2 ธันวาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                Hospital Beelitz Heilstätten คือโรงพยาบาลสยองที่ในอดีต อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เคยถูกนำตัวมารักษาที่นี่ หลังจากได้รับบาดเจ็บในสงครามแม่น้ำซอมม์ (Somme) ปัจจุบันกลายเป็นโรงพยาบาลที่ถูกปล่อยให้รกร้างไร้ซึ่งการดูแล จากที่เคยดูแลรักษาผู้ป่วย กลับกลายมาเป็นสถานที่สร้างความหลอน และยังคงกล่าวขานถึงความน่ากลัว เสียงหวีดร้องที่ดังก้องออกมาจากโรงพยาบาลแห่งนี้

                เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม เว็บไซต์ Dailymail ได้เปิดเผยแฟ้มภาพของโรงพยาบาลร้าง Beelitz-Heilstätten ในกรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของประเทศเยอรมนีที่ถูกก่อตั้งมาตั้งแต่เมื่อปี 1898 สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่พักพิงและรักษาตัวของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีผู้เหี้ยมโหดเมื่อปี 1916 ในตอนนั้นฮิตเลอร์ได้รับบาดแผลจากสงครามแม่น้ำซอมม์ (เป็นสงครามที่ทำให้ผู้คนล้มตายหลายแสนคนภายในวันเดียว)

                โรงพยาบาล Beelitz Heilstätten เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้นำเผด็จการเพื่อฟื้นฟูอาการบาดเจ็บของเขา แต่หลังจากที่สงครามสงบลง โรงพยาบาลแห่งนี้ก็ยังคงดำเนินการรักษาผู้คนมาเรื่อย แต่กลับมาถูกทิ้งร้างเมื่อถึงช่วงยุคปี 90 ที่ผ่านมา

                โถงทางเดินที่เคยมีหมอและพยาบาลเดินกันให้วุ่น บัดนี้เหลือเพียงทางเดินที่เต็มไปด้วยเศษหิน เศษทราย ชวนวังเวง เตียง ประตู หน้าต่าง เต็มไปด้วยสนิม ตามกำแพงมีแต่ภาพกราฟฟิตี้เลอะเทอะเต็มไปหมด แถมกลิ่นของยาฆ่าเชื้อก็ยังคงตลบอบอวลอยู่ในห้องผ่าตัด

                ดังได้กล่าวมาแล้วว่า เบลิทซ์เป็นอาณาเขตของโรงพยาบาลทหารขนาดใหญ่ที่ถูกทิ้งร้างไปแล้วในปัจจุบัน ซึ่งเก็บงำความลี้ลับ ความหลอน และความสยองขวัญไว้ภายใน เพื่อให้ได้ทราบกันว่าชะตากรรมข้างหน้าของมันจะเป็นอย่างไร

                ต่อไปนี้เป็นคำบอกเล่าของผู้ที่เข้าไปเผชิญกับความสยองขวัญของโรงพยาบาลแห่งนี้ เขาบอกว่าเมื่อเหยียบย่างเข้าไปในเขตโรงพยาบาลร้างแห่งนี้ ก็ต้องเผชิญกับแมลงวันฝูงใหญ่แตกฮือออกมาต้อนรับจากทุกทิศทาง ส่งเสียงหึ่งๆ ดังกระหึ่ม พุ่งเป็นกลุ่มใหญ่เข้ามาตอมใบหน้า ชอนไชบริเวณดวงตา เกาะตามปากเขาอย่างมุ่งร้าย มีท่าทีราวกับว่าต้องการปกปักรักษาความลับในอดีตไว้ไม่ให้แพร่งพรายออกไป

                เขาเล่าว่าได้พยายามปัดฝูงแมลงวันเหล่านั้นออกจากร่าง แล้วเดินรุดหน้าต่อไปตามเฉลียงทางเดินที่พื้นแตกสะเก็ด ที่ซึ่งมีแสงสว่างจากแสงแดดเล็ดลอดเข้ามากระทบพื้น กรอบหน้าต่างของเฉลียงนั้นยังดูมั่นคง และกระจกหน้าต่างยังอยู่ในสภาพเรียบร้อย หลังจากนั้นก็พาตัวเลี่ยงพ้นจากแมลงวันฝูงใหญ่นั้นมาได้ เขาบอกว่าแมลงวันเหล่านี้ไม่ใช่แมลงวันธรรมดาทั่วไป หากทว่ามันเป็นแมลงวันผีที่อาศัยเกาะกินเศษซากเนื้อคนไข้ที่ถูกตัดออกมาทิ้ง เมื่อเห็นใครเหยียบย่างเข้าไป ก็คิดว่าเป็นชิ้นเนื้อใหม่เข้าไปให้มันเกาะกินเป็นอาหาร

                หากไม่รีบเลี่ยงออกไปให้พ้นอาจถูกมันเกาะ กัด และชอนไชเข้ากินเนื้อเยื่อภายใน จนอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ เขาบอกว่า บางคนว่าไปถึงว่า มันเป็นแมลงวันปีศาจ เป็นแมลง “องครักษ์พิทักษ์ฮิตเลอร์” (Hitler’s henchflflies) ทำหน้าที่รักษาประตูที่จะเข้าไปยังพื้นที่ที่ต้องการเก็บรักษาไว้เป็นความลับสูงสุด เขาบอกว่าเคยได้รับคำบอกเล่าว่า บางครั้ง ท่ามกลางเสียงหึ่งกระหึ่มของฝูงแมลงวันผีสิงเหล่านี้ ยังได้ยินเสียงคำรามลั่นของฮิตเลอร์ออกมา ด้วยคำสุดฮิตว่า “ไฮ ฮิตเลอร์” เหมือนสมัยที่ฮิตเลอร์ยังมีชีวิตอยู่

                เขาบอกว่า ไม่ว่าแมลงวันผีเหล่านั้นจะต้องการรักษาความสงบของมันไว้อย่างไร หรือว่าจะรักษาความลับของนาซี อย่างไรก็ตามเขาต้องเข้าไปสัมผัสกับความสยองขวัญภายในโรงพยาบาลนี้ให้ได้ จึงรวบรวมสมาธิและพลังทั้งหมดปัดแมลงวันเหล่านั้นออกไปจากร่างกายจนหมด แล้วรีบรุดเดินหน้าต่อไปด้วยการพุ่งไปข้างหน้า พร้อมกับปัดตามเนื้อตัวอย่างรุนแรงจนพวกมันหยุดรุมล้อมตัวเขา และหันไปเกาะกินสิ่งที่เป็นอาหารได้ตามพื้นเฉลียงต่อไป

                เมื่อเขารุดหน้าต่อไปอย่างรีบร้อน เพราะคิดว่ายังมีสิ่งที่น่าสนใจรอดูอยู่ข้างหน้าอีกไม่น้อย ระหว่างนั้นก็ได้กลิ่นเหม็นคละคลุ้งเข้ามาเตะจมูก เป็นกลิ่นของน้ำยาฆ่าเชื้อที่ยังคงความฉุนอยู่เหมือนเดิมที่คละคลุ้งอยู่ในห้องผ่าตัด ที่แผ่ซ่านออกมาคละคลุ้งอยู่ในเฉลียงทางเดินนั้น เขาแปลกใจอยู่เหมือนกันว่าโรงพยาบาลนี้ถูกทิ้งร้าง ไม่มีการรักษาพยาบาลใดๆมานานแล้ว เหตุใดกลิ่นยาฆ่าเชื้อจึงยังคงส่งกลิ่นเหม็นฉุนอยู่ ราวกับเพิ่งเปิดออกจากขวดมาใช้ใหม่ๆ

                เรื่องนี้คนที่เคยผ่านเข้ามาในนี้ บอกว่าน้ำยาฆ่าเชื้อที่เปิดใช้งานมานับสิบปีแล้วจะหมดฤทธิ์หมดกลิ่นไปนานแล้ว กลิ่นที่เขาได้สูดดมอยู่นั้น จึงไม่ใช่อะไรที่มากไปกว่าอำนาจลี้ลับทำให้เกิดกลิ่นขึ้นเพื่อต้อนรับเขา และอำนาจลี้ลับที่ว่า ถ้าไม่ใช่ภูตผีปีศาจที่ครอบครองพื้นที่บริเวณนั้นอยู่แล้วจะเรียกอะไร

                เมื่อเดินต่อไปเรื่อยๆ แผ่นกระเบื้องที่ปูเฉลียงทางเดินในโรงพยาบาลที่ฝุ่นละอองจับเขลอะ ตลอดจนผนังกำแพงสองข้างที่แตกสะเก็ดหลุดล่อน เริ่มดูเรียบร้อยและงดงามขึ้นอย่างประหลาด

                จนกระทั่งในที่สุดทำให้ดูคล้ายกับว่า ทุกอย่างกลับมาดูสะอาดเรียบร้อยสวยงามเหมือนเมื่อครั้งที่มันยังอยู่ในสภาพดี ซึ่งใช้ในการรักษาพยาบาลคนไข้ในอดีต ทำให้เขาแปลกใจไม่หาย เพราะมองๆ ไปทางไหนก็มีแต่ภาพที่ดูเหมือนอยู่ในโรงพยาบาลชั้นหนึ่งที่มีมาตรฐานสูง และมีการดูแลรักษาความสะอาดอย่างดี

                โรงพยาบาลเบลิทซ์นั้นเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีอาคารขนาดใหญ่อยู่ถึง 60 แห่ง บางแห่งก็ยังคงได้รับการซ่อมบำรุงอย่างดี หากทว่าอาคารที่เหลือส่วนใหญ่นั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมไปมากแล้ว เข้าใจว่าคงไม่มีงบประมาณมาใช้ในการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดีดังเดิม และคงไม่มีอะไรที่ทำให้คนเห็นประโยชน์ขึ้นมา หากมาทำการปฏิสังขรณ์มันขึ้นมาใหม่อีก

                ความน่าสนใจเริ่มขึ้นเมื่อฮิตเลอร์ได้มาเป็นคนไข้คนหนึ่ง ในจำนวนคนไข้ทั้งหมดจำนวน 12,586 คนที่เข้ามารับการรักษาในช่วงสงคราม ช่วงเวลานั้น ฮิตเลอร์เป็นเพียงคนไข้ซอมซ่อที่ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณสะโพก หลังจากขว้างปาระเบิดแบบประมาทเลินเล่อใส่ข้าศึกในการรบที่ซอมม์ และถูกส่งมารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลหรูแห่งนี้ และพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลนี้เป็นเวลานานสองเดือน แต่ไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร เขาก็ไม่เคยรู้สึกผิดหวังใดๆ แม้กระทั่งถูกล้อเลียนเป็นตัวตลกจากการที่เขาพูดเยอรมันสำเนียงออสเตรีย เห็นเป็นเรื่องขันกันทั้งโรงพยาบาล เหมือนคนใต้พูดภาษากลางสำเนียงทองแดง แล้วถูกนำไปล้อเลียนประมาณนั้น แต่ฮิตเลอร์ก็ไม่ได้แสดงอาการฉุนเฉียวใดๆ ให้เห็น

                ต่อมาเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ถูกเกณฑ์ให้เป็นโรงพยาลสำหรับรักษาทหารบาดเจ็บจากการสู้รบ ในตอนนี้ฮิตเลอร์ก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่แล้ว และมีส่วนในการจัดส่งคนไข้กลับไปรักษาในโรงพยาบาลที่เขาเคยผ่านมาก่อนจากการรักษาอาการบาดเจ็บสะโพก

                เมื่อสงครามยุติ รัสเซียเข้ามายึดครองดินแดนส่วนหนึ่งของเยอรมัน และโรงพยาบาลเบลิทซ์ก็ตกอยู่ในกำมือของรัสเซีย และเช่นเคย กองทัพแดงจะยึดครองทุกสิ่งทุกอย่างที่ยึดครองได้ไว้ ทำให้โรงพยาบาลเบลิทซ์กลายเป็นโรงพยาบาลทหารของโซเวียตที่ใหญ่ที่สุดนอกสหภาพโซเวียต ซึ่งได้ครอบครองไว้จนกระทั่งปี1994 จึงได้ถอนตัวออกไป

                หลังจากนั้น โรงพยาบาลเบลิทซ์จึงหมดความสำคัญไปในทุกด้าน และนักลงทุนเอกชนได้เข้ามาบริหารจัดการต่อในปี 2001 จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้ถูกเปลี่ยนมาอยู่ในการดูแลของคณะบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ทำการปฏิสังขรณ์อาคารทรุดโทรมในโรงพยาบาลซึ่งมีสภาพย่ำแย่สุดๆ

                จนในเดือนกรกฎาคม 2008 ก็ได้เกิดอาเพศเหตุประหลาดขึ้นที่นี่ เมื่ออันจา นางแบบสาววัยยี่สิบปีถูกทุบตีด้วยกระทะทอดอาหารในครัว แล้วถูกรัดคอจนสิ้นใจตายโดยช่างภาพขมังเวทย์ จากนั้นก็ทำการร่วมเพศกับศพสาวนางแบบ เขาบอกในภายหลังว่าเขาไม่อยากทำเช่นนั้น แต่ก็ถูกอำนาจลึกลับเข้าครอบงำจนไม่อาจควบคุมตัวเองได้

                ทนายจำเลยเปิดเผยว่าเขาตกอยู่ใต้อำนาจลึกลับจาก “ปีศาจแห่งเบลิทซ์” (Beast of the Belitz) จนควบคุมตนเองไม่ได้มาสองสามปีแล้ว ระหว่างปี 1989-1991 เขาได้สังหารสตรีมาแล้วห้าคน กับเด็กคนหนึ่ง โดยใช้มีดที่เปลี่ยนไปแต่ละครั้ง แต่ทุกครั้งก็ได้มีการล่วงเกินทางเพศแก่ศพทุกครั้ง นอกจากนั้นเขายังได้ทำร้ายผู้หญิงคนหนึ่งและปล่อยให้นอนบาดเจ็บสาหัสอยู่อย่างนั้น และอีกสองรายเป็นเด็กอายุ 12 ปี และได้ล่วงเกินทางเพศเกือบทุกราย

                ฆาตกรวิปริตรายนั้นชื่อนายโวลฟกาง ชมิดท์ เป็นอดีตตำรวจ เหยื่ออีกรายหนึ่งเป็นภรรยาของหมอโซเวียต ประจำโรงพยาบาลเบลิทซ์นั่นเอง ด้วยการใช้บราเซียอุดปากไม่ให้ร้อง จากนั้นใช้เชือกรัดคอจนหมดลม ก่อนที่จะทำการร่วมเพศกับศพ หลังจากนั้นอีกสามเดือนก็ได้สังหารลูกชายวัยสามเดือนของเธอด้วยการใช้ท่อนไม้ตีที่หัวจนตาย ทุกรายที่ถูกเขาฆ่า จำเลยอ้างว่าเขาถูกปีศาจแห่งโรงพยาบาลเข้าสิง และบังคับให้ก่อเหตุร้ายเช่นนั้นทั้งๆ ที่ไม่อยากทำ

                หลังจากถูกทิ้งร้างไปแล้ว ใครที่ผ่านเข้าไปจะได้เห็นนิมิตแปลกๆ เช่นได้เห็นคนไข้นอนแขนขาขาดไส้ทะลักเกลื่อนอยู่บนพื้นห้องและเฉลียงทางเดินในโรงพยาบาล บางทีก็ได้เห็นฮิตเลอร์ตรวจตราทั่วโรงพยาบาลด้วยหน้าตาท่าทางดุๆ และน้ำเสียงกราดเกรี้ยวกึกก้อง แล้วก็เลือนหายไป

                แต่สิ่งที่ไม่เคยพลาดก็คือ เมื่อผ่านเข้าไปใกล้โรงพยาบาล ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืนจะได้ยินเสียงร้องครางโหยหวนด้วยความเจ็บปวดจากการรักษา และพิษไข้ดังระงมมาจากภายในโรงพยาบาล ทำให้โรงพยาบาลเบลิทซ์ได้ชื่อว่าเป็นแดนสยองขวัญสุดๆ แห่งหนึ่ง

*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

/

เรื่องโดย. ทิวากร สุวพานิช

ภาพโดย. www.boredpanda.com, www.orangesmile.com, www.theparanormalguide.com, kylarsroleplay.fandom.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •