22 กุมภาพันธ์ 2024
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

เรื่องเกี่ยวกับหวยที่ผู้เขียนจะเล่าให้ฟังในครั้งนี้ คือเรื่องของหวยกุฏิกรุ ว่ากันว่าเป็นเรื่องที่เก่าแก่ และออกจะแปลกประหลาดมาก

                เรื่องที่ว่านี้เกิดขึ้นมานานมากแล้ว ไม่ต่ำกว่าห้าหกสิบปีก่อน เหตุที่ผู้เขียนไปได้ยินได้ฟังมาในครั้งนี้ ก็ในคราวที่ผู้เขียนไปเข้าไซต์งานสารคดีที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

                ทุกครั้งที่ผู้เขียนไปเข้าไซต์งาน ส่วนใหญ่จะได้ฟัง ได้พบ หรือได้เห็นเรื่องแปลกๆ อยู่บ่อยครั้ง บางคราวก็ประสบพบด้วยตัวเอง บางครั้งก็ฟังผู้อื่นเล่าให้ฟัง บางครั้งก็เป็นเรื่องเก่าเล่าตำนานอีกทีหนึ่ง

                ..ดังเช่นเรื่องในครั้งนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนได้ยินได้ฟังมา

                ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจในเรื่อง กุฏิ กับ กรุ กันก่อน …กุฏินั้นออกเสียงว่า กุด หมายถึงเจดีย์ หรือ ซุ้มขนาดเล็ก ขนาดย่อมๆ เป็นที่ใส่เครื่องไหว้ หรือเครื่องบูชา หรือสิ่งของที่จักถวายเป็นพุทธบูชา

                ส่วน กรุ คล้ายๆ กับกุฏิ แต่มักจะพบเป็นเจดีย์ทิศ หรือเจดีย์ขนาดย่อม โดยเฉพาะหลายแห่งเป็นเจดีย์ราย และภายในทำเป็นซุ้ม เป็นโพรง ใส่ข้าวของ เงินทอง เครื่องเพชร เครื่องทองต่างๆ หรือแม้กระทั่งพระเครื่องที่จักถวายเป็นพุทธบูชาเช่นเดียวกัน

                ดังในเรื่องคราวนี้ที่ผู้เขียนได้ฟังมาจากคุณพี่ท่านหนึ่ง คือพี่ปฐม ซึ่งเล่าถึงเรื่องของแกเมื่อครั้งที่ยังเป็นเซียน ยังเล่นหวยเล่นเลขอยู่ พี่ปฐมเล่าถึงเรื่องราวแปลกๆ ของแกให้ผู้เขียนฟังว่า

                “…ไอ้เรื่องหวยเรื่องเลขนี่บอกตรงๆ นะคุณ สมัยนี้ผมเลิกเล่นหมดแล้วล่ะ เพราะมันหมดวาระของผมแล้ว ไม่รู้นะ…ว่าคนทั่วไปจะเป็นอย่างผม หรือพวกที่เค้าหาหวยกันสมัยนั้นจะเจอเหมือนอย่างผมรึเปล่า”

                …แต่ที่ผมเจอมานี่ ไม่ธรรมดาทีเดียว…พี่ปฐมว่าอย่างนั้น แกเริ่มเรื่องตรงที่ว่า

                “….สมัยที่ผมเพิ่งเข้าวงการและเริ่มจะลองหาหวยกับเค้าเป็นครั้งแรกๆ ยุคนั้นผมไม่ได้รู้อะไรมาก เห็นผู้ใหญ่เค้าไปกันแล้วก็ได้หวยได้เลขกลับมาทุกครั้ง เราก็คิดว่ามันน่าจะง่าย และการหาเลขหาหวยนี่ก็ไม่น่าจะยากนัก เพราะเราไม่รู้ว่าที่ผู้ใหญ่เขาไปหากันนั้น แต่ละท่าน แต่ละคน กว่าจะหามาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”

                “…สมัยนั้น เรากลับคิดว่าแค่เข้าไปในที่ที่คิดว่าน่าจะมีเลข แล้วก็นั่งสมาธิเอาก็แค่นั้น คือถ้านั่งสมาธิแล้วเห็นเลข ก็แปลว่านั่นแหละ ได้เลขแล้ว สมัยนั้นคิดว่ามันหาเลขง่ายๆ แบบนั้นจริงๆ”

                “แต่ทว่าในความเป็นจริง ทุกๆ อย่างไม่ได้ง่ายอะไรอย่างนั้นเลย ทุกอย่างมีวิธีการ มีธรรมเนียม และขั้นตอนที่แต่ละท่าน แต่ละคน แต่ละเซียน ไม่มีทางเหมือนกัน”

                “…ต่างคนก็ต่างครู ต่างครูก็ต่างวิธีการ ไม่มีทางที่จะเหมือนกันไปได้เลย และวันนั้นที่ผมเข้าไปก็ทำอย่างเค้า คือนึกว่าแค่นั่งสมาธิ เห็นเลขก็เห็นหวย ที่ไหนได้กลับไม่พบอะไรเลย”

                “ทีนี้เราก็เริ่มสงสัยแล้วล่ะสิ…ถ้าไม่ใช่การนั่งสมาธิแบบนี้ แล้วตกลงมันเป็นยังไงกันแน่ ก็ค่อยๆ ถาม ค่อยๆ เรียนรู้ไป เพราะเรื่องแบบนี้ยากที่ใครเค้าจะมาบอกให้”

                “…แต่พอดี ผมนั้นจะว่าเป็นคนโชคดีก็ได้ เพราะเมื่อสนใจแล้วก็มักจะเข้าหาคนที่เค้ารู้ ก็ซักถามและพูดคุย อ่อนน้อมถ่อมตน ค่อยๆ ตะล่อมเค้าไปเรื่อยๆ”

                “เราก็ตีสนิทกับพวกเซียนรุ่นใหญ่ ไปหาเค้าบ่อยๆ มีของฝากติดไม้ติดมือ หรือช่วยเหลือเค้าบ้างตามแต่โอกาส จนสุดท้ายเซียนๆ หลายคนเค้าก็ใจอ่อน เห็นเราเป็นเด็กมีสัมมาคารวะ เค้าก็เอ่ยปากบอกเป็นนัยๆ บ้าง บอกตรงๆบ้าง”

                “…ซึ่งแบบนี้เราต้องทำความเข้าใจเอง ต้องค่อยๆ เรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นจะไม่มีวันเข้าใจอะไรเลย เพราะบางอย่าง บางเรื่อง ผู้ใหญ่เค้าก็พูดออกมาตรงๆ ไม่ได้ เค้าถือกัน”

                “ดังนั้น เมื่อเขาถาม เขาบอกอะไรก็ต้องตั้งใจฟังและเอาใจใส่ เพราะบางครั้งบางอารมณ์เค้าก็เปรยๆ ออกมา เราจับได้ก็ได้ ถ้าจับไม่ได้ ให้ตายก็ไม่มีทางรู้เคล็ด”

                “….หลังๆ พอเราเริ่มรู้ทางแล้วก็ค่อยๆ ฝึกฝน ค่อยๆ ใช้เวลาเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เริ่มจับทางถูก จนสุดท้ายผมก็เริ่มเข้าใจว่า การจะหาเลขดังที่รุ่นใหญ่เค้าหากันนั้น มันขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน บางคนนั่งเฉยๆ อยู่กับบ้านก็ได้ บางคนต้องไปนั่งที่วัด บางคนต้องคุยกับผี บางคนต้องนั่งในป่าช้า บางคนนั่งในพระอุโบสถ แล้วแต่ใครจะถนัดอย่างไหน”

                “…แต่สำหรับผมแล้ว กว่าจะรู้ว่าผมนั้นชอบนั่งทางนอกก็เล่นเอานั่งฟรีไปหลายที หาเก้อไปหลายครั้งทีเดียว เพราะเราเองก็ต้องค่อยๆ ลองผิดลองถูก”

                “การนั่งหวยทางในนั้น คือการนั่งเพ่งกสิณ หรือนั่งสมาธิเอาจิตจับอยู่กับอะไรสักอย่าง แต่การนั่งทางนอกนั้นคือการใช้ความรู้สึกเพ่งดู ไม่ต้องใช้จิตใช้ใจอะไรมากมายนัก”

                “ผมมาจับทางได้ก็เมื่อครั้งที่ไปนั่งหาหวยที่วัดวรเชษฐ์ สมัยนั้นวัดวรเชษฐ์ยังไม่ได้บูรณะปรับปรุง รกเรื้อมืดครึ้มไปหมด เถาวัลย์วัชพืชขึ้นรกรุงรัง…ครั้งนั้นนับเป็นครั้งแรกที่ผมไปนั่งหวยกุฏิกรุ ซึ่งเรื่องนี้ผมได้รู้ได้เรียนมาจากเซียนรุ่นใหญ่วัยชราท่านหนึ่งซึ่งท่านได้บอกว่า…”

                “การจะหาเลขหาหวยนั้น ไม่จำเป็นต้องไปทำอะไรให้ยากเย็น มันอยู่ที่ตัวเราจะเปิดกับเรื่องแบบนี้มากแค่ไหน เพราะแกบอกว่าตัวแกนั้นไม่ถนัดทางนั่งกสิณ ทางในหรืออะไร แต่แกถนัดนั่งมองภายนอก ดูนั่นดูนี่ หาสิ่งที่มาให้เห็นจะดีกว่า ไอ้ประเภทนั่งกันเป็นชั่วโมงๆ กว่าจะพบกว่าจะเห็น กว่าจะได้ ล่อกันเป็นวันๆ แบบนั้นมันก็เกินไป”

                “ของลุงนี่ ลุงบอกไว้ตั้งแต่แรกเลยว่าผมมาขอหวยขอเลข หากมีท่านใดที่ปรารถนาจะให้ ก็ขอได้ปรากฏตัวด้วย แล้วผมจะทำบุญถวายไปให้ หรือจะให้ด้วยวิธียังไงก็มาพูดกัน ผมแสดงตัวชัดเจน และเป็นแบบนี้ทุกครั้ง คือบอกตรงๆ ไปเลยว่าจะมาทำอะไร ขออะไร แล้วจะตอบแทนอย่างไร แล้วส่วนใหญ่ผมก็จะมานั่งทางด้านนอก หาบริเวณทำเลที่ลับหูลับตา”

                “นั่นคือการที่ผมเริ่มจะหาหวยกุฏิเป็นล่ะ คือผมจะหาเจดีย์ราย หรือเจดีย์ซุ้มตามวัดตามวา หรือตามโบราณสถานร้าง หาสถานที่ที่พอเหมาะได้แล้วก็เข้าไปนั่งเลย จากนั้นก็พยายามนั่งติดต่อกับเจ้าของกรุ เจ้าของกุฏิ เจ้าของที่ พูดคุยกับเค้าแล้วก็เริ่มเข้าเรื่องว่าจะขอเลขขอหวยกับเค้า คือเราว่าเราไม่ได้มาลบหลู่หรือมาทำอะไรไม่ดี เราแค่มาขอเลขขอหวยเท่านั้น”

                “…จำได้ว่า มีคราวหนึ่งผมไปที่วัดเก่าที่เป็นโบราณสถาน…คือวัดญาณเสน วัดนี้มีเจดีย์ประธานองค์ใหญ่ และรายรอบเป็นเจดีย์ทิศ ครั้งนั้นผมมาที่นี่ตั้งแต่สมัยที่ทางกรมศิลปากรยังไม่เข้ามาบูรณะเลยด้วยซ้ำ แถวนี้มีแต่ดงหญ้ารกเรื้อ เป็นสุมทุมพุ่มไม้และวัชพืชขึ้นปกคลุมมากมาย”

                “…ผมมาที่นี่ ก็เกร่เข้าไปดูองค์เจดีย์ก่อน เห็นเจดีย์ประธานสูงใหญ่และมีขั้นบันไดพอจะขึ้นไปได้ ก็เลยลองขึ้นไปดู และพบว่าบนนั้น กรุที่อยู่ในช่องเจดีย์โดนรื้อค้นไปเรียบร้อยแล้ว แต่อาจจะยังไม่พังมาก หรือคนที่มารื้อค้นอาจจะโดนดีอะไรสักอย่างเลยทิ้งกรุหนีไป ครั้นลงมาดูข้างล่างตามเจดีย์ทิศ ก็ไม่พบกุฏิใดๆ อยู่เลย”

                “สุดท้ายเลยตัดสินใจขึ้นไปนั่งบนฐานรอบองค์เจดีย์ดีกว่า ตรงนั้นค่อยข้างจะสะดวกและมีที่เป็นลานพอจะนั่งได้ ไม่มีใครมากวน ผมมาตั้งแต่บ่าย มาเตรียมที่เตรียมทาง สมัยนั้นชุมชนแบบสมัยนี้ยังไม่มี ตรงด้านหลังเป็นลานโล่ง เป็นทุ่งยาวไปจรดริมน้ำ ผมขึ้นไปบนชั้นสองดูลาดเลาหาทำเลได้แล้วก็กางมุ้งรอไว้เลย”

                “ครั้นได้เวลาก็ขึ้นไปนั่ง ผมกะเวลาราวห้าโมงถึงหกโมงเย็น ไม่ค่อยพลุกพล่านแล้วก็แอบขึ้นไป เดี๋ยวเดียวก็มืด พอมืดก็ไม่มีใครมาสนใจล่ะ”

                “จากนั้นก็เข้ามุ้ง เอาเครื่องเซ่นออกมาแล้วรอเวลา ที่กางมุ้งนี่ไม่ใช่อะไร เพราะยุงมันชุมมาก ไม่กางมุ้งเอาไม่อยู่ ยุงชุม ถูกกัดก็จะเป็นไข้เลือดออก เป็นไข้มาลาเรียได้ ดังนั้นเลยกางมุ้งไว้แต่หัววัน พอเข้าไปนั่งในมุ้งแล้วก็อยู่ในนั้นบนนั้น รอจนได้เวลาก็ตกในราวสองทุ่มเศษ จากนั้นก็ค่อยๆ เริ่มนั่งสมาธิ แล้วก็เลยติดต่อกับเจ้ากรุเก่าบนนั้น”

                “..กรุเก่าบนนั้น คือกรุที่เจ้าของเก่าเค้าถวายวัดเป็นพุทธบูชา มีเครื่องเพชร เครื่องทอง พระเครื่องและอื่นๆ แต่โดนขโมยขุดกรุแตกไปนานแล้ว แต่คนเฝ้าเค้ายังอยู่”

                “เราก็ติดต่อกับเค้า บอกว่าเรามาขอเลขขอหวย แล้วเราจะทำบุญกุศลไปให้ ขอให้บอกว่าชื่ออะไร เราก็พูดของเราไปคนเดียว นานสักครู่ใหญ่ก็เริ่มมีลมแรงพัดมา”

                “…ถ้ามีลมแรงๆ พัดมานี่ เราแน่ใจได้เลยว่าเจ้าของกรุเค้ายังอยู่ และเค้าก็อยากจะติดต่อกับเรา เราก็ติดต่อกับเค้า ก็ขอไปตามที่บอก เค้าก็มาปรากฏร่างให้เห็น บางทีก็เป็นร่างคน บางทีก็ได้ยินแต่เสียง บางทีมาเป็นควัน เป็นภาพใสๆ แล้วแต่ว่าเค้าจะมาหาเราแบบไหน เดิมทีเค้าเป็นอะไร”

                “พอเราคุยกับเค้า อย่างรายนี้ก็มาบอกว่าตัวเค้าเป็นเจ้าของกรุ เป็นคนเฝ้ากรุ และตอนนี้กำลังลำบากมากเพราะไม่มีคนทำบุญให้เป็นเวลานาน เราก็ว่าเราจะมาช่วยเรื่องบุญกุศล แต่ขอเลขเราตอบแทนก็แล้วกัน”

                “เค้าก็ตกลง เราเองก็รับปากว่าอย่างไรจะช่วย ถ้าหวยถูกก็จะทำบุญใหญ่ให้อีก เค้าก็เลยให้เลขเรามา เราก็ตกลงรับ การให้เลขคือการเขียนในอากาศ จะเห็นเลขลอยอยู่ชัดแล้วถึงค่อยๆ หายไป”

                “อย่างคราวนั้นได้เลขมา ผมเอาไปเล่นก็ถูก ก็ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เค้าเรียบร้อยทุกอย่าง หลังๆ ก็ไปอีกจนสุดท้ายก็ไปบ่อยๆ และก็ทำบุญให้เค้าเรื่อยๆ”

                “จนหลังสุดเค้ามาเตือนว่า เค้าเองจะไปเกิด ส่วนเราเองก็จะหมดพลังด้านนี้แล้ว อย่างไรให้หาอะไรทำไว้แทนอาชีพนี้ที่จะไม่รุ่ง เราก็รับปาก แล้ววันหนึ่งเราก็ไม่สามารถติดต่ออะไรได้อีกเลย…จากนั้นมาถึงวันนี้ก็สามสิบปีแล้วล่ะ”

*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

เรื่องโดย. จุติ จันทร์คณา

ภาพโดย. Ai


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •