22 เมษายน 2024
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

            ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ความต้องการมีมากขึ้น แต่การบริการสาธารณะยังคงไม่เพียงพอทำให้ผู้คนมากมายต่างแย่งชิงกัน

            เราจะเห็นว่ามีรถตู้มาบริการมากขึ้น ต้องเข้าแถวกันยาว ค่าโดยสารไม่ว่าจะแพงแค่ไหน มันก็เป็นปัจจัยที่จำเป็นต้องใช้

            ซึ่งข้อดีก็คือ ถ้าผู้โดยสารเต็มเขาจะไม่จอด เว้นแต่มีคนลงตามจุดต่างๆ จึงเป็นที่นิยมและต้องการในยุคที่ต่างคนต่างหลั่งไหลเข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ

            สองทุ่มกว่าแล้ว รถตู้ยังเต็มแน่นทุกคัน แถมยังมีคิวเข้าแถวยาวเหยียด เป็นเพราะว่าฝนตกออกจากออฟฟิศเร็วไม่ได้ คนก็เลยยิ่งออแน่น แล้วยิ่งเป็นวันศุกร์ด้วย ถึงฝนจะหยุดตกไปแล้ว แต่ร่องรอยของน้ำท่วมขังก็ยังอยู่

            “เราจะได้กลับบ้านกี่ทุ่มกันเนี่ย…คนยังแน่นยาวเป็นเมตร”

            “นั่นสิ…แต่รถเยอะอยู่หรอก ใจเย็นแตง..เออ…สายฉันมาพอดี ไปก่อนนะแตง โชคดีเพื่อน ยังไงโทรหากันนะ บาย”

            นุชไปแล้ว วิ่งดุ๊กๆ ฝ่าฝนพรำๆ เพราะดูเหมือนว่าจะเริ่มตกอีก บอกตามตรงฉันรู้สึกเซ็งมาก ดูนาฬิกาจะสามทุ่มอยู่แล้ว ฉันได้คิวมายืนอยู่ข้างหน้าพอดี เพราะคนจะหมดแล้ว มีต่อแถวหลังจากฉันอีกหลายคน

            มีรถตู้คันหนึ่งมาจอดตรงหน้าพอดี ออกจะเก่าๆ หน่อย ฉันก้าวขึ้นไปนั่งเบาะหลังคนขับ กับผู้หญิงอีกสองคนไปนั่งด้านหลัง…

            เสียงคนที่คอยดูคิวรถร้องบอกว่า “เต็มแล้วไปได้…ไปเลยลูกพี่” แล้วก็ปิดประตู ฉันก็ออกอาการงงๆ หันไปมองด้านหลัง เต็มเหรอ ทั้งรถเราขึ้นมาแค่สามคนเอง นอกนั้นที่ว่างทั้งหมด…ตลกอะไรหรือเปล่า แต่ก็ไม่อยากสนใจอะไรอีก

            หยิบทิชชู่มาซับหน้าซับตัว แล้วก็หยิบมือถือพร้อมหูฟังขึ้นมาเสียบ แต่ฉันเสียบหูฟังแค่ข้างเดียว เผื่ออีกข้างเอาไว้ฟังเสียงรอบตัว รถวิ่งไปเรื่อยๆ มีติดบ้างอะไรบ้าง เพราะฝนตกมีน้ำท่วมขังตามถนน รถวิ่งมาเรื่อยๆ ผ่านซอยอารีย์ คนขับก็จอดแล้วหันมาถาม

            “มีใครจะลงไหมครับ…”

            ฉันหันไปมองผู้หญิงสองคนที่นั่งแยกกันคนละมุมคนละแถว ทั้งสองคนนั่งนิ่งมองออกไปที่ด้านนอก ฉันเลยตอบแทนไปว่า

            “ไม่มีค่ะพี่”

            “แล้วเมื่อกี้ใครบอกให้จอด…”

            คนขับบ่นพึมพำแล้วก็ขับรถต่อไป พอถึงสะพานควาย แกก็ทำท่าหันมาถามอีก ฉันก็ตอบเหมือนเดิมว่าไม่มี

            คราวนี้รถคงวิ่งยาวไป เพราะแกไม่ได้หันมาถามอีกเลย รถวิ่งไปเรื่อยจนเข้าห้าแยกลาดพร้าว ฉันได้ยินเสียงคนคุยกันที่ด้านหลัง

            “เขาจะไปไหน…แกรู้ไหม…”

            “แล้วเขาจะไปไหน…ไปไหน…”

            หูอีกข้างที่ไม่ได้เสียบหูฟังได้ยินเสียงผู้หญิงสองคนคุยกันที่เบาะหลัง ฉันหันไปมอง ทุกอย่างว่างเปล่า คงจะเป็นเสียงจากเพลงที่ฉันฟังละมั้ง

            “แกจะให้มันไปเหรอ อย่าเลย…อิอิ”

            “ถามพวกเราซิ ให้มันมาอยู่ด้วยดีไหม”

            “ใช่…ใช่…ไม่ให้มันไป…ผู้ชายคนนั้นด้วย อิอิ”

            “เอาแบบเราเลยนะ…ทำแบบนั้น…”

            ได้ยินเสียงคุย เสียงหัวเราะเป็นเรื่องราว ฉันรู้สึกใจคอไม่ดี หันไปก็ไม่มีใคร ผู้หญิงสองคนที่นั่งคนละฝั่งก็นั่งนิ่งเหมือนตุ๊กตา

            คราวนี้ฉันถอดหูฟังออก รู้สึกใจคอไม่ดี โชเฟอร์ก็ยังขับต่อไปโดยไม่ได้หันมามองที่ด้านหลังอีก รู้สึกสังหรณ์ยังไงไม่รู้

            ฉันเอามือล้วงไปกำสร้อยสแตนเลสเส้นเล็กๆ ที่ห้อยพระเอาไว้แน่น หลับตานึกภาวนาในใจ ให้ช่วยคุ้มครองปกปักรักษาอย่าได้มีอะไรเลย พอลืมตาฉันหันไปมองที่ด้านหลัง…

            คุณพระ ทั้งคันรถมีผู้โดยสารนั่งเต็มทุกที่นั่ง ออกจะเบียดกันด้วย แถมที่นั่งที่อยู่ข้างฉันก็เป็นผู้หญิงสองคนแต่งชุดนักเรียน ม.ปลาย…

            ฉันผงะไปจนชิดหน้าต่างรถ เพราะเด็กสองคนนั้นเนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือด ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าขาดวิ่น ส่วนคนอื่นๆ ที่อยู่ในรถสภาพยับเยิน เหมือนกับว่า…ประสบอุบัติเหตุมา

            ส่วนผู้หญิงสองคนที่ขึ้นมาพร้อมฉันก็สภาพไม่ต่างจากคนอื่นๆ นี่มันอะไรกัน เกิดอะไรขึ้น…ฉันเอาเล็บจิกแขนตัวเองให้เจ็บ จะได้รู้ว่าตัวเองไม่ได้ฝันไป

            “จะไปไหน…พี่…พี่…จะไปไหน…”

            เด็กผู้หญิงสองคนที่นั่งอยู่ข้างฉันถามแต่ไม่ได้เงยหน้า…วินาทีนั้น ฉันอยากจะลง…ลุกยังลุกไม่ขึ้น นี่ผีทั้งคันรถเลยหรือนี่

            แล้ว…คนขับล่ะ ฉันตัดสินใจร้องตะโกนออกมาเพราะความกลัวมันแล่นมาจนจะจุกคอหอยอยู่แล้ว

            “พี่ พี่…จอดๆ พี่จอดด้วย…”

            แล้วฉันก็ต้องตะลึงตาค้าง เมื่อเห็นผู้ชายแก่ๆ นั่งอยู่ข้างคนขับ เขาเอามือปิดตาคนขับไว้แล้วหันมาพูดกับฉันว่า…

            “มึงเห็นกูใช่ไหม…มึงเห็นกู…”

            แล้วเขาก็แสยะยิ้มที่น่ากลัว แต่เด็กผีสองคนมันนั่งขวางแล้วมันก็พูดว่า “กูไม่ให้มึงไป กูไม่ให้ไป…มึงต้องไปกับพวกกู”

            แล้วเสียงหัวเราะก็ดังลั่นทั้งรถ ฉันตัดใจเอามือควักพระในอกเสื้อออกมา ภาพเหล่านั้นที่เห็นค่อยๆ เลือนหายไป แต่ถึงอย่างไรฉันก็รู้ว่าทุกดวงวิญญาณยังอยู่ที่เดิม ฉันหันไปมองผู้หญิงสองคนที่ขึ้นมาพร้อมกัน…ก็ไม่มี พลอยหายไปด้วย

            …อัยยะ…นี่…ผี…ทั้งนั้นเลย

            ฉันคิดและตัดสินใจในวินาทีนั้นว่าต้องลงจากรถเดี๋ยวนี้ เลยตะโกนบอกคนขับ “พี่จอด…พี่จอดเลยค่ะ…ขอลงตรงนี้ จอดเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”

            ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่ารถวิ่งมาถึงไหน แต่ขอลงไว้ก่อน เหมือนคนขับจะไม่ได้ยิน เพราะผีตาแก่นั่นปิดตาอยู่แน่ๆ ฉันเลยเอามือเคาะข้างรถ เขาเลยหันมา

            “จอดค่ะพี่ จอด…หนูจะลงตรงนี้ เดี๋ยวนี้ค่ะ.”

            รถจอดสนิท ฉันเปิดประตูก้าวลง ควักแบงค์ร้อยยื่นส่งให้ด้วยมืออันสั่นเทาแล้วพูดกับพี่เขาว่า

            “ไม่ต้องทอน…เอ่อ พี่คะ ขับรถระวังตัวด้วยนะคะ”

            ช่วงกำลังจะปิดประตูรถตู้ที่ต้องเลื่อน ฉันเห็นคนนั่งเต็มรถ ทุกคนพากันโบกมือให้ฉัน เสียงเด็กนักเรียนหญิงยังลอดออกมาว่า

            ไปด้วยกันไหม ไม่เจ็บหรอก…นิดเดียวเอง อิอิ…

            แล้วฉันก็ได้ยินเสียงผู้ชายที่อยู่ด้านในพูดขึ้นว่า ทำบุญให้เราด้วยนะ…

            คราวนี้มีเสียงอีกหลายเสียงระงมเซ็งแซ่เลย พูดพร้อมๆ กันว่า ทำบุญให้เราด้วยนะ…

            ฉันยืนใจหายใจคว่ำอยู่ริมถนนวิภาวดี ในขณะที่รถตู้กำลังแล่นผ่าน บรรดาสัมภเวสีที่อยู่ในรถพากันโบกมือ ฉันมองตาม…มองทะเบียนรถและจำให้ขึ้นใจ ตัวแข็งทื่อไปหมด แล้วถามตัวเองว่ายังมีสติอยู่ได้ยังไง

            อีกไม่ไกลก็จะถึงบ้าน เลยเรียกรถแท็กซี่แค่สิบนาทีก็ถึง เข้าบ้านได้ไม่พูดจากับใคร อาบน้ำรีบเข้านอน

            ฉันเป็นไข้อยู่สองวัน ผมไม่ร่วงก็นับว่าบุญแล้ว เลยเล่าเรื่องที่เจอมาให้แม่ฟัง พออาการดีขึ้นแม่ก็พาไปทำบุญรดน้ำมนต์ แม่บอกว่า ถ้าไม่ได้หลวงปู่ทวดที่ห้อยคอคงแย่ มันคงพาไปกับพวกมันแน่ๆ

            หลังจากนั้นสองสามวัน ก็ไปเจอหนังสือพิมพ์ฉบับของวันรุ่งขึ้นจากคืนที่ฉันเจอ พาดหัวข่าวว่ารถตู้ขับมาดีๆ พุ่งเข้าชนข้างทาง คนขับตายคาที่ คลับคล้ายคลับคลา…เลยตามอ่านเนื้อข่าว

            คุณพระช่วย…ทะเบียนรถคันนั้น คันที่ฉันนั่งมา เพราะรถเกิดอุบัติเหตุห่างจากที่ฉันลงไม่เท่าไร แล้วก็นึกได้ถึงผีตาลุงที่เอามือปิดตาพี่คนขับ…นึกสงสารพี่เขามากๆ ที่ต้องตาย

            ฉันไม่รู้ว่ารถคันนั้นประวัติเป็นยังไง แต่มันคงจะเคยเกิดอุบัติเหตุมาก่อนแน่นอน แล้วนึกได้ว่าพวกเขาร้องขอให้ทำบุญให้…ก็เลยชวนแม่ไปทำบุญ แล้วก็เล่าให้แม่ฟังว่ารถคันนี้เลย จำทะเบียนรถได้แม่น

            เชื่อไหมคะ แม่บอกหลังจากนั้นอีกหลายวันว่า แม่ถูกหวยจากทะเบียนรถผีคันนั้น ได้เงินมาหลายหมื่นบาท…

            “โห…แม่อุตสาห์นะ หนูยังคิดไม่ถึง”

            “อ้าว ของแบบนี้มันต้องจัด แม่ว่าจะใส่บาตรทำสังฆทานให้พวกเขา จะได้ไม่ไปหลอกหลอนใคร เขาจะได้ไปเกิดใหม่”

            เป็นอันว่า งวดต่อมาแม่ยังถูกเลขเดิมสองตัวอีก ฉันไม่รู้ว่าผีให้โชคหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ เกือบตายแล้วไหมเรา…แต่ก็ขอให้ดวงวิญญาณของพวกเขาไปสู่ภพภูมิที่ดี…ในสัมปรายภพด้วยเถิดค่ะ

            สุดท้ายนี้ หวังว่าคงจะสนุกตื่นเต้นกันนะคะ เราต้องกล่าวคำอำลากันเหมือนเช่นเคย ขอให้ทุกท่านมีโชคลาภ ไม่เจ็บ ไม่จน ปราศจากโรคร้ายภัยเวรที่กำลังระบาดอยู่นะคะ แล้วอย่าลืมติดตามพวกเราในนิตยสารสุสานผีฉบับต่อไป ขอส่งกำลังใจให้ทุกท่านค่ะ ด้วยรักจากใจจากเราชาวสุสานผี สวัสดีค่ะ

*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

เรื่องโดย. กฤตยา อยู่ประเสริฐ

ภาพโดย. Ai


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •