22 เมษายน 2024
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                ก่อนที่ข้าพเจ้าจะจรดปากกาเขียนถึง “เขา” คนนั้น เรื่องราวที่ร้อยเรียงต่อไป ขอน้อมจิตกล่าวคำอโหสิกรรมแก่กันและกัน เนื่องจาก ณ วันนี้ ร่างของเขาได้มอดไหม้ ดิน น้ำ ลม ไฟที่ก่อตัวเป็นร่างกายด้วยธาตุทั้ง 4 ได้คืนสู่พระแม่ธรณีอย่างไม่มีวันหวนกลับ

                ใน 30 กว่าปีก่อนที่ข้าพเจ้าได้มาอาศัยอยู่กับครอบครัวคือคุณพ่อคุณแม่ บ้านของเราปลูกเป็นหลังที่ 2-3 โดยบ้านส่วนใหญ่จะมีเนื้อที่กว้าง มีรั้วรอบขอบชิด ทั้งนี้บ้านที่อยู่ติดกับข้าพเจ้าเป็นอาจารย์ทั้งสามี-ภรรยา แต่ทั้งสองท่านมักมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งด้วยเรื่องเมียหลวงเมียน้อยมาโดยตลอด

                จนกระทั่งต้นปี 40 โรคมะเร็งได้คร่าชีวิตของผู้เป็นสามีไป ฝ่ายภรรยาก็ตรอมใจตายในระยะเวลาที่ไล่เลี่ยกัน เป็นอันปิดฉากของละครในภพมนุษย์ไปอีกฉากหนึ่ง ต่อมาในปี 41 ลูกๆ ของอาจารย์ได้ขายบ้านหลังนี้ต่อ แว่วมาว่าเป็นทหารในค่ายลาดหญ้าที่เกษียณอายุ

                ข้าพเจ้าก็เออนะ ดีใจที่ได้เพื่อนใหม่ เพราะบ้านหลังนี้หลังจากที่ลูกๆ ของอาจารย์ทิ้งร้างไปนาน มันก็ดูจะทรุดโทรม แต่ในทางกลับกัน เพราะตั้งแต่เพื่อนบ้านใหม่หลังนี้ย้ายเข้ามาอยู่ ภายในบ้านของข้าพเจ้ากลับตกเป็นเป้าสายตาของชายวัย 60 ปี และภรรยาใหม่คนที่ 4 ของเขาในวัย 30 ปีต้นๆ มาโดยตลอด

                และคำที่ใช้เจรจาของเขาก็คือค่อนข้างที่จะเรี่ยราดจนเกินไป การพูดจาก้าวล่วงถึงใครคนใดก็ไม่มีความเกรงอกเกรงใจกันเลย ยกตัวอย่างเช่น เมียพูดกับสามีแก่ว่า “เฮ้ย…ตาเฒ่า ข้างบ้านเราที่มันทำงานโรง’บาลน่ะ ผัวมันตายนะ เป็นม่าย แกอย่าเข้าไปคุย ก้อร่อก้อติกกับมันเชียวนะโว้ย ไม่งั้นกูเอาตายทั้งตัวผู้ตัวเมีย”

                นี่ถ้าไม่ได้ยินกับหู ข้าพเจ้าก็คงจะไม่สะอึก พร้อมคิดว่า คนอะไรทำไมถึงดูถูกคนได้มากมายขนาดนี้ ทั้งที่ไม่เคยพูดคุยกัน แล้วภาษาที่ใช้ก็ดูไม่มีสกุลรุนชาติเอาเสียเลย เด็กเสิร์ฟร้านอาหารยังมีสัมมาคารวะเสียมากกว่า ข้าพเจ้าคิด มิหนำซ้ำ สามีย้อนให้ภรรยายังไงทราบไหมคะ “โอ๊ย…ถ้าให้ฟรีๆ กูก็เอา ใครบ้างวะที่ไม่ชอบของฟรี”

                เรื่องหยาบโลนนี้ข้าพเจ้ามิได้เก็บมาเล่าให้มารดาที่อยู่บ้านเป็นประจำฟัง หากเมื่อมีโอกาสก็ถามคุณแม่ว่า ข้างบ้านใหม่นี่เขาเป็นทหารยศอะไร มารดาตอบ “เห็นเขาเรียกกันผู้พัน ผู้พันนะ แม่ค้าในซอยนี้เขาว่าผู้พัน ผู้พันจริงไหมก็ไม่รู้ เห็นด่ากันเก่งจัง พูดคำด่าคำกันทั้งผัวทั้งเมีย! ว่าแล้วก็คิดถึงอาจารย์คนเก่านะ กับครอบครัวเรานี่ คำพูดของแกกับเพื่อนบ้าน เรียกว่าบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น ผิดกับครอบครัวนี้ราวฟ้ากับดิน”

                และหลังจากที่มีการต่อเติมบ้าน ข้าพเจ้าออกเวรมา ดึกๆ บางทีต้องต่อเวรเช้าคือ 8.00 น. อ้าว…ตี 5 ครึ่งเสียงตอกโป๊กๆ เสียงตัดกระเบื้องจี๊ดๆ ดังอีกแล้ว ตอนนั้นลูกของเราก็ยังกำลังกินกำลังนอนก็ต้องลุกตื่น ข้าพเจ้าก็บอกลูกๆ ไป “ช่างเขารีบ เขาอยากได้เงินน่ะลูก เราต้องเห็นใจเขา เดี๋ยวก็เสร็จ”

                แต่ผ่านไปหลายเดือนก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะต่อเติมเสร็จ เหตุก็เพราะเจ้าของบ้านเขาชอบดื่ม เช้ามาดื่มไปทำงานกันไป งานมันก็ได้ไม่มาก ช่างหลายคนก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันหลายชุด ครั้นเมื่อถูกถามว่าทำไมยังทำบ้านไม่เสร็จเสียที โดยบ้านที่อยู่ติดกันอีกฝั่งซักถาม เพราะคุณเริ่มทำงานตั้งแต่ฟ้าสาง แล้วสรวลเสเฮฮาจวบจนสองทุ่มกว่าจะเก็บเครื่องมือ แล้วก็นั่งดื่มกันต่ออีก เป็นใครก็อดที่จะหมั่นไส้ไม่ได้

                แต่คำตอบของเขานั้น “ทำไมวะ บ้านของกู กูจะต่อเติมตกแต่งไม่ได้บ้างรึไง มันหนักหัวใคร กูถามหน่อย อิจฉาล่ะไม่ว่า อีโธ่เว้ย” ฝ่ายเมียหรือก็ไม่น้อยหน้าผัว “ก็คนมันตอแหล พ่อจะไปสนใจอะไรกับมัน บ้านเราเราอยู่ กูกินข้าวหม้อของกู อย่าให้กูรู้นะว่าใครมาเสือกกับเรื่องต่อเติมบ้านของกูอีก แม่จะด่าจนฟ้าสางตะวันขึ้นเชียว”

                จากนั้นทั้งฝั่งข้าพเจ้า และบ้านที่ค้าขายที่อยู่ขนาบข้างบ้านเจ้าผู้พันคนนี้ก็ไม่มีใครอยากเข้าไปพูดคุยกับเขาเลย ทั้งสองคนผัวเมียนั่นล่ะ เพราะพูดคำด่าคำ คงมีแต่แม่ค้าหัวซอยเท่านั้นที่ต้องพูดด้วย แล้ววันหนึ่งแม่ค้าก็เล่าให้ข้าพเจ้าฟังถึงสามี-ภรรยาคู่นี้ว่า

                “โธ่คุณ…มันเป็นผู้พงผู้พันบ้าอะไร เห็นไม่กี่วันนี้มันมาซื้อของทั้งผัวทั้งเมีย พอดีมีโทรศัพท์เข้า เมียรับบอก อ้อ…จ่าก็อยู่นี่ อยู่ด้วยกันนี่ล่ะ จะพูดด้วยไหม มันไม่ใช่นายทหารหรอกน้าว่า เพราะนายทหารส่วนใหญ่ที่เห็น การพูดจาเขามีสัมมาคารวะมากกว่านี้นะ ไม่ปากพล่อย พูดจาหยาบโลนเหมือนไอ้หมอนี่หรอก เพราะมันมาซื้อของทีไร กับเมียมันก็พูดกันแต่เรื่องใต้สะดืออยู่ตลอด”

                ข้าพเจ้าฟังแล้วก็ผ่านเลยไป ลืม แต่ในขณะเดียวกันก็ได้แต่ตักเตือนบุคคลในครอบครัวว่าให้หนักนิดเบาหน่อย เราต้องอดทน เพราะเราต้องอยู่ร่วมกันอีกนาน และขณะเดียวกันก็คิดในใจว่า เรานี่ช่างทำบุญมาไม่ดีเอาเสียเลย ได้มาอยู่กับคนที่เสียงดัง นึกอยากจะพูดคำหยาบคายอะไรก็พูดออกมา

                จากนั้นก็มีเหตุการณ์อีก คือปกติข้าพเจ้าอยู่เวรบ่าย คือเข้า 16.00 น. ออก 24.00 น. ก็จะให้เด็กขับรถโรงพยาบาลมาส่ง (แต่จะเป็นส่วนที่น้อยวันมาก เดือนหนึ่งจะมีสัก 3-4 วัน หรือบางเดือนก็จะขอแลกเวรเพื่อนร่วมงานจากบ่ายเป็นดึก คือออกเวร 8.00 น. เช้าของอีกวันเลยทีเดียว) คราวนี้เมื่ออยู่ใกล้กันนานวันเข้า ก็ถูกแขวะด้วยเสียงดังจนได้ยิน

                “ไหนใครว่ามันไม่มีผัวไง” เมียเป็นฝ่ายเริ่ม “เรื่องของเขา” ผัวว่า “โถ…เอาไม่เอาใคร มาเอาไอ้คนขับรถ ทำตัว แหม…กูเห็นกว่าจะแยกลงจากรถได้ก็ตั้งนานสองนาน ไม่รู้จะสั่งเสียอะไรกันนักหนา” “ก็คงข้าวใหม่ปลามันกระมัง” ผัวพูดเสริม หัวเราะร่วน เสมือนการนินทาเป็นเรื่องปกติ

                จนมารดาของข้าพเจ้าเอ่ยปาก “เอ๊ะ…เขาพูดดังๆ นี่ว่าใครน่ะลูก” ก็ตอบไปว่าไม่รู้ เพราะไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่หลังจากนั้นไม่นาน แม่ค้าร้านหัวซอยที่เป็นคนเก่าแก่ก็เล่าให้ข้าพเจ้าฟัง “คุณต้องเอาเรื่องมันแล้ว ปากมันเปราะทั้งผัวทั้งเมีย เนี่ย มาเล่าให้ที่ร้านค้าฟังเป็นฉากๆ”

                แล้วน้าแกก็อธิบายว่า เขาเล่าว่าข้าพเจ้าไปนั่งกอดจูบกับคนขับรถ จนวันหนึ่งเมื่อสบโอกาสก็ถามตรงๆ เลยว่า “ครอบครัวเราไปทำอะไรให้คุณ ถึงได้จ้องทำลายกันทั้งที่ไม่เคยได้พูดคุย รู้จักนิสัยใจคอกันเลย คุณทำอย่างนี้ บ้านเมืองมีกฎหมายนะ ไม่ใช่นึกจะหาเรื่องใส่ร้ายใครก็ทำกันได้ตลอดเวลา” …และเมื่อเห็นทั้งสองนิ่ง ข้าพเจ้าก็เงียบ เพราะคิดว่าเขาอาจจะคิดได้ในเวลาต่อมา

                เพราะที่ข้าพเจ้ากล้าพูด ตลอดเวลาคนในหมู่บ้านไม่มีใครเกลียดเรา เพราะเราไม่เคยยุ่งวุ่นวายกับใคร ใครมาขอความช่วยเหลือก็ให้ไป ได้คืนบ้างไม่ได้บ้างก็ถือว่าเขายังไม่มี ปล่อย ไม่เคยติดใจ แม้เจอกันก็ยกมือไหว้ด้วยใจที่บริสุทธิ์ ใครที่ถูกข้าพเจ้า “ด่า” นั้นซวย ส่วนเพื่อนฝูงในที่ทำงานนั้น เมื่ออยู่ห้องผ่าตัดก็ต้องมีกระทบกระเทียบกันบ้าง เนื่องจากต้องการให้ผู้ป่วยรอด จบเคสแล้วก็มานั่งกินข้าวของโรงพยาบาลร่วมกันต่อ ชีวิตเราดำเนินอยู่อย่างนี้มาเป็น 10 ปี แล้วจู่ๆ มีใครมาด่าเรา มาวุ่นวายกับชีวิตเราโดยที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ มันน่าให้จ้องตาถามไถ่ไหมล่ะ?

                หากเรื่องราวก็ไม่ยุติลงค่ะ หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็โดนบัตรสนเท่ห์ไปที่โรงพยาบาลบ้าง มีข้อความติดด่าที่หน้าบ้านบ้าง และลามมาถึงโรงพิมพ์บงกช ในทำนองว่าคนนั้นคนนี้ขอเป็นสามีข้าพเจ้า ฯลฯ ซึ่งตอนนั้นข้าพเจ้าไตร่ตรองแล้ว เรากำลังต่อสู้กับจำพวกบัวใต้น้ำนะ บัวที่อยู่กับเศษสวะ อยู่กับเศษอาหาร กุ้งหอยปูปลา จมดิ่ง ณ ห้วยหนองคลองบึง อย่าไปแลกกับมันด้วยทางโลกเลย ลองเอาอาหารทางธรรมเข้าแลกจะดีกว่า

                ก็เลยเริ่มสวดมนต์แผ่เมตตาให้กับสามี-ภรรยาคู่นี้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ ขอให้เขาทั้งสองมีแต่ความสุข ปราศจากความทุกข์ เอาอารมณ์ฝ่ายดีเป็นที่ตั้ง เนื่องจากเราอาจเป็นคู่กรรม คู่จองเวรแต่ชาติปางไหนก็เป็นได้ แล้วเกิดตามมาทันเพื่อใช้เวรต่อกันในชาตินี้

                ฉันขออโหสิกรรมแก่คุณสองคนก็แล้วกัน พร้อมขอให้คุณทั้งสองจงมีจิตใจที่อ่อนโยนลงด้วยแรงพระธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ขอเวรที่เรามีต่อกันจงขาดกันทุกครั้งที่ฉันสวดมนต์แผ่เมตตาให้คุณก็แล้วกันนะ สาธุ ฉันได้อธิษฐานให้แก่เพื่อนบ้านคู่นี้อยู่นานหลายปี จนลูกเราโต เรียนจบ แม้มีเหตุที่กระทบใจกันบ้าง ฉันก็นิ่งเฉย ไม่แลกไม่เอา ไม่เช่นนั้นการขออโหสิกรรมของฉันตั้งแต่เริ่มต้นที่ทำไปก็เปล่าประโยชน์น่ะสิ ถ้าเราเอาไปแลกกับคำพูดที่มีแต่ลมปากเพียงชั่ววูบ!

                และช่วงที่ครอบครัวของเราเริ่มจะดีขึ้น เนื่องจากลูกๆ ก็มีงานทำ แต่ครอบครัวของเขากลับแย่ลง ท่านผู้อ่านคะ ดิฉันไม่เคยคิดที่จะสาปแช่งคน แต่สุดท้ายแล้วกรรมก็วกมาที่ตัวเขา โดยเริ่มจาก…ลูกชายของเขาที่เกิดจากภรรยาคนแรกได้เสียชีวิตลง (ถูกยิง) ฝ่ายเมียก็ได้หอบลูกมาอยู่กับพ่อสามี คราวนี้เรื่องราวก็อลวนน่ะสิคะ เพราะภรรยาคนปัจจุบันของเขานั้นขี้หึง และการพูดจาก็แย่มาก

                ดังที่เล่ากล่าว จนมาวันหนึ่งก็ทะเลาะกันกับลูกสะใภ้ เธออ้างว่าลูกสะใภ้จะเอาพ่อสามีทำผัวต่อ แต่เธอก็ไปเจอกับลูกสะใภ้ที่พอๆ กัน เรียกว่าเรื่องด่าทอมีให้ได้ยินในทุกครั้งที่ข้าพเจ้ากลับบ้าน หนักเข้าพ่อผัวก็เอาแต่ดื่ม ดื่มจนน็อคเข้าโรงพยาบาลหลายครั้ง

                ข้าพเจ้าเมื่อทราบก็ลงมาดูที่ห้องฉุกเฉิน พอปั๊มหัวใจ ฉีดกลูโคลสเข้าเส้นเลือดดำ รุ่งขึ้นให้น้ำเกลืออีกขวด กลับบ้านแล้วก็เมาต่อ เป็นอยู่อย่างนี้จนเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลบอก (สัพยอก) “ลุง ลุงนี่เมาไม่จริงนะ คนที่น็อคจริงๆ เขาจะหยิบขวดผิดกัน คือตั้งใจจะหยิบขวดเหล้า แต่กลายเป็นแลนเนต ยาฆ่าหญ้าแทน”

                เป็นคำพูดที่กล่าวทีเล่นทีจริงในยามที่เขามีสติเพื่อให้ใจสว่าง (แล้วจำพวกที่ชอบฆ่าตัวตายนี่ ทางเจ้าหน้าที่จะเกลียดมาก คือครั้งที่ 1,2 พออนุโลม แต่พอครั้งที่ 3 แล้วก็ไม่มีใครอยากล้างท้องให้แล้ว มันไม่ใช่อุบัติเหตุโดยฉุกเฉินนะคะ แต่เขาอยากตาย พอดื่มยาครั้งที่ 3,4 นี่ไม่มีใครอยากช่วยเหลือแล้ว ขอโปรดอ่านดูนะคะ ผู้ที่คิดทำร้ายตนเองควรไตร่ตรอง)

                วกเข้าเรื่องต่อ ครั้นเมื่อดื่มหนักเข้า เส้นเลือดในสมองเกิดแตก ทำให้เขาเป็นอัมพาตไปครึ่งตัว คือซีกหนึ่งแขนขาข้างที่เป็นอัมพาตก็ไม่มีเรี่ยวแรง แถมปากก็เบี้ยว การพูดจาก็ไม่ได้ใจความ ส่วนเมียนั้นเมื่อเห็นสามีป่วย ก็แทนที่จะเลิกดื่ม เธอกลับดื่มยั่วน้ำลายสามีทุกเช้า-เย็น ข้างผัวก็ทำอะไรได้ไม่ถนัด ใช้มืออีกข้างที่หยิบฉวยข้าวของได้ก็ขว้างปา

                ทุกข์ทั้งหลายมาตกที่ลูกสะใภ้และหลานๆ ต้องมาคอยเก็บกวาดและเป็นที่รองรับอารมณ์ของปูและย่า (เลี้ยง) สุดท้ายแม่ๆ ลูกๆ ก็พากันกลับบ้านนอกที่ จ.อุบลราชธานี คราวนี้เหลือกันอยู่สองคน ฟากเมียก็ชอบทิ้งสามีแล้วออกไปหาดื่มนอกบ้าน สุดท้ายก็หอบข้าวของมีค่าตามคนขับรถสิบล้อไป

                เพราะเธอคิดเสียว่าลูกเต้าก็ไม่ได้มีด้วยกัน อยู่ไปก็เท่านั้น แถมอายุก็น้อยกว่าเกือบ 2 รอบ เธอพูดฝากไว้อย่างนี้จริงๆ กับสามีเฒ่า แล้วคนเรานะคะ ลำพังถ้าไม่พิการ ถ้าตรอมใจคิดมากในเรื่องใดๆ ก็มักจะกินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่แล้ว แล้วเขาก็นอนหลับไปเฉยๆ กว่าจะมีคนไปพบศพ กลิ่นเน่าก็โชยมาจากบ้าน โดยศพได้นอนจมอยู่กับกองอุจจาระ หนอนไต่ยั้วเยี้ย (เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 3 วัน)

                เจ้าหน้าที่มูลนิธิถึงกับอาเจียนกันหลายนาย ที่ข้าพเจ้าเขียนถึงเพื่อให้ปลงในสังขาร เพราะสังขารในกายเรานั้นไม่เที่ยง ไม่จีรังยั่งยืน สมัยที่เขายังแข็งแรงดีนั้น เช้าเย็นก็ยืนด่าต้นหมากรากไม้ แล้วแวะเวียนมาที่ตัวข้าพเจ้าบ้าง หรือไม่ก็มารดาข้าพเจ้า หาว่าเย่อหยิ่งบ้างล่ะ มีจิตอิจฉาริษยาที่เขาต่อเติมบ้าน ทาสีสวยๆ บ้างล่ะ ตอนนั้นข้าพเจ้ารู้ได้ทันที คนคนนี้ไม่เคยปฏิบัติธรรม

                แม้แต่การไปวัดทำบุญ ก็เพื่อไปอวดวัตถุแก้วแหวนเงินทอง รถรา ใครจะมีราคามากกว่ากัน มากกว่าที่จะมองให้เห็นถึงสัจธรรมในชีวิตอันมีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่รอเราอยู่ในที่สุด…ชีวิตเกิดมาได้ 1 ครั้งเท่านั้น ถ้าดำเนินชีวิตพลาดโดยขาดการแก้ไขแล้ว ก็ถือว่าเกิดมาเสียเปล่า เสียดายเวลาที่เกิดมาในชาติหนึ่งๆ โดยไม่มีความดีติดตัวไปเลย

                งานศพของเขามีแต่ญาติพี่น้องที่มาเผา นับได้ไม่เกิน 30 คน (รวมถึงตัวข้าพเจ้าด้วย) ผิดกับงานศพของข้าราชการทั่วไปนะคะ ทั้งที่ศพตั้งไว้นานถึง 7 วัน โดยภรรยาแรกที่ถือใบทะเบียนสมรสเป็นเจ้าภาพ ครั้นเมื่อใกล้ถึงเวลาจุดไฟเผา ภรรยาคนแรกได้กล่าว เมื่อทราบว่าบ้านข้าพเจ้าอยู่ติดกับคนตาย

                “เขาทำกับคนไว้มาก สมัยที่อยู่กันในค่ายก็ทำคนไว้เยอะ เกเรทั้งเพื่อน โกงทั้งเงิน อีกลูกเมียใครก็ไม่ละเว้น เรียกว่าเอาดะ เมียคนที่ 4 ของเขาก็เด็กร้านอาหารหลังค่ายนี่ล่ะ เมื่อเลิกไม่ได้ ฉันก็ให้เขาย้ายออกไปอยู่ด้วยกัน เชิดเงินหลังเกษียณไปเกลี้ยง ฉันก็ไม่ว่าอะไร คิดอย่างเดียวถ้าเป็นศพมาให้เผา ฉันก็เผา แล้วยังยศอะไรก็ไม่ใช่นายพันหรอกค่ะ ตายแค่จ่าสิบเอกเท่านั้น”

                “แต่ที่เขาชอบหลอกคนก็มักถ่ายรูปติดมงกุฏติดดาวว่าเป็นยศพันโท คนในนี้โดนไปเยอะเหมือนกัน พอรู้ข่าวว่าตาย แทนที่เขาจะบอกกับฉันว่า เออ…อโหสิกรรมให้ก็แล้วกันนะ ฝากบอกศพด้วย แต่นี่ไม่พูดถึงเลย คนที่ปากจัดหน่อยเขาก็พูดสมน้ำหน้าให้ตรงๆ แล้วบ้านหลังใหม่ที่ซื้ออยู่กับเมียน้อยน่ะ…ก็เงินโกงแชร์ โกงเงินกู้เขาเสียส่วนใหญ่ ชีวิตนะชีวิต ตายแล้วยังไม่วายที่จะโดนเขาสาปแช่งแทนคำอโหสิกรรม บาปแค่ไหนล่ะคุณเอ๋ย”

                ภรรยาหลวงกล่าวจบก็เลี่ยงไปทอดผ้าบังสุกุลตามคำประกาศ ในเย็นนั้นพิธีกรรมต่างๆ ผ่านไปอย่างเรียบง่ายและรวดเร็ว เสมือนร่างที่อยู่ในเตาไม่ควรค่าน่าจดจำ ข้าพเจ้าเพ่งมองกลุ่มควันที่พวยพุ่งสู่ท้องฟ้า ดวงวิญญาณจะขึ้นสู่สรวงสวรรค์หรือดิ่งลงอเวจี ก็ถือว่าเป็นบุญหรือกรรมจะนำพา ไม่มีใครช่วยได้ หมดเวลาและโอกาส

                ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่จึงสำคัญนัก พระท่านว่าไว้ จะทำให้มีคุณค่าหรือสิ้นคุณค่า ทำได้ เป็นไปได้ด้วยตัวเราทั้งนั้น ที่ให้ผู้ระลึกในคุณงามความดีตอนจากไป หรือจะให้ผู้คนก่นนินทาก็เลือกเอา เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกคนทุกร่างก็ต้องคืนให้เขาหมด กลายเป็นเถ้าถ่านธุลีดิน

                คน 100 คน จะมีชีวิตอยู่ถึง 100 ปีสักกี่คนเล่า สุดท้ายก็ต้องตายนะ และก่อนตายเอาไปได้ไหม ลูก สามี ภรรยา เงินสด บ้านช่องใหญ่โต คนที่รัก คนที่เกลียด ทุกอย่างต้องจากเราไปใช่ไหม เชื่อหรือไม่ ความทุกข์ความสุขล้วนมาทดสอบเราทั้งนั้น ว่าเราจะยึดติดกับสิ่งใดมากหรือน้อย

                กิเลสมันหาช่องทางเข้าสู่จิตเราเสมอๆ นะ และถ้าหาทางออกไม่ได้จนถึงขั้นที่ทำร้ายตนเอง ต่างก็ลงความเห็นว่าเป็นกรรมเก่า แท้แล้วไม่ใช่นะ เราก้าวข้ามกองทุกข์ในขณะนั้นๆ ไม่ได้ต่างหาก อย่าโทษถึงกรรมเก่าเลย ลองมองที่ตัวกิเลสแล้วสู้กับมันจะดีกว่า เพื่อที่จะได้คลายความยึดมั่นในตัวตน ก็ตัวเรานี่แหละใช่ตัวใคร

*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

เรื่องโดย. ประทุมทิพย์

ภาพโดย. Ai


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •