17 ตุลาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการดำรงชีวิตของผู้คนที่มีเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ประชากรบนโลกมีความสะดวกสบายและทันสมัยมากขึ้น แต่สิ่งที่น่าสงสัยและน่าสนใจก็คือ ปัจจุบันยังคงมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ใครหลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินชื่อมาก่อน ซึ่งกลุ่มคนดังกล่าวยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมอยู่กับธรรมชาติโดยที่ไม่ได้สนใจต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นก็คือ ชนเผ่าฮิมบา (Himba)

ชาวฮิมบา

ฮิมบา เป็นชนเผ่าเล็กๆ ในทวีปแอฟริกา อาศัยอยู่ในดินแดนแห้งแล้งทางตอนเหนือของประเทศนามิเบีย หรือชื่อทางการสาธารณรัฐนามิเบีย (Republic of Namibia) เป็นประเทศในทวีปแอฟริกาตอนใต้ มีชนเผ่าฮิมบาอาศัยอยู่ตามแนวแม่น้ำคูเนเน (Kunene) ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่น้ำสายยาวไม่กี่แห่งในภูมิภาคนี้และเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างทางเหนือของประเทศนามิเบียและแองโกลา ชนเผ่าฮิมบามีประชากรประมาณ 30,000-50,000 คน จากประชากรทั้งหมด 2.6 ล้านคนในประเทศนามิเบีย และมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย ทำให้พวกเขาได้ชื่อว่าเป็นชนเผ่ากึ่งเร่ร่อน อพยพตามฤดูกาลและตามแหล่งน้ำเป็นหลัก พวกเขามีการดำเนินชีวิตแบบดั้งเดิมอยู่กับธรรมชาติ ไม่มีไฟฟ้าและเทคโนโลยีใดๆ ใช้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะดูแตกต่างจากโลกปัจจุบันแต่พวกเขาค่อนข้างเป็นมิตรกับทุกคน เนื่องจากพื้นที่ที่พวกเขาอยู่อาศัยนั้นได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อีกแห่งในนามิเบีย ทำให้มีนักท่องเที่ยวสนใจในวิถีชีวิตของพวกเขาและอยากรู้จักชนเผ่ากลุ่มนี้มากขึ้น

การแต่งกาย

ลักษณะของชนเผ่าฮิมบา มีรูปร่างผอม บาง และสูง มีเนื้อตัวสีแดง มีการแต่งกายแบบ Topless หรือเปลือยกายส่วนบน ซึ่งส่วนล่างจะใช้หนังสัตว์ที่ขัดฟอกด้วยตนเองทำเป็นเสื้อผ้าสำหรับนุ่งห่ม และมีทรงผมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากชนเผ่าอื่นๆ ในทวีปแอฟริกา โดยมีการใช้วัสดุท้องถิ่นในการตกแต่งทรงผมที่เรียกว่า เอเรมเบ้ (การแต่งทรงผม) ซึ่งจะใช้ดินโคลนสีแดง เนย และขนแพะสำหรับถักผมเปียและทำทรงเดรดล็อก  โดยแต่ละคนมีทรงผมที่แตกต่างกันตามเพศและช่วงอายุที่สามารถบ่งบอกสถานะทางสังคม คือ

การจัดแต่งทรงผม

เด็กเล็กๆ ชาวฮิมบาจะโกนศีรษะ แต่เมื่อโตขึ้น ผมจะเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงความเป็นเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชาย โดยเด็กผู้ชายจะมี 1 เปีย ปัดไปด้านหลัง แต่จะไม่ไว้เป็นทรงหางม้า ส่วนเด็กผู้หญิงจะมีถึง 1 -2 เปียด้านหน้า หรือบางทีอาจมีมากถึง 4 เปีย แต่หากเป็นเด็กหญิงฝาแฝดก็จะมีเพียงแค่คนละเปีย

เมื่อเริ่มก้าวเข้าสู่วัยสาว เปียผมจะเปลี่ยนไปเป็นทรงที่คล้ายกับทรงเดรดล็อก (Dread Lock) โดยนิยมนำผมมาปกปิดใบหน้าเพื่อซ่อนความเป็นสาวแรกแย้ม แต่หากเติบโตขึ้นจนถึงวัยที่สามารถออกเรือนหรือมีครอบครัวได้ ก็จะปัดเสยผมไปด้านหลังเพื่อเผยใบหน้าให้หนุ่มเผ่าเดียวกันได้เห็นอย่างชัดเจน หากเป็นหญิงที่แต่งงานไปแล้วมากกว่า 1 ปี หรือเป็นหญิงที่มีบุตรแล้ว จะสวมเครื่องประดับที่ทำจากหนังสัตว์ไว้บนศีรษะ ส่วนผู้ชายหากเป็นหนุ่มโสดจะมัดผมเปียชี้ไปทางด้านหลัง ประดับตกแต่งด้วยเส้นใยปาล์มย้อมสีหรือเศษผ้าสวยงามเท่าที่จะหาได้ และจะเปลี่ยนเป็นการโพกศีรษะด้วยผ้าคลุมผมเอาไว้ทั้งหมดก็ต่อเมื่อแต่งงานแล้ว และจะไม่ถอดผ้านั้นออกอีกต่อไป

เด็กฮิมบา
การอบควันเทียน

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าชาวฮิมบาทุกคนเอาใจใส่กับทรงผมของตนเองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้หญิงที่แต่ละคนสละเวลาวันละ 2-3 ชั่วโมง เพื่อดูแลเสริมความงามให้กับทรงผมโดยเฉพาะทรงผมเดรดล็อกของผู้หญิงที่ต้องดูแลรักษากันเป็นพิเศษ และนอกเหนือจากนั้นพฤติกรรมที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คือ ชาวฮิมบาไม่นิยมอาบน้ำ โดยผู้หญิงจะไม่อาบน้ำตั้งแต่เกิดจนวาระสุดท้ายของชีวิต แต่พวกเขามีวิธีการทำความสะอาดร่างกายที่เรียกว่า อบควันหอม จากการเผาด้วยสมุนไพรแล้วค่อยๆ ยกถ้วยควันไล่อบไปในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ส่วนสาเหตุที่พวกเขาไม่นิยมอาบน้ำมาจากความแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำ มีเพียงผู้ชายเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ใช้น้ำเพื่อล้างตามความประสงค์

ส่วนการดำรงชีวิตของชาวฮิมบานั้นยังคงใช้ชีวิตโดยอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก ใช้ชีวิตที่สงบ เรียบง่าย นิยมเลี้ยงวัวและแพะ โดยมีแพะเป็นสัตว์เลี้ยงประจำเผ่า ส่วนด้านการเกษตรไม่เป็นที่นิยมมากนักเนื่องจากเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำสามารถปลูกพืชได้บางชนิดเท่านั้น เช่น ต้นข้าวโพด เป็นต้น และในสังคมของชาวฮิมบานั้น เพศหญิงต้องทำงานหนักมากกว่าเพศชาย โดยงานส่วนใหญ่ที่เป็นหน้าที่หลักของเพศหญิง คือ การไปตักน้ำเพื่อนำมาใช้สอยในหมู่บ้าน หาเก็บฟืน ทำอาหาร เลี้ยงลูก รวมถึงงานหัตถกรรม เช่น การทักทอเสื้อผ้า และเครื่องประดับ นอกจากนี้การรีดนมวัวและนมแพะก็ยังเป็นหน้าที่ของผู้หญิงอีกด้วย ส่วนเพศชายนั้นมีหน้าที่หลัก คือ เป็นหัวหน้าเผ่า ดูแลสัตว์และออกล่าสัตว์ที่มักจะต้องห่างไกลจากบ้านเป็นเวลานาน รวมถึงงานก่อสร้างที่เพศชายจะต้องเข้าเมืองเพื่อไปทำงานรับจ้าง

เลี้ยงวัว

ที่อยู่อาศัยของคนที่นี่ทำมาจากดินโคลนแดง มีหลังคามุงที่ทำมาจากต้นจาก (พืชจำพวกปาล์ม) โดยบ้านแต่ละหลังสร้างเป็นกระท่อมขนาดเล็กเรียงกันในรูปครึ่งวงกลม มีบ้านหัวหน้าครอบครัวกับภรรยาคนแรกอยู่ตรงกลาง พื้นบ้านปูด้วยหนังวัวและใช้หมอนไม้สำหรับรองศีรษะตอนนอน ส่วนอาหารที่ชาวฮิมบารับประทานเป็นประจำ คือ โจ๊ก ซึ่งทำมาจากแป้ง โดยการต้มน้ำให้เดือดและใส่แป้งลงไป อาจเพิ่มน้ำมันและอาหารที่เสิร์ฟ เป็นอาหารที่ไม่มีรสชาติ เพราะชาวฮิมบาไม่รู้จักการใช้เกลือหรือน้ำตาล

จารีตและประเพณีที่สำคัญของชาวฮิมบา คือ การแต่งงานที่ยังคงเป็นแบบคลุมถุงชนและผู้ชายสามารถมีภรรยาได้มากกว่า 1 คน ในพิธีกรรมเจ้าสาวจะต้องกินเนื้อสัตว์ของฝ่ายชาย ซึ่งนั่นจะแปลว่าเขามีเลือดเนื้อของญาติฝ่ายชายอยู่ในตัวแล้ว หลังจากนั้นเจ้าสาวจะต้องย้ายไปอยู่บ้านของฝ่ายชาย และหลังจากการแต่งงานการมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสเป็นเรื่องจำเป็น ภรรยามีหน้าที่ทาบทามผู้หญิงอื่นที่สามีตนเองต้องการมีเพศสัมพันธ์ด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้หญิงคนนั้นจะต้องได้รับการยอมรับจากภรรยาด้วย

นอกจากนี้ชาวฮิมบายังมีความเชื่อเกี่ยวกับภูตผี ซึ่งพวกเขาเรียกว่า Mukuru พวกเขาสามารถสื่อสารกับภูตผีเหล่านั้นโดยผ่านไฟศักดิ์สิทธิ์ โดยบริเวณหน้าบ้านของแต่ละคน จะมีกองไฟกองเล็กๆ มีควันลอยออกมาเล็กน้อย เพื่อให้รู้ว่านี่คือกองไฟ ชนเผ่าฮิมบาเชื่อว่าห้ามไม่ให้ไฟดับเด็ดขาด เพราะไฟนี้ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของครอบครัว บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกครอบครัวห้ามเดินผ่านระหว่างกองไฟกับหน้ากระท่อม ให้เดินอ้อมหลังกระท่อม

เราจะเห็นได้ว่าชนเผ่าฮิมบาเป็นชนเผ่าที่ยังคงดำรงชีวิตในแบบดั้งเดิมของตน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเหมือนในยุคปัจจุบัน พวกเขามีความผูกพันและมีวิถีชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งก็ทำให้พวกเขามีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเป็นของตนเองอย่างชัดเจน กลายเป็นชนเผ่าที่หาดูได้ยากในยุคศตวรรษที่ 21

แต่เนื่องจากโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาหลายๆ ด้านอย่างรวดเร็ว ทำให้พวกเขาต้องรู้จักปรับตัวและหาวิธีที่จะอยู่รอดได้ โดยมีการอพยพเข้ามาในตัวเมืองเพื่อหารายได้มากขึ้น จนทำให้ชนเผ่ามีจำนวนประชากรลดลงและอาจจะหายสาบสูญไปในที่สุด

เรื่องโดย. ตะวัน สัญจร

ภาพโดย. www.atlasofhumanity.com, www.linkedin.com, www.kevinpepperphotography.com, www.lensculture.com, www.apacheroselondon.com, face2faceafrica.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •