22 เมษายน 2024
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                สมัยผมเด็กๆ ผมมีเพื่อนคนหนึ่งอยู่แถววัดอินทรารามฯ เจ้าเพื่อนคนนี้เป็นคนที่แก่นทีเดียว และเรียกว่าเป็นหัวโจกที่เก่งที่สุดในห้องผมตอนนั้น เค้าเป็นเด็กลูกร้านค้าบ้านเค้าอยู่แถววัดอินทร์ฯ นั่นแหละครับ

                หมอนี่ตัวโตสูงใหญ่ เป็นคนตลก มีเรื่องเล่าแปลกๆ มาเล่าให้เพื่อนที่ห้องฟังเสมอ และเรื่องที่เค้าเล่า ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นเรื่องที่เค้าไปจำมาจากเด็กวัดที่เค้ารู้จักที่วัดอินทร์ฯ นั่นแหละ พอหมอนี่มาโรงเรียนก็จะมักจะมีเรื่องแปลกๆ มาเล่าให้พวกเราฟังเสมอ…

                เรื่องที่เล่า ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องผู้คนแถวนั้น คนเล่นของเอย คนถูกผีเข้าเอย..แต่ส่วนใหญ่แล้วจะหนักไปทางเรื่องผี หรือเรื่องพวกนี้เสียมากกว่า

                “จริงๆ นะเว้ย…ข้าเห็นมากับตาเลยทีเดียว ไอ้คนที่ถูกผีเข้าหน้าตาอย่างกับศพคืนซากเลยล่ะ”

                ผมจำได้ว่าหมอนี่มีศัพท์แปลกๆ มาพูดอยู่เสมอ แต่พวกเราก็ไม่ได้ขัดคออะไร เพราะหมอนี่ทั้งเล่า ทั้งออกท่าออกทางได้อารมณ์ดีเหลือเกิน พวกที่ล้อมวงฟังก็พากันอ้าปากหวอไปตามๆ กัน

                เรื่องผีนี่ครับ ต่อให้น่ากลัวอย่างไรก็เห็นมีคนรุมล้อมฟังทุกครั้ง ทั้งที่กลัวแสนกลัว แต่ก็อยากรู้เรื่องให้ตลอด พวกเด็กอย่างเราก็เหมือนๆ กัน และหมอนี่ก็จะมีเรื่องแปลกๆ แบบนี้มาเล่าได้ไม่หยุดหย่อน

                ส่วนใหญ่ หมอนี่จะเล่าเวลาพักกลางวัน…บางทีไม่มีใครสนใจจะเล่นอะไรกันเลย กลับมานั่งฟังหมอนี่เล่าเรื่องแปลกๆ ให้ฟังจนหมดเวลาพักก็เคย

                ครั้งหนึ่ง ผมจำได้ว่า เค้ามาเล่าเรื่องอภินิหารหลวงพ่อโตให้ฟัง เค้าบอกว่า…แถวๆ บ้านและร้านค้าละแวกบ้านเค้า เดี๋ยวนี้ชักจะมีแก๊งมอเตอร์ไซค์วัยรุ่นมาก่อกวนความสงบสุขเสียแล้ว

                สมัยนั้น แก๊งมอเตอร์ไซค์เพิ่งเริ่มมี ยังไม่วิบากและผาดโผนเหมือนวัยรุ่นสมัยนี้ที่เอาแต่แข่งกันเสี่ยงความตายในถนนหลวงหลายสาย

                สมัยนั้น อย่างดีก็แค่ขี่รถร่อนไปร่อนมา แล้วก็แกล้งเร่งเครื่องให้มันหนวกหูชาวบ้านเล่น ใครจะด่า ใครจะว่า ก็ไม่มีใครสนใจ ถือว่าไม่ได้ยินซะอย่าง เสร็จแล้วก็แล้วกัน

                “ไอ้แก๊งพวกนี้มันจะมาบิดรถเล่นทุกวันเลยนะ หลายครั้งที่พ่ออั๊ว หรือไม่ก็อาเจ็กอากงแถวนั้นก่นด่าทุกทีเวลาพวกมันมา ก็มันเล่นมาบิดเครื่องให้แผดเสียงดังลั่นอย่างนั้น บางทีคนเฒ่าคนแก่ ลูกเด็กเล็กแดงไม่ได้หลับได้นอนกัน…”

                “แรกๆ มันก็มีไม่เท่าไร แต่หลังๆ นี่ซิ ชักหนักข้อขึ้นทุกที…” เค้าว่าอย่างนั้น “มันมากันเป็นสิบคนเลย มาถึงก็ไม่ทำอะไร แกล้งเร่งเครื่องให้มันดังซะอย่างนั้น ไอ้ครั้นคนแถวนี้ไปฟ้องตำรวจ มันก็รู้แกว ไม่มาเสียสองสามวัน พอตำรวจกลับไปแล้ว…ไอ้พวกเวรนี่ก็มากันอีก แล้วก็เล่นชั่วๆ กันเหมือนเดิม”

                มันทำอะไรแบบนี้อยู่เรื่อยๆ ซึ่งเพื่อนผมรายนี้ก็มาเล่าปนบ่นแบบปรับทุกข์ให้พวกผมฟังเป็นระยะ สลับกับเล่าเรื่องผีบ้างเรื่องอะไรบ้าง

                ครั้งล่าสุด เค้าบอกว่าชาวบ้านแถวนั้นทนไม่ไหว แกล้งเอาตะปูเรือใบหรือเม็ดถั่วเขียวไปโรย…วันแรกพวกมันไม่รู้ตัว ผลก็คือรถลื่นล้มเจ็บกันระนาว หายหัวไปสักสองสามอาทิตย์

                พอพวกมันหายบาดเจ็บ ก็กลับมากวนประสาทชาวบ้านเค้าอีก คราวนี้มันทำเรื่องหนักหนายิ่งกว่าเก่า…เค้าว่า

                “…มันทำยังไงรู้ไหม…” เค้าหันมาถามพวกผม พวกเราส่ายหน้าไปตามๆ กัน เค้าบอกว่า

                “มันเล่นเอาขวดแก้วเอาก้อนหินปาเข้ามาในร้านค้า ผ่านไปทีบางทีมันก็ไม่ขว้าง พอเราเผลอมันก็เขวี้ยงเข้ามาเลย ร้านเฮียตงหัวมุมถนน โดนก้อนหินจนตู้ใส่น้ำแตกทั้งใบ แกแค้นมาก บอกว่าแบบนี้มันเกินไปแล้ว แกจะเอาปืนไปยิงมัน พอดีมีคนช่วยห้ามกันไว้ก่อน กลัวว่าเรื่องมันจะเลยเถิด”

                “แต่เตี่ยข้าบอกว่า อีกหน่อยมันจะกลายเป็นสงคราม คนแถวนี้จะหาความสงบไม่ได้แน่…”

                “มันเป็นแบบนี้มาเรื่อยๆ แต่เรื่องขว้างข้าวของลดลง เพราะเราไม่ทำมัน มันก็ไม่ทำเรา เพียงแต่ยังขี่รถวนไปวนมากวนประสาทอยู่”

                “…ล่าสุด มันขับรถเข้าไปในวัด…เผอิญที่หน้าวัดมีลานกว้างๆ พวกแกเคยเห็นไหม”

                เค้าหันมาถามพวกเรา ผมพยักหน้า เพราะเค้าเคยพาไปที่บ้านและพาไปเดินเล่นในวัดอินทร์ฯ แถวนั้นมีลานกว้างๆ อยู่ผมจำได้ แต่ปัจจุบันลานนี้ไม่มีแล้ว กลายเป็นศาลาอเนกประสงค์ไปแทน

                “…นั่นแหละ คราวนี้พวกมันดันไปขี่รถ แกล้งเร่งเครื่องรถในวัด ก็ซวยน่ะซิ เพราะอะไร…เพราะมันไปรบกวนพระและเณรในวัดไงล่ะ”

                “แรกๆ พระท่านก็ออกมาว่ากล่าวตักเตือน ไอ้พวกนี้ก็เหมือนจะเชื่อฟัง หายๆ กันไปสองสามวัน แต่หลังๆ มันมาอีกแล้ว มันมีตัวหัวโจกอยู่คนหนึ่ง เป็นนักเลงเก่า แถวๆ วิสุทธิกษัตริย์….”

                “ไอ้หมอนี่ไม่กลัวบาป ไม่กลัวกรรม ชาวบ้านจะด่าจะว่าอย่างไรมันไม่สน มันไม่เคยสนใจเลยว่าจะไปทำความเดือดร้อนให้พระสงฆ์องคเจ้าแล้วนรกจะกินหัวขนาดไหน”

                “มันไม่เชื่อใครทั้งนั้น ใครจะด่าก็ด่าไป ใครจะเดือดร้อนยังไงก็ช่าง บางทีพระเณรจะเดินไปสวดมนต์ทำวัตร มันขี่ๆ รถอยู่ก็แกล้งขี่ไปเฉี่ยวซะเฉยๆ อย่างนั้น หลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านมายืนดูมันก็ทำไม่สนใจ”

                “…คนแถวนั้นก่นด่าพวกมัน เค้าว่าวันหนึ่งเถอะ พวกมึงจะรู้สึก”

                เพื่อนผมเล่าอย่างได้อารมณ์มาก เค้าว่าเค้าเองก็เคยโดนพวกมันขี่รถเฉี่ยวเอา มันยังหันมาด่าเค้าอีกว่า เฮ้ย…มึงเดินดีๆ ซีวะ เดี๋ยวรถกูล้มไปจะทำยังไง…เพื่อนผมเล่าไป เป็นเดือดเป็นแค้นไป

                แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรได้ เรียกตำรวจบอกตำรวจ มันก็หายหัวไปหมด เหมือนมันนกรู้ รู้ว่าตอนนี้มีชาวบ้านไปบอกตำรวจแล้ว มันก็ไม่ออกมากัน…ว่ากันว่ามันมีสายอยู่ในพวกชาวบ้านด้วย

                “แล้วไม่มีใครรู้เลยเหรอ ว่าบ้านพวกมันอยู่ที่ไหนกันบ้าง….” ใครไม่รู้ถามขึ้น

                “ไม่รู้ รู้แต่ว่ามันอยู่แถวบางลำพูบ้าง วิสุทธิกษัตริย์บ้าง เรื่อยไปจนเทเวศน์ก็มี…แต่พอตกเย็นมันจะมารวมกลุ่มกันแข่งรถในบริเวณวัด”

                “แต่แล้วสุดท้าย ไอ้พวกนี้ก็เจอดีจนได้…หึหึหึ” เพื่อนผมเล่าและหัวเราะอย่างสะใจ

                “ทำไมวะ…” เราหลายคนรีบถามขึ้นด้วยความอยากรู้เหมือนๆ กัน

                “ก็จะอะไรซะอีกล่ะ วันก่อนมันไปแสดงอิทธิฤทธิ์ บิดรถเร่งเครื่องกันในวัด แต่ไปเล่นที่ไหนไม่เล่น ดันไปเล่นหน้าองค์หลวงพ่อโต”

                “พวกแกก็รู้ใช่ไหมว่าหลวงพ่อโตนั้นท่านศักดิ์สิทธิ์มาก ไม่มีใครเค้ากล้าไปกำแหงต่อหน้าท่านหรอก แต่ไอ้พวกนี้ไม่สนใจ มันยิ่งเร่งยิ่งบิดเครื่องกันอย่างสนุกทีเดียว เสียงดังลั่นไปทั่วบริเวณนั้นเลย”

                “ทีนี้ ตอนหนึ่ง พวกมันกำลังตั้งแถวเรียงหนึ่ง เตรียมตัวจะขี่แข่งกัน พอมันสตาร์ตเครื่องเท่านั้นแหละ…ไอ้ตัวหัวโจกที่อยู่ใกล้องค์หลวงพ่อที่สุดก็เกิดแหกปากร้องออกมา”

                “คนอื่นๆ ตกใจก็หันไปมองว่ามันร้องทำไม พอพวกมันหันไปมอง คราวนี้ต่างก็แหกปากร้องออกมาทุกคนเลย เหมือนมันเห็นอะไรที่น่ากลัวเข้าอย่างนั้นแหละ…แล้วชาวบ้านที่อยู่แถวบริเวณนั้นก็เห็นพวกมันแตกกระเจิงกันออกมาเฉยๆ”

                “บางคนหกล้มหกลุก บางคนรีบคลานออกมาเลย เหมือนมันเห็นอะไรที่น่ากลัวมาก”

                “…ไอ้ตัวหัวโจกตัวดีกลับวิ่งหนีไม่ทัน ตกใจจนสติแตก ขี้เยี่ยวไหลเลอะเทอะอยู่ตรงนั้นเลย มันแหกปากร้องจนสุดเสียง แล้วก็ช็อกค้างท่านั้น ชาวบ้านเลยเข้าไปดู…ก็เห็นมันนอนสลบท่ามกลางกองขี้เยี่ยวของมันเอง แต่ไม่มีใครรู้สาเหตุว่า จริงๆ แล้วพวกมันตกใจอะไรกัน ทุกคนบอกว่าเห็นแต่พวกมันหันไปมององค์หลวงพ่อโตแล้วก็ตกใจเปิดหนีกันไปคนละทาง”

                “พวกมันทิ้งรถทิ้งอะไรไว้เกลื่อนเลย ไม่เห็นจะมีใครกล้ากลับไปเอาสักคน พอไอ้หัวโจกได้สติ มันก็ยังกลัว ยังแหกปากร้องอยู่ ชาวบ้านปลอบให้มันสงบ แล้วถามมันว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆ มันถึงได้ตกใจขนาดนั้น…”

                “มันบอกว่า มันกำลังจะแข่งรถกัน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนเรียก พอหันไปดูก็เห็นองค์หลวงพ่อโตฯ ทำท่าจะล้มลงมาทับมัน ท่านโค่นลงมาทั้งองค์เลย มันว่าเห็นมือท่านขยับจะตะปบลงมาบนตัวมันด้วย…”

                Wมันว่าไม่เชื่อถามพวกเพื่อนมันดูก็ได้ ใครๆ ก็เห็นกันทั้งนั้น มันบอกว่าท่านโค่นล้มลงมาแทบจะทับพวกมันเอาไว้เลย แต่ตัวมันตกใจไม่มีแรงลุกหนี เลยสลบอยู่ตรงนั้น”

                “ตั้งแต่วันนั้นมา ไอ้พวกนี้ก็เลิกมาขี่รถ เลิกจับกลุ่ม เลิกกำแหงกับคนแถวนี้ ไม่มีการจับแก๊งจับกลุ่มอะไรอีกเลย…บางคนที่ยังกลัวๆ อยู่ สติไม่ดีบ้าๆ บอๆ เพราะกลัวเกินเหตุไปก็มี”

                “แต่ไอ้ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่านั้นคืออะไรรู้ไหม?” เพื่อนผมถาม พอเราส่ายหน้าว่าไม่รู้ เค้าก็ว่า “เรื่องที่น่าแปลกที่สุดก็คือ ไอ้ตัวหัวโจกนักเลงโต…ที่ตอนนี้มันเลิกเป็นนักเลง เลิกทำอะไรชั่วๆ แล้ว แถมตอนนี้มันยังมาบวชเป็นพระอยู่ที่วัดอินทร์ฯ นั่นแหละ”

                เพื่อนผมบอกว่า ชาวบ้านต่างก็อนุโมทนาสาธุอย่างมาก และบอกกันว่า อย่างนี้ซิ ถึงเรียกว่า… “อภินิหารของหลวงพ่อโตจริงๆ”

เรื่องโดย จุติ จันทร์คณา

ภาพโดย. Ai


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •