลย

                ส่วนนางมาร์โกรี หลังจากที่เธอฟื้นขึ้นมาก็พยายามปีนออกจากหลุมและกลับไปที่บ้าน ในขณะที่จอห์นสามีของเธอกำลังอยู่ที่บ้านกับลูกๆ เขาได้ยินเสียงเคาะประตู จึงพูดแซวเล่นกับลูกๆ ว่า “ถ้าแม่ของลูกยังมีชีวิตอยู่ พ่อสาบานว่านั่นจะต้องเป็นเสียงเคาะประตูของเธอแน่นอน” แล้วเขาก็เดินไปเปิดประตู และได้พบกับภรรยาที่เพิ่งฝังไปหมาดๆ เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดที่ไหลจากนิ้วที่ถูกขโมยตัดเพื่อเอาแหวนเพชร สามีเธอเห็นเช่นนั้นถึงกับตกใจสุดขีด เขาล้มลงและเสียชีวิตในทันที ร่างของเขาก็ถูกฝังลงในโลงใบเดียวกับที่ฝังภรรยาของเขา

                ต่อมา นางมาร์โกรีก็รักษาตัวจนหายดี เหมือนจะไม่มีโรคกล้ามาเบียดเบียนอีกด้วย เธอกลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติธรรมดาอีกครั้ง เธอแต่งงานใหม่และมีลูกอีกหลายคน จากนั้นเธอก็เสียชีวิต ร่างของเธอก็ถูกนำมาฝังที่สุสานแชงคิล ในเมืองลูร์กาน ประเทศไอร์แลนด์ หินบนหลุมศพของเธอเขียนข้อความเอาไว้ว่า “Lived Once, Buried Twice” หรือ “หนึ่งชีวิต ฝังสองครั้ง” นั่นเอง

                ไม่รู้เหมือนกันว่ามาร์โกรีได้ไปเห็นนรกสวรรค์เหมือนคนที่ตายและฟื้นหรือไม่?

            2. เกาะนี้ไม่เคยมีอยู่จริง??

                เกาะแซนดี้ ได้กลายเป็นเกาะลึกลับที่ถูกบันทึกว่าไม่มีอยู่จริงมานานแล้ว มันเคยถูกบันทึกไว้ว่าตั้งอยู่ระหว่างหมู่เกาะเชสเตอร์ฟิลด์และแนวประการังเนรีอุส ทางตะวันออกของคอรัลซี ประเทศออสเตรเลีย กระทั่งในปี ค.ศ. 1774 คนแรกที่ได้ทำการบันทึกเกาะแซนดี้ไว้ในแผนที่ก็คือกัปตันเจมส์ คุก แล้วในปี ค.ศ. 1876 มีรายงานการพบเห็นเกาะแซนดี้จากเรือล่าปลาวาฬลำหนึ่ง มีการบันทึกเกาะแซนดี้ไว้ในแผนที่ของเยอรมันในปี ค.ศ. 1881 และแผนที่ทหารเรืออังกฤษในปี ค.ศ. 1895 อีกด้วย โดยบริเวณที่ตั้งของเกาะอาจแตกต่างกันเล็กน้อยจากการพบเห็นครั้งแรก

                เกาะแห่งนี้ถูกบันทึกจากคนในหลายประเทศมานานหลายศตวรรษ และปรากฏบนแผนที่มากมาย เรื่องที่น่าแปลกคือ ในเดือนพฤศจิกายนปี 2012 เรือของทางคณะสำรวจชาวออสเตรเลียได้แล่นผ่านเกาะแซนดี้ แต่ว่า ‘มันไม่มีเกาะนี้อยู่จริง’ !! เพราะบริเวณในแผนที่ระบุไว้ว่ามีเกาะตั้งอยู่ แต่กลับไม่พบเกาะสักเกาะเลย มีแต่ความว่างเปล่าเวิ้งว้างในท้องทะเล มันจะเป็นไปได้อย่างไร จึงมีการตรวจสอบความลึกของทะเลในบริเวณนั้น พบว่ามีความลึกไม่น้อยกว่า 1,300 เมตรหรือ 4,300 ฟุต ซึ่งมันไม่เคยตื้นกว่านี้มาก่อน เรื่องนี้ได้เผยแพร่ออกไป ส่งผลให้เกาะแซนดี้ต้องถูกลบออกจากแผนที่หลายแห่งอย่างรวดเร็วตั้งแต่บัดนั้นมา รวมถึงแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้อย่าง National Geographic Society และ Google Maps อีกด้วย

                แผนที่ของ Google ก่อนที่เกาะ Sandy ถูกสำรวจ ยังปรากฏเกาะ Sandy อยู่เลย จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า Google ก๊อปแผนที่ต่อๆ กันมา หรือว่ามีการบันทึกแผนที่จากดาวเทียมจริงจึงเห็นเกาะนี้บนแผนที่ก็เป็นได้ และภาพที่ใช้ Google Earth ค้นหา ตอนนี้เกาะแซนดี้กลายเป็นแค่เส้นขีดวงรีสีเหลืองแค่นั้นเอง หรือคือความผิดพลาดของการทำแผนที่ตั้งแต่เริ่มแรกและคัดลอกกันสืบต่อๆ มาโดยไม่ได้ออกสำรวจ

                ไม่แน่ว่าอาจเป็นไปได้ที่เกาะลึกลับแห่งนี้จะเคยมีอยู่จริง แต่มันได้หายไปแล้ว? หรือสิ่งที่เห็นคือภาพซ้อนของมิติกาลเวลา เรื่องนี้มีข้อให้คิดเยอะจนหาคำอธิบายใดๆ ไม่ได้เสียด้วยสิครับ

            3. สะพานข้ามกรุงลงกา

                เราคงรู้จักเรื่องรามเกียรติ์ และพระรามกันมาแล้ว มีตอนหนึ่งที่พระรามสั่งให้หนุมานสร้างสะพานทอดยาวสู่กรุงลงกา โดยการเขียนชื่อขององค์รามบนก้อนหินนั้น แล้วหินจะลอยน้ำ ถมถนนเพื่อพาทัพของพระรามข้ามไปช่วยนางสีดาได้ เรื่องรามเกียรติ์เป็นการรจนาที่เก่าแก่มาก อยู่ในมหากาพย์ “รามายณะ” ที่เป็นตำนานเล่าสืบต่อกันมายาวนานในหลากหลายพื้นที่ของอินเดีย

                เมื่อวิวัฒนาการก้าวหน้าจึงทำให้พบสะพานของพระรามที่ทอดข้ามไปยังกรุงลงกา หรือก็คือศรีลังกา เมื่อค้นหาจะพบถึงขนาดความกว้างของสะพานที่สามารถพากองทัพข้ามไปได้ แม้แต่นักโบราณคดีก็ยังเชื่อว่ามันถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์มากกว่าที่จะเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ นักโบราณคดีได้วิเคราะห์แล้วทำให้เกิดความมั่นใจมากว่าสะพานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อแสนกว่าปีก่อน (ตรงกับยุคเดียวกับพระรามตามคัมภีร์ปุราณะ) หรืออาจนานถึง 1,750,000 ปี

                ต่อมาได้ทำการสำรวจพบก้อนหินที่ทำสะพานก้นทะเล ที่ประมาณว่าน่าจะเพิ่งมีอายุแค่ 3,500 ปีก่อน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญของโลกที่จะบอกได้ว่า แท้จริงแล้วมนุษย์เกิดมานาน นานเกินกว่าที่คนในยุคนี้จะเชื่อ และเมื่อปี ค.ศ.2001 รัฐบาลอินเดียมีโครงการจะขุดลอกช่องแคบแห่งนี้เพื่อเปิดเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งจะเป็นการทำลายสะพานพระรามได้ ชาวอินเดียที่นับถือศาสนาฮินดูได้คัดค้านและต่อต้านว่านั่นคือการทำลายคุณค่าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์เลยทีเดียว จึงต้องล้มเลิกโครงการนี้ลงไป สะพานนี้มีชื่อเรียกว่าสะพานอดัมส์ มีความยาวถึง30 กิโลเมตร กว้างพอที่ทัพวานรจะข้ามได้อีกด้วย

                นี่คือสิ่งอัศจรรย์และควรยอมรับกันว่าเหนือความคาดหมายและกาลเวลาจริงๆ

            4. ดาวเคราะห์ดวงที่ 10

            สมัยเด็กเรารู้ว่าโลกเป็นหนึ่งในระบบสุริยจักรวาล มีดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 ดวง ต่อมาฝรั่งตัดดาวพลูโต ดาวมฤตยูออกจากสารบบอย่างหน้าตาเฉย นับจากนั้นมาโลกก็เปลี่ยนไป แต่ถ้าว่าตามโหราศาสตร์ก็ยังคงนับให้อยู่ในระบบดาวทั้ง 9 อยู่ เด็กรุ่นใหม่จึงเรียนรู้แค่ว่า ตอนนี้มีดาวเคราะห์ในระบบแค่ 8 ดวงเท่านั้น?? แต่แล้วนักดาราศาสตร์ก็ได้พบดาวเคราะห์ที่อยู่ถัดจากดาวพลูโตออกไป กลายเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 10 ในระบบสุริยจักรวาล ว่าแต่เจ้าดาวดวงนี้มันโผล่มาตอนไหน?

                ดาวนี้มีขนาดใหญ่กว่าดาวพลูโต และมีขนาดใหญ่พอๆ กับโลก มันสามารถดึงดูดหินจากแถบไคเปอร์มาโคจรรอบตัวมันเอง เราจึงไม่สามารถสรุปได้ว่า ระบบสุริยจักรวาลของเรามีดาวเคราะห์กี่ดวงกันแน่? และเมื่อดาวดวงที่10 ปรากฏ จะเกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง มันจะมีบทบาทสำคัญในทางโหราศาสตร์ไหม?

            แล้วพบกันใหม่กับเรื่องสนุกๆ ในโอกาสต่อไป

/

เรื่องโดย. กรุเก่า

ภาพโดย. www.sciencealert.com, www.nbcnews.com, humesbastard.wordpress.com, skift.com, www.cultofweird.com, www.irishnews.com, www.greenholidaytravels.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •