17 ตุลาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

การทำมัมมี่ ไม่ได้มีเฉพาะกับฟาโรห์และชนชั้นสูงเท่านั้น เป็นสิ่งที่ทำกันเป็นปกติในอียิปต์ เป็นเวลานับร้อยๆ ปี

เรจีน ชูลซ์ (Regine Schulz) ภัณฑารักษ์งานศิลปะโบราณประจำ Walters Art Museum ในบัลติมอร์กล่าว ป้าของเขาเคยใช้ชีวิตในอียิปต์หลายปีในช่วงทศวรรษที่ 1950-1960 ซึ่งพายุทะเลทรายหลายครั้งก็จะเผยซากมัมมี่เล็กๆ ให้เห็นเป็นประจำ บางทีก็เป็นซากที่ถูกห่อชิ้นเล็กๆ บางทีก็เป็นกระดูกชิ้นเล็กชิ้นน้อย

ชูลซ์เล่าถึงการซื้อขายมัมมี่ในอดีตว่า “ตอนนั้นมัมมี่เป็นแค่วัตถุ มันไม่ได้ถูกมองว่าเป็นมนุษย์…ไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมายด้วย”

ส่วนสาเหตุที่คนต้องการได้มัมมี่มาครอบครอง ระหว่างในอดีตกับปัจจุบันก็ต่างกัน ยุคปัจจุบันมัมมี่คงเป็นที่ต้องการสำหรับนักสะสมที่คลั่งโบราณวัตถุจากอียิปต์ หรือบรรดาพิพิธภัณฑ์ต่างๆ แต่ในอดีตนอกจากจะเป็นของเล่นคนรวย หรือวัตถุเพื่อการศึกษาแล้ว มัมมี่ยังถูกใช้เป็นยาด้วย

“ผงมัมมี่ เป็นอะไรที่คุณสามารถหาซื้อได้จากร้านขายยาจนถึงราวปี 1920 เพราะคนเชื่อกันว่ามันเป็นยาอย่างหนึ่ง” ชูลซ์กล่าว

bitumen (น้ำมันดิน)

เหตุที่คนเชื่อเช่นนั้น ก็ด้วยเคยเข้าใจกันมานานว่า คนอียิปต์โบราณใช้บิทูเมน (bitumen-น้ำมันดิน) ในการทำมัมมี่ และตอนนั้นคนก็คิดว่าบิทูเมนน่าจะมีสรรพคุณทางยา เลยมีการเอามัมมี่อียิปต์มาบดทำเป็นยากันครั้งหนึ่ง จึงเคยมีคนเอาศพของอาชญากรร้ายหรือคนที่ฆ่าตัวตาย มาทำมัมมี่เพื่อเอามาใช้ทำยาด้วย โดยอาจจะลืมไปว่า สรรพคุณทางยาที่พวกเขาคาดหวังนั้นมาจากบิทูเมน ไม่ใช่ตัวมัมมี่เอง

ที่ชิลี มีการค้นพบมัมมี่ประหลาด ซึ่งมีขนาดตัวเพียงแค่หกนิ้วเท่านั้น ด้วยรูปร่างของกะโหลกศีรษะที่แหลมผิดปกติ รวมไปถึงขนาดกระดูกร่างกายเล็กจิ๋ว ทำให้ใครหลายคนเชื่อว่ามัมมี่ลึกลับผู้นี้ เป็นสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว มีการตั้งชื่อมัมมี่ดังกล่าวว่า “Ata” แต่ผลการศึกษาใหม่ที่เผยแพร่ลงในวารสาร Genome Research ไม่เพียงแต่พิสูจน์ทฤษฎีเอเลียนเท่านั้น แต่ยังให้คำอธิบายใหม่ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับที่มาของมัมมี่ประหลาดนี้

การถกเถียงเริ่มต้นขึ้นในปี 2003 เมื่อร่างของมัมมี่ Ata ถูกค้นพบในเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนทะเลทราย Atacama ของชิลี Ata ถูกขายต่อให้แก่ Ramón Navia-Osorio นักธุรกิจชาวสเปน ในปี 2012 ซึ่งตัวเขาอนุญาตให้แพทย์ท่านหนึ่ง นาม Steven Greer ใช้รังสีเอกซเรย์และซีทีสแกนเข้าวิเคราะห์โครงกระดูกลึกลับนี้

มัมมี่จิ๋วคล้ายเอเลียน

Greer เป็นผู้ก่อตั้งโครงการ The Disclosure Project โครงการที่มุ่งเน้นในการเสาะแสวงหาความจริง เกี่ยวกับยูเอฟโอไปจนถึงสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาว ซึ่งมัมมี่ Ata เองถูกพิจารณาว่าเข้าข่ายดังกล่าว แม้จะมีขนาดเทียบเท่ากับตัวอ่อนในครรภ์มนุษย์ก็ตาม แต่ข้อมูลจากการรังสีสแกน เปิดเผยว่าโครงกระดูกของ Ata มีคุณสมบัติไม่ต่างจากเด็กอายุ 6 ขวบ

นอกจากนั้น Greer ยังได้มอบตัวอย่างของไขกระดูกมัมมี่ Ata แก่ Garry Nolan นักภูมิคุ้มกันวิทยา จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประจำเมือง Palo Alto รัฐแคลิฟอร์เนีย เข้าตรวจสอบดีเอ็นเอ เพื่อยืนยันว่ามัมมี่ร่างนี้คือมนุษย์จริงๆ ซึ่งผลการตรวจสอบจีโนมยืนยันว่าเป็นเช่นนั้น แต่ปริศนาที่ยังไม่สามารถไขคำตอบได้ก็คือ เหตุใดมัมมี่ Ata จึงมีขนาดร่างกายเล็กจิ๋ว ตอนนี้เราเข้าใจแล้วว่านี่คือมนุษย์ ในขั้นต่อไป คือการหาคำตอบว่าสิ่งที่เราเห็นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร” Nolan กล่าว

ดังนั้น Nolan จึงทำงานร่วมกับนักวิจัยพันธุกรรมของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และทีมนักวิจัยของ Atul Butte นักชีววิทยาคอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในซานฟรานซิสโก เพื่อศึกษาจีโนมของมัมมี่จิ๋วร่างนี้ต่อไป รายงานจากผลการศึกษาใหม่ พวกเขาพบการกลายพันธุ์บนเจ็ดยีนของ Ata ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของมนุษย์ และ Nolan เชื่อว่านี่เป็นสาเหตุให้กระดูกของ Ata ไม่ปกติ และดูเหมือนว่ามัมมี่ Ata จะเสียชีวิตตั้งแต่คลอดหรือหลังคลอดได้ไม่นาน

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีผู้ที่ปักใจเชื่อว่า Ata ไม่ใช่มนุษย์ และพวกเขาอาจไม่ยอมรับผลการศึกษาใหม่นี้ง่ายๆ ทางด้านนักวิทยาศาสตร์เอง คาดหวังว่ารายงานใหม่นี้จะช่วยยุติข้อถกเถียงเกี่ยวกับ Ata เสียที

“ประเด็นเอเลียนเป็นการแอบอ้าง เพื่อกระตุ้นความสนใจ” William Jungers นักบรรพชีวินวิทยา และนักกายวิภาคศาสตร์กล่าวในฐานะของศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัย Stony Brook ตัวเขาเชื่อว่าผลการศึกษาใหม่ จะทำให้ประเด็นไร้สาระที่ผ่านๆ มาเกี่ยวกับ Ata สิ้นสุดลง ซึ่งก่อนหน้านี้เอง ก็เคยมีกรณีทำนองนี้มาแล้ว Fowzan Alkuraya นักพันธุศาสตร์เล่าถึงการค้นพบ “ฮอบบิท” หรือโครงกระดูกมนุษย์ขนาดเล็กเมื่อ 15 ปีก่อนในอินโดนีเซีย ซึ่งปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เอง ก็ยังคงถกเถียงกันอยู่ว่าโครงกระดูกนี้ เป็นสายพันธุ์ญาติของมนุษย์สมัยใหม่ หรือเป็นเพียงตัวอย่างของมนุษย์ที่มีร่างกายเล็กผิดปกติกันแน่

“การศึกษาครั้งนี้ ย้ำเตือนให้เราเห็นว่าโรคทางพันธุกรรมนั้นวิจิตรพิสดารแค่ไหน” Alkuraya กล่าว ตัวเขาเป็นนักพันธุศาสตร์ประจำโรงพยาบาลและสถาบันวิจัย King Faisal ในกรุงริยาด ของซาอุดิอาระเบีย

แม้จะมีขนาดเทียบเท่ากับตัวอ่อนของมนุษย์ แต่กระดูกของมัมมี่ร่างนี้กลับมีคุณสมบัติเทียบเท่าได้กับเด็ก 6 ขวบในมนุษย์ทั่วไป ซึ่งรวมถึง Ata ด้วยเช่นกัน สามารถเกิดการกลายพันธุ์ของยีนได้หลายแบบ แต่มีเพียงไม่กี่ชนิดของการกลายพันธุ์เท่านั้นที่จะก่อให้เกิดโรคชัดเจนในเด็ก โดยในกรณีของ Ata นี้การกลายพันธุ์ถึง 7 ยีนพร้อมกัน แทบจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยพบมาก่อน ดังนั้น Alkuraya จึงคิดว่าสาเหตุของการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของมัมมี่จิ๋วตัวนี้น่าจะมาจากการกลายพันธุ์เฉพาะจุดสองจุดที่สำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะหาว่ายีนไหนที่ส่งผลให้ร่างกายของ Ata ผิดปกติ

ที่ว่าเป็นเรื่องยากก็เพราะทีมนักวิจัยเองไม่มีข้อมูลของครอบครัวหรือญาติของ Ata เลย หากพวกเขามีดีเอ็นเอของพ่อแม่ Ata ก็จะสามารถตรวจสอบได้ว่า ลักษณะการกลายพันธุ์เหล่านี้มาจากฝ่ายพ่อหรือแม่กันแน่ ซึ่งความผิดปกติในยีนที่เกิดขึ้นกับพ่อหรือแม่ของ Ata นั้นดูเหมือนว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต เนื่องจากว่าแตกต่างจาก Ata ที่เสียชีวิตตั้งแต่เกิด แต่พ่อแม่ของเธอสามารถเติบโตจนมีลูกได้

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีใครทราบเกี่ยวกับเรื่องราวของพ่อแม่ Ata แต่ Nolan เองเชื่อว่าคงมีใครสักคนยังคงดูแลร่างของ Ata ต่อไป หลังจากที่เด็กคนนี้ตายไปแล้วเมื่อ 40 ปีก่อน โดยดูจากวิธีการวาง และหนังสัตว์ที่ห่อหุ้มอย่างทะนุถนอม ในตอนที่ Ata ถูกพบเข้าเป็นครั้งแรก “พวกเขาไม่ได้ทิ้งร่างนี้ ใครสักคนมองว่าร่างนี้มีความสำคัญ ในฐานะลูกของพวกเขา” Nolan กล่าว และเช่นเดียวกับ Jungers ตัวเขาต้องการให้มัมมี่ Ata เดินทางกลับไปยังชิลี เพื่อไปพำนักต่ออย่างสงบในที่ที่เธอจากมา

เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการค้นพบมัมมี่ประหลาดที่ประเทศเปรูในสุสานแห่งหนึ่งใกล้กับเส้นนัซกา ซึ่งลักษณะของซากมัมมี่ดังกล่าว มีความประหลาดตรงที่มีลักษณะกะโหลกยาว และมีนิ้วมือเพียงสามนิ้ว

ซากโครงกระดูกมัมมี่

รายงานระบุว่า จากการวิเคราะห์เบื้องต้นของมัมมี่ ซึ่งมีการตั้งชื่อว่า “มาเรีย” มีลักษณะที่กำลังเป็นมนุษย์ (humanoid being) มีโครโมโซม 23 คู่ และคาดว่ามัมมี่ร่างนี้จะมีชีวิตในช่วงประมาณศตวรรษที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ชาวยุโรปจะค้นพบทวีปอเมริกา

ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ที่ลงพื้นที่ในประเทศเปรู ดร.คอนสแตนติน โครอทโคฟ และนาตายา ซลาโนยา นักรังสีวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ระบุว่า พวกเขาเชื่อว่ามัมมี่มาเรียนี้ อาจมาจากสายพันธุ์ที่มีวิวัฒนาการเร็วกว่ามนุษย์โดยทั่วไป “อาจจะหลายพันปีก่อนหน้านี้” เขากล่าว และเขาตั้งสมมติฐานว่าเผ่าพันธุ์นี้อาจเสียชีวิตอันเป็นผลมาจากน้ำท่วมหรือการที่ดาวหางพุ่งชนโลก

อย่างไรก็ดี ตอนนี้ทีมนักวิจัยกำลังมองหาองค์ประกอบอื่นๆ ของมาเรียว่า มีลักษณะคล้ายคลึงกับผู้คนในแถบแอฟริกาใต้ในพื้นที่อื่นๆ หรือไม่ อย่างไรก็ดี ภาพเอกซ์เรย์ร่างมัมมี่มาเรีย ชี้ให้เห็นว่ามีลักษณะรูปกะโหลกเรียวยาว มีนิ้วมือและนิ้วเท้าสามนิ้ว มีเนื้อเยื่อลักษณะทางชีวภาพ องค์ประกอบทางเคมีที่บ่งชี้ว่าเป็นมนุษย์ มีซี่โครงและกระดูกที่ดูคล้ายกับมนุษย์ในบางส่วน

นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่ามัมมี่มาเรียถูกดองด้วยผงแคดเมียมคลอไรด์ที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียไว้รักษาสภาพศพที่ร่างมัมมี่ ซึ่งขณะนี้ทีมนักวิจัยกำลังพยายามถอดรหัสจีโนมและดีเอ็นเอ ซึ่งหวังในอนาคตจะสามารถนำมัมมี่ร่างดังกล่าวกลับไปวิเคราะห์ที่รัสเซีย

ทั้งนี้ นอกจากมัมมี่มาเรียแล้ว ในบริเวณใกล้เคียงทีมวิจัยยังได้พบมัมมี่อายุ 9 เดือน ชื่อ “วาวิตา” ซึ่งคาดว่าจะเป็นเพศชายและอาจมีความเกี่ยวข้องกับมัมมี่มาเรียในฐานะแม่ลูกกัน

อย่างไรก็ดี เดลิเมล์รายงานว่านายไนเจล วัตสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านยูเอฟโอระบุว่า ซากมัมมี่ดังกล่าวเป็นเรื่องหลอกลวง หลักฐานใหม่บ่งบอกว่ามาเรียเป็นมนุษย์สิ่งแปลกประหลาดอย่างเดียวก็คือ เธอมีโครงสร้างซี่โครงที่ผิดปกติ นี่อาจเป็นเพราะเธอเป็นช่างตัดต่อกระดูกที่เรียกว่า “fakers” ส่วนที่พบว่ามัมมี่มีสามนิ้วนั้น เขากล่าวว่า แล้วมนุษย์เหล่านี้จะใช้ชีวิตอย่างไรหากมีแค่ 3 นิ้ว สอดคล้องกับนายนิก โป๊ป ผู้เชี่ยวชาญด้านยูเอฟโอจากกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า “เขาคิดว่ามันเป็นเรื่องหลอกลวงและเหมือนกับรูปปั้นปูนปลาสเตอร์มากกว่า”

เรื่องโดย. ทิวากร สุวพานิช

ภาพโดย. www.nytimes.com, www.thai.alibaba.com, www.the-alien-project.com, journalist.today


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •