2 ธันวาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                นี่เป็นเรื่องราวแปลกๆ สมัยผมเรียนมัธยมต้น เรื่องราวเกิดขึ้นในสมัยที่อยู่ที่โรงเรียนแห่งนั้น และเรื่องราวที่ว่านี้มันเกิดในวันหนึ่ง…ผมยังจำวันนั้นได้ดี

                “เฮ้ย จริงเหรอวะ?” ผมจำได้ว่าเพื่อนผมสมัยมัธยมที่ชื่อ ปัง ได้ถามผมเสียงดัง

                “จริงสิ เค้าว่าที่นี่แหละที่พี่ผู้หญิง ม.4 คนนั้นฆ่าตัวตาย” ทุกคนที่อยู่ในวงสนทนาเริ่มแสดงอาการหวาดๆ ขึ้นมา แม้แต่ผมเองก็เถอะ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วและก็ได้ยินเรื่องที่ว่านี้จากรุ่นพี่ ม.6 แต่มันก็ยังอดกลัวไปกับเรื่องที่ผมเล่าเองไม่ได้ เราเข้ามายืนรวมกลุ่มกันอยู่กลางห้องนั้น แล้วมองไปที่ขื่อบนเพดาน

                “นั่นใช่มั้ย? ที่พี่ ม.4 เค้าผูกคอตาย?” นายสมนึก ขาโอ่ประจำห้องถามขึ้นมาเบาๆ พลางมองดูด้วยอาการหวาดๆ ผมไม่ตอบอะไร ได้แต่พยักหน้า แล้วก็เพ่งมองขื่ออันนั้น ทุกคนก็มองอยู่ด้วย แต่แล้วฉับพลันในขณะที่เรากำลังดูอยู่นั้น จู่ๆ เราก็ได้ยินเสียงประตูไม้ปิดดังโครม

                “เฮ้ย เสียงประตูข้างล่างท่าจะปิดแล้วว่ะ”

                “ฉิบหายแล้ว ถ้าไม่รีบออกไปล่ะก็ ติดอยู่ในนี้แน่เลย…นี่ท่าทางภารโรงเค้าคงไม่รู้ว่าพวกเราแอบขึ้นมาบนนี้แน่ๆ” เราทุกคนรีบหันกายออกไปจากห้องนั้น แล้วก็ตรงรี่ไปที่บันไดก่อนจะรีบผลุนผลันวิ่งลงไปทันที เรามาถึงประตูใหญ่กันในเวลาไม่นานนัก แต่น่าเสียดายที่ว่า เวลานี้ประตูใหญ่ถูกปิดลงไปเรียบร้อยแล้ว

                “เฮ้ย แบบนี้ไม่เอานะ อยู่ในนี้น่ากลัวตายห่าเลย” นายประวิทย์ร้องขึ้น ทำเอาเราทุกคนพลอยใจไม่ดีไปด้วย ผมเองมานึกเสียใจที่ไม่น่าหลวมตัวมากับพวกเค้าเพราะคำชวนที่ไม่เข้าท่านั้นเลย

***********

                “เฮ้ยๆ ไปด้วยกันเหอะ ตอนนี้เอ็งก็ว่างอยู่ไม่ใช่เหรอ?”

                ผมบอกไปว่าใช่ แต่ผมขี้เกียจจะไปกับพวกเค้า อีกอย่างนี่มันก็ใกล้เวลาจะหมดคาบเต็มทนแล้ว แล้วนี่ก็เป็นคาบสุดท้ายของวันนี้ด้วย ดังนั้น อีกไม่เกินครึ่งชั่วโมง โรงเรียนก็จะเลิกแล้ว แต่พวกเพื่อนกลุ่มนี้ก็พยายามคะยั้นคะยอให้ผมพาพวกเค้าไปดูสถานที่เกิดเหตุให้จงได้ เค้าบอกว่าอยากจะเห็นกันว่าสถานที่ที่ว่ามันอยู่ที่ตรงไหน

                “ก็นายรู้ที่อยู่คนเดียวนี่นา น่า ไปด้วยกันเหอะ แป๊บเดียวเอง ดูเสร็จแล้วจะรีบลงมาทันทีเลย” แล้วพวกเค้าก็คะยั้นคะยอผมสารพัด ทั้งกล่อมทั้งชักชวนจนผมเริ่มรำคาญ สุดท้ายเพราะไอ้ความที่ทนอาการเซ้าซี้ของเพื่อนๆ กลุ่มนี้ไม่ได้ ผมก็เลยรับปากว่าจะพาพวกเค้าไปดู

                “แต่แค่แป๊บเดียวนะ ดูเสร็จแล้วต้องรีบลงมาเลยนา เดี๋ยวจะซวยเอา…” ผมว่าพลางลุกขึ้น แล้วเดินนำพวกเค้าไปที่อาคารห้องช่างไม้หลังโรงเรียน

                อาคารที่ว่านี้ เดิมทีเป็นห้องเรียนของพวกช่างอุตสาหกรรม พวกที่เรียนวิชาช่างไม้จะมาเรียนกันที่นี่ แต่ทว่ามันอยู่ลึกเกินไปและลับหูลับตาคนไปสักหน่อย หลังๆ มันก็เลยไม่ค่อยจะมีใครไปเรียนนัก…แล้วยิ่งมาเมื่อสองสามปีก่อนที่มีเรื่องที่นักเรียนหญิงรุ่นพี่ชั้น ม.4 มาผูกคอตายที่นี่ด้วย มันก็เลยยิ่งทำให้ผู้คนขยาดห้องเรียนหลังนี้ไปโดยปริยาย ต่อมามันถูกปิดตายและใช้เป็นห้องเก็บอุปกรณ์การเรียนการสอนแทน

                “เฮ้ย ถามจริงเหอะ นายไปรู้เรื่องนี้มาจากใครวะ?” นายปังสงสัยมาก เค้าก็เลยถามผมขึ้นมาตรงๆ ผมบอกเค้าว่า

                “อ๋อ ก็รู้มาจากรุ่นพี่ ม.6 ตอนนี้นี่แหละ พี่เค้าเคยเรียนอยู่ห้องเดียวกับพี่ผู้หญิงที่ผูกคอตายไปน่ะ ดูเหมือนเรื่องมันผ่านมาได้สักสองปีแล้วมั้ง” ผมจำได้ว่าวันนั้นเราเดินไปคุยไป หลายคนพยายามซักถามผมถึงเรื่องนี้ไม่หยุดปากทีเดียว

                “แล้วเรื่องมันเป็นมายังไงวะ? ทำไมพี่ผู้หญิงคนนี้เค้าถึงได้มาผูกคอตายที่นี่ล่ะ” คราวนี้เป็นนายสมนึกที่หันมาถามผมเป็นรายต่อไป

                “ก็ไม่รู้เหมือนกัน เห็นเค้าว่าพี่เค้าท้องกับรุ่นพี่คนหนึ่งที่อยู่ต่างโรงเรียนนี่แหละ แล้วจู่ๆ พี่คนนั้นก็ไม่ยอมรับว่าทำพี่เค้าท้อง…แถมยังมีหน้ามาจีบเพื่อนในห้องเดียวกับพี่เค้าอีก เห็นว่าพี่เค้าบอกรุ่นพี่ไปแล้ว แต่รุ่นพี่คงบอกปัดไม่ช่วย พี่เค้าคงหาทางออกไม่ได้ ไม่รู้จะทำยังไง และก็คงไม่กล้าบอกที่บ้านด้วย สุดท้ายก็เลยผูกคอตายไปซะอย่างนั้น”

                “แกไปผูกคอตายที่ไอ้ตึกห้องช่างไม้นั่นแหละ…เห็นเค้าว่ากันว่า ตอนเช้าเธอก็ยังดีๆ อยู่ แต่สายๆ เธอก็หายตัวไป ไม่มีใครเห็นเธอเข้าเรียนอีกเลย จนเที่ยงจนบ่ายไปแล้วนั่นแหละ เพื่อนในห้องถึงได้นึกเอะใจ ว่ากันว่าเธอหายไปในคาบที่สาม ก่อนเที่ยง ปกติเธอจะมาทานอาหารกลางวันกับเพื่อนๆ แต่วันนี้เธอหายตัวไป ไม่มีใครเห็นหน้าอีกเลย อีกทั้งมันไม่ใช่วิชาเลือกที่จะต้องแยกห้องกันเรียน มันเป็นวิชาบังคับทั้งนั้น ดังนั้นมันก็มีแต่เธอคิดจะโดดเรียนอย่างเดียว แต่เธอจะโดดไปทำไมล่ะ ก็จริงๆแล้ว เธอไม่ใช่พวกเด็กเกเรนี่นา”

                ผมเล่าเรื่องนี้ตามที่รุ่นพี่ ม.6 ที่รู้จักกันเล่าให้ฟัง เค้าบอกอีกว่า “ทุกคนช่วยกันตามหาเธอตั้งแต่สาย จนบ่ายจนเย็นก็ไม่มีใครเจอเธอเลย ทุกคนคิดว่าเธอคงแอบกลับไปที่บ้านแล้ว อาจจะไม่สบายหรือมีเรื่องมีราวอะไรก็ได้ แต่ทว่าเย็นวันนั้น เพื่อนคนหนึ่งได้โทรศัพท์ไปหาเธอที่บ้าน ปรากฏว่าสามทุ่มไปแล้ว ที่บ้านก็บอกว่าเธอยังไม่กลับมาเลย คราวนี้เพื่อนคนนั้นรีบโทรตามพื่อนๆ ที่สนิทกัน ก็ไม่ปรากฏว่าเธอไปอยู่ที่บ้านใครสักคน”

                “รุ่งเช้า เรื่องนี้ก็ถูกโจษขานกันใหญ่ นักเรียนทั้งโรงเรียนต่างช่วยกันออกค้นหาตามห้องหับต่างๆ ทั่วโรงเรียน และมีคนกลุ่มหนึ่งมาค้นที่ตึกห้องช่างไม้นี่ด้วย แล้วก็พบศพเธอแขวนโตงเตงอยู่กับขื่อ เธอผูกคอตาย แล้วศพนั้นก็แข็งตัวแล้ว ท่าทางเธอจะตายมาตั้งแต่เมื่อวานนี้ วันนั้นทั้งโรงเรียนโกลาหลมาก ถึงกับไม่มีการเรียนการสอนกันเลยทีเดียว แล้วเย็นวันนั้นโรงเรียนก็เป็นเจ้าภาพงานศพของเธอ”

                “พี่คนนี้เค้ายังไปงานศพเลย บอกว่างานวันนั้นน่ากลัวมาก และตั้งแต่นั้นก็ไม่มีใครกล้าย่างกรายไปที่ห้องช่างไม้อีกเลย แล้วมันก็ถูกปิดตายมาจนทุกวันนี้นั่นแหละ”

                แต่วันนี้ มีพวกเราที่อยากจะเข้าไปดูที่เกิดเหตุอีกครั้ง ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ที่จู่ๆ เพื่อนผมก็อยากจะไปดูสถานที่ที่ว่านี้ “แล้ว…แน่ใจแล้วเรอะว่าเราจะเข้าไปได้น่ะ” ผมว่า เพราะวันก่อนผมยังเห็นว่าตึกห้องช่างไม้ที่ว่านี้ยังถูกปิดตายอยู่เลย แต่นายสมนึกและนายปังบอกว่า

                “ไม่หรอก เมื่อเช้านี้เห็นภารโรงมาเปิดกุญแจแล้วเข้าไปเอาของ ขากลับลืมกุญแจเอาไว้ ก็เลยแอบไปลากประตูปิดงับไว้เฉยๆ ทั้งเอากุญแจไปซ่อนเพราะกลัวจะถูกปิดล็อกอีก” แต่พวกเค้าก็ไม่กล้าเข้าไปดูกันสองคนเพราะกลัว ดังนั้นในตอนบ่ายก็เลยเที่ยวชวนคนโน้นคนนี้ และสุดท้ายก็มาชวนผม เพราะผมสนิทกับรุ่นพี่ ม.6 และรู้ดีว่าที่เกิดเหตุที่ว่านั้นอยู่ตรงไหนแน่ จะว่ามันเป็นความซวยก็ได้ เพราะผมก็หลงคารมพวกเค้า และพาพวกเค้ามาชมสถานที่โดยที่ไม่ได้คิดว่าจะเกิดเรื่องเกิดราวอะไรขึ้นเลย

                แต่ทว่าเวลานี้ ทุกอย่างท่าทางจะไม่ค่อยดีเสียแล้ว เรารู้สึกว่าข้างนอกอาคารมันมีอะไรแปลกๆ เหมือนกับมีคนมาเดินอยู่ ผมได้ยินเสียงคนเคาะกระจกห้องดังป๊อก ป๊อก ป๊อก ดังอยู่หลายครั้ง

                เราเปิดไฟในห้องขึ้น แต่แล้วทุกคนก็สะดุ้งเฮือก ที่จู่ๆ ลมก็พัดหน้าต่างห้องเปิดขึ้นมาเองเฉยๆ นายปังรีบปิดหน้าต่างงับเอาไว้ แต่ทว่าไม่ทันไรลมก็กระชากมันเปิดออกมาอีก

                “นี่แน่ะ ใส่กลอนเอาไว้ซะเลย คราวนี้ถ้ามันยังเปิดออกมาอีกล่ะก็ ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว” ประวิทย์พูดพลางจัดแจงลงกลอนอย่างแน่นหนา แต่พอหันกลับมาเท่านั้นแหละ หน้าต่างที่ลงกลอนเอาไว้นั้นก็เปิดออกเอง คราวนี้ทุกคนใจไม่ดีแล้ว นายประวิทย์กระโดดโหยงไปยืนกลางห้องทีเดียว จู่ๆ เราก็ได้ยินเสียงลมที่แรงขึ้นๆ ทุกที แล้วไฟในห้องก็ดับลงโดยที่ไม่มีใครไปยุ่งกับมันเลย

                “เฮ้ย ท่าทางมันชักจะยังไงๆ เสียแล้วล่ะโว้ย นี่มันเกิดอะไรขึ้นวะ” นายปังว่า “ยังไงเรียกภารโรงเหอะ ยอมโดนด่าโดนหวดหน่อยนะ ขืนติดอยู่ในนี้ทั้งคืนก็ไม่ไหวเหมือนกัน” ว่าแล้วเราทุกคนก็ช่วยกันตะโกนเรียกภารโรงให้มาช่วยเปิด แต่แล้วเสียงก๊อกๆ แก๊กๆ ที่มุมห้องก็ทำให้เราหันขวับมาทันที แล้วตรงนั้นเราก็ได้เห็นว่ามีใครบางคนยืนอยู่

                ให้ตายเถอะครับ ผมเห็นเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ในเงามืดนั้น เธอยืนเฉยๆ นิ่งๆ อยู่อย่างนั้น ผมเชื่อว่าเวลานั้นทุกคนก็เห็นเหมือนที่ผมเห็นนี่แหละ เพียงแต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาเท่านั้นเอง เรากำลังกลัวและตกใจกันอย่างที่สุด นายปังเริ่มโงนเงนจะล้มลงไปแล้ว พอดีนายสมนึกคว้าเอาไว้ได้ก่อน ยังไม่ทันที่เราจะทำอะไร ไฟก็สว่างจ้าขึ้น แล้วร่างเด็กนักเรียนหญิงคนนั้นก็หายไปเฉยๆ

                สิ่งที่เราเห็นอยู่ตอนนี้กลับกลายเป็นภารโรงคนหนึ่งกำลังยืนมองเราอยู่ เค้าไม่พูดไม่ถามอะไรพวกเราทั้งนั้น เพียงแต่เรียกพวกเราให้ตามเค้าออกมา ผมเชื่อว่าเค้าเองก็คงได้เห็นเหมือนกับเรานี่แหละ เค้าไม่ได้บอกใครเลย อีกทั้งไม่ได้นำเรื่องที่เราแอบเล่นซนไปฟ้องครูอาจารย์ด้วย เราขอบคุณเค้า เค้าก็บอกว่าทีหลังอย่าซนอะไรแบบนี้อีก นี่ดีนะที่เค้าได้ยินเสียงพวกเราเลยขึ้นมาดู แล้วก็เจอพวกเราเข้า

                เค้าบอกว่าสิ่งที่เราเห็นและที่เค้าเห็นนั้น บอกใครไปก็ไม่มีใครเชื่อ แต่ทุกคนรู้ดีว่าเห็นอะไร ฉะนั้นไม่เอามาพูดนั่นแหละดีแล้ว และในวันเสาร์ต่อมา เค้าชวนเราไปทำบุญที่วัดโดยอุทิศส่วนกุศลให้พี่ผู้หญิงคนนั้น

                แล้วตั้งแต่นั้นมา ผมกับเพื่อนๆ ก็ไม่มีใครคิดที่จะย่างกรายไปยังตึกร้างห้องช่างไม้แห่งนั้นอีกเลย

*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

*ภาพที่ปรากฏใช้เป็นเพียงภาพประกอบเรื่องเท่านั้น

/

เรื่องโดย. จุติ จันทร์คณา

ภาพโดย. www.globalvillagespace.com, jaminajheelyn.tumblr.com, evstudio.com, www.pikist.com, www.nytimes.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •