5 ธันวาคม 2022
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                การนำของมีค่าจากผู้อื่นมาเป็นของตน ย่อมต้องมีโทษความผิดทั้งทางโลกและทางธรรม ยิ่งไปกว่านั้น หากเป็นของรักของหวงด้วย คำสาปแช่งของเจ้าของเดิมย่อมติดตามมา

                ย้อนกลับไปในปีพ.ศ. 2535 มนัสเข้าปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้ช่วยพยาบาล ประจำห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ด้านครอบครัวของมนัส คุณพ่อเขาได้ทำงานเป็นคนขับรถของโรงพยาบาล ส่วนคุณแม่เป็นแม่ครัว และพี่สาวอีกสองคนของเขาก็ได้เป็นนางพยาบาลประจำโรงพยาบาลแห่งนี้ทั้งคู่เช่นกัน ซึ่งใน 25-26 ปีก่อน เมื่อเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ผู้ที่บาดเจ็บจนถึงขั้นเสียชีวิต เมื่อทำการตบแต่งร่างกาย แพทย์ชันสูตรแล้วเสร็จ เป็นหน้าที่ของมนัสที่ต้องเข็นร่างไปยังห้องเก็บศพทันทีเพื่อรอญาติ

                ต่อมาเริ่มมีคำเล่าลือจากตึกอุบัติเหตุฉุกเฉินว่าผู้ประสบเหตุหลายราย ทั้งเสียชีวิตและไม่เสียชีวิต ญาติๆ จะมาร้องถามถึงสิ่งของมีค่าของผู้ประสบเหตุว่าหายไป เป็นอย่างนี้แทบทุกวัน! ซึ่งหัวหน้าฝ่ายพยาบาลได้ออกมายืนยัน ทำนองว่ามีเท่าที่เห็นและเก็บไว้ให้ ไม่มีใครอยากได้หรอกของคนเจ็บคนตาย มารับเคราะห์ต่อจากคนอื่นทำไม ซึ่งนางพยาบาลในยุคสมัยก่อนพูดจากันห้วนๆ อย่างนี้ล่ะ ได้รับคำสรรเสริญอยู่บ่อยๆ

                จนมาวันหนึ่ง มีรถยนต์เก๋งได้ประสบเหตุพุ่งชนคอสะพานบริเวณเยื้องโรงพยาบาล มีผู้บาดเจ็บรวม 4 ราย ซึ่งรายที่หนักสุดคือคุณยายอายุ 80 ปี เมื่อขึ้นเตียงพยาบาล คุณยายก็สิ้นลม ต่อมาลูกชาย ลูกสาว ลูกสะใภ้คุณยายที่แขนขาหัก เมื่ออาการดีขึ้นก็พร้อมที่จะกลับไปร่วมงานของมารดา และไปคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเรื่องคดีความ

                สองวันถัดมา ลูกชายคุณยายได้ขอพบหัวหน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล เขาถามถึงแหวนเพชร 2 กะรัต ตัวเรือนเป็นทองคำขาว ปกติคุณแม่จะสวมนิ้วนางข้างซ้ายเป็นประจำ ตอนแรกเขาคิดว่าทางตำรวจได้เก็บไป แต่เมื่อพบตำรวจ เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานยืนยันไม่รู้ไม่เห็น…ขอให้ย้อนกลับไปถามที่ห้องฉุกเฉิน เนื่องจากสถานที่ประสบเหตุอยู่เยื้องกับโรงพยาบาล ตำรวจตามไปทีหลัง เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายพยาบาลทราบเรื่องก็พากันอึ้ง

                แหวนเพชรน้ำหนัก 2 กะรัต สนนราคาเป็นล้านบาท อีกตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งเจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลด้วยกันเอง และผู้มาใช้บริการแผนกอื่นๆ ต่างเพ่งมองดูแล้ว ที่ห้องฉุกเฉินต้องมีหัวขโมยแฝงตัวอยู่ โดยหัวหน้าฝ่ายพยาบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจในเคสนี้ เพราะถือว่าทำให้ชื่อเสียงของโรงพยาบาลและบุคลากรเสื่อมเสีย

                หากหัวขโมยร้อยทั้งร้อยใครจะยอมรับ? คนที่หยิบฉวยของผู้อื่นย่อมต้องพูดปฏิเสธให้พ้นตัวไว้ก่อน เมื่อหัวหน้าเรียกเจ้าหน้าที่สอบถามเป็นรายบุคคลก็ยังไม่พบพิรุธจากใคร ยิ่งทำให้ต้องคิดหนัก สุดท้ายแล้วทุกคนที่ปฏิบัติการในห้องฉุกเฉิน จบลงด้วยการสาบานยังพระภูมิเจ้าที่ของโรงพยาบาลที่ทุกคนนับถือศรัทธา พากันกราบไหว้ทุกเช้า-ค่ำ

                จบเรื่องการสาบานผ่านไปก็ยังไม่พบความหายนะของเจ้าหน้าที่คนไหน ภาพต่อมาของมนัส เขาซื้อรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ชอปเปอร์ในเวลาเดียวกัน ขับขี่สลับมาทำงาน ซึ่งเขาบอกกับเพื่อนร่วมงานว่าถูกลอตเตอรี่หลายใบ ทว่าขณะนั้น การทำงานไม่มีใครสนใจในเรื่องส่วนตัว ใครจะมีใครจะจน เท่าไรนัก…ช่วยกันทำงานจนครบเวลาก็บ้านใครบ้านมัน ส่วนเรื่องของมีค่าจากคนเจ็บคนตายหาย! คงพอมีให้ได้ยินอยู่ประปราย คิดเสียว่าเรื่องอย่างนี้ใครทำใครได้ เมื่อยังจับมือใครดมไม่ได้ก็แล้วไป

                กระทั่งต้นปี พ.ศ.2537 ล่วงเข้าปีที่สามของการทำงานของมนัส ได้เริ่มมีนิทานจากห้องเก็บศพ โดยเจ้าหน้าที่ประจำห้องเก็บศพสูงวัยเล่าว่า ศพที่ถูกเข็นมาเก็บเป็นศพของคนจีน อายุล่วง 80-90 ปี ไว้ผมเกล้ามวย อาม่ามาเสียชีวิตที่ห้องฉุกเฉิน ระหว่างที่มนัสเข็นศพอาม่ามาพักไว้ในห้อง เขาเห็นมนัสหยิบสิ่งหนึ่งออกจากมวยผมของอาม่า เป็นแหวนทองคำหัวทำด้วยหยก ผู้เล่าเห็นคาตา! โดยมนัสขอร้องไม่ให้เขาพูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง เมื่อขายได้ก็จะนำเงินมาแบ่งให้ใช้ ผู้เล่าสารภาพว่าตอนนั้นเขาอึ้ง พูดอะไรไม่ออก เสียงร่ำลือว่า…ของคนป่วย คนตายที่หายไปบ่อยๆ คงเป็นฝีมือของมนัสนี่ล่ะ? แต่เวลานั้นยังไม่กล้าพูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง โดยเหตุผลที่ว่า…

                “คิดแล้วกลัว พ่อแม่เขาทำงานที่โรง’บาลมาหลายปี ไหนจะพี่สาวเขาอีก พรรคพวกเขากับพรรคพวกผมย่อมผิดกัน ผมตัวคนเดียว พูดไปใครเขาจะเชื่อ! หากผมพูดไป เขาก็หาว่าผมแต่งนิทานใส่ร้ายคน บุคลิกภายนอกของมนัสเค้าเป็นคนจิตใจดี โอบอ้อมอารี มีสัมมาคารวะกับผู้ใหญ่ทุกคน แล้วตัวผมล่ะ วันๆ ได้แต่ลงทะเบียนศพ เฝ้าศพรอญาติมารับ คนที่คุยด้วยเค้ายังยืนห่างๆ เลย ตัวตนทางสังคมในโรงพยาบาลผมกับเขามันต่างกันครับ แต่ก็นั่นล่ะ ผมมีความเชื่ออยู่อย่าง…วันใดที่กรรมตามทัน วันนั้นไม่มีใครหยุดเวรกรรมได้

                ผู้เขียนถามต่อ ถึงที่มนัสเสนอเงินจะมาให้นั้น เขาได้เคยมาให้คุณหรือเปล่า?

                “เอามาให้ครับ สามร้อยบ้าง ห้าร้อยบ้าง แต่ผมไม่รับ เพราะหากผมรับเงินไว้ก็เหมือนว่าผมได้ร่วมมือทำบาป ขโมยของคนตายร่วมกับเขา”

                “แสดงว่ามนัสนั้นมีเรื่องตุกติกของมีค่ากับคนตายบ่อยครั้ง?”

                “แทบทุกครั้งครับ โดยเฉพาะเคสอุบัติเหตุ ผมเชื่อว่าเขาทำคนเดียว…ครั้งล่าสุดเป็นเวรดึก เมื่อเจ้าหน้าที่เวรเปลรับผู้ป่วยมานอนที่ห้องฉุกเฉิน ผมเห็นแหวนทองในมือคนเจ็บ แต่มนัสจัดท่านอนไปมา ไม่มีแหวนในนิ้วแล้ว มันไวมาก…อึดใจเดียวญาติได้ตามมาหาของมีค่า ตกลงสร้อยทองที่ติดคอยังอยู่ แต่แหวนที่นิ้วน้ำหนัก 1 บาทไม่อยู่แล้ว ถามใครก็ไม่มีใครรู้ เพราะมัวแต่หาเครื่องมือช่วยคนเจ็บ พูดไปก็เท่านั้นครับ สร้างศัตรูกันเปล่าๆ”

                “คุณจำเรื่องแหวนเพชรของคุณยายที่ประสบอุบัติเหตุ ลูกชายขับรถเกือบตกคลองได้มั้ย? ช่วงที่ลูกๆ นอนรักษาตัวบนตึก ศพคุณยายยังอยู่ในห้อง คุณยายมาเข้าฝันผมทุกคืน ขอให้ช่วยตามแหวนเพชรให้ยายด้วย และจากนั้นผมได้ฝันเห็นใบหน้าของมนัสลอยตามมา หากพูดไปใครเขาจะเชื่อผมล่ะครับ เอาความฝันมาทึกทักเป็นเรื่องจริง”

                จริงของเจ้าหน้าที่ผู้เล่า ในสังคมแคบๆ ของโรงพยาบาล เมื่อรู้ตัวว่าเป็นไม้จิ้มฟันก็อย่าไปริงัดไม้ซุง…ให้เจ็บตัวเจ็บใจเปล่าๆ!

                เมื่อวันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไป จากเดือนเป็นปี มีเสียงเล่าขานปากต่อปาก ระยะหลังนี้มนัสมักขาดงาน ลางานติดกันบ่อย…จุดหมายปลายทางคือ เขาชอบขี่รถมอเตอร์ไซค์ตระเวนหาที่ตกปลา แดดจะร้อนแรงอย่างไรก็ขับไปเหมือนคนที่ไม่มีจุดหมายปลายทาง!? ขณะนั้น การพูดเปล่งเสียง มนัสเริ่มลิ้นแข็ง ต่อมาเขาเริ่มจดจำอะไรไม่ได้ กระทั่งในที่สุด ปฏิบัติงานต่อไปไม่ได้เช่นกัน

                พี่สาวคนหนึ่งของมนัสพูดถึงอาการน้องชายด้วยความห่วงใย “อยู่ๆ นัสเค้ามีอาการพูดไม่รู้เรื่องขึ้นมาเอง จดจำใครไม่ได้ ตัวเค้าเองยังจำชื่อไม่ได้ พี่ต้องแอบเอายานอนหลับให้เขากิน เพราะไม่อยากให้เขาออกไปเดินข้างถนน แต่พอลืมตารู้สึกตัว เขาก็หนีออกจากบ้านอีก ที่ที่มนัสชอบหลับนอนก็ตรงใต้สะพานหน้าโรงพยาบาล ตรงนั้นรถประสบอุบัติเหตุบ่อย แต่เค้ากลับชอบหนีไปนอนที่นั่น” พี่สาวของมนัสพูดอย่างหมดอาลัยตายอยากต่อชีวิตของน้องชายคนเล็ก

                เมื่อผู้เขียนทราบถึงสถานที่ที่มนัสมักหลบไปหลับนอนข้ามคืน ก็ให้คิดถึงคุณยายเจ้าของแหวนเพชรวงนั้น โดยลูกชายเคยเล่าขยายความให้ฟัง ในอดีตของคุณยาย ท่านเคยเป็นข้าหลวงในรั้วในวัง แหวนเพชรวงนี้เป็นสิ่งตอบแทนที่ได้รับจากเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ในวันที่คุณยายเกษียณอายุ

                15 ปีผ่านไป เมื่อไม่นานนี้ ผู้เขียนเดินทางกลับบ้านหลังเดิม ยังได้พบเห็นตัวมนัสในวัยที่มีอายุเลข 4 นำหน้า มนัสยังใช้ชีวิตเดินตามข้างถนน ฝนจะตก แดดจะออก มนัสเดินพูดคนเดียว…จากคนที่มีผิวขาวเกลี้ยงเกลา รูปร่างสูงโปร่ง กลับกลายเป็นคนผิวคล้ำดำกร้าน เนื้อตัวเต็มไปด้วยคราบไคล ส่วนเส้นผมนั้นยาวพันเป็นปึกเต็มกลางหลัง หนวดเคราก็เช่นกัน พบเห็นคราวใด ชวนให้เวทนาคราวนั้น เนื่องจากบ้านของผู้เขียนอยู่คนละฟากฝั่งคลองที่มนัสไปหลับนอนใต้สะพานข้าม

                ความที่จากบ้านหลังนี้ไปนาน ผู้เขียนสอบถามเพื่อนบ้านถึงความเป็นอยู่ของมนัส อีกคุณพ่อคุณแม่ พี่ๆ เค้าอยู่สบายดีอย่างไร ให้ทราบเรื่องว่าคุณพ่อคุณแม่ของมนัสได้เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ส่วนพี่สาวที่เป็นพยาบาล คนหนึ่งย้ายติดตามสามี ส่วนพี่สาวอีกคนยังประจำการที่โรงพยาบาลเดิม ทุกๆ เช้าพี่สาวคนนี้จะนำข้าวน้ำมาหย่อน เรียกให้น้องชายมารับที่หัวสะพานก่อนไปทำงาน ส่วนตัวของมนัส ใครหยิบยื่นอะไรให้กินเขาจะเดินหนี ปฏิเสธ เว้นเสียแต่ใครจะเอาเครื่องประดับ สร้อย แหวน ต่างหู อะไรต่อมิอะไรที่เป็นของปลอม มีสีสัน มนัสจะรับไว้อย่างดีอกดีใจ

                “ดูเขามีความสุขกับเครื่องประดับปลอมๆ มาก!” เพื่อนบ้านเล่าสรุปสั้นๆ แต่ผู้เขียนคิดยาวไกล นึกถึงคุณลุงที่เคยปฏิบัติงานที่ห้องเก็บศพขึ้นมาทันที ทราบว่าคุณลุงได้เกษียณอายุราชการ ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ผู้เขียนได้เดินทางไปเยี่ยมท่าน คุณลุงเล่าว่าเมื่อถึงวันเกษียณอายุก็เข้ามาอยู่วัด สร้างกุฏิพระด้วยเงินส่วนตัว 2 หลัง ถวายวัด 1 หลัง ส่วนอีกหลังตัวลุงอาศัยนอน ส่วนหน้าที่ของคุณลุงก็คือ เมื่อมีงานศพ ลุงจะมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการประกอบพิธีตั้งแต่ต้นจนจบ ส่งร่างสู่เมรุ

                “เป็นการทำบุญด้วยแรงกายครับ ไม่เคยคิดสตางค์แม้แต่บาทเดียว ชีวิตผมทุกวันนี้ไม่แตกต่างกับที่อยู่โรงพยาบาล อยู่กับศพจริงๆ” คุณลุงยิ้มสำทับในคำพูด เมื่อพูดคุยกันเรื่อยๆ จึงวกเข้าเรื่องของมนัส “ช่วงก่อนที่เขาจะเพี้ยน ลุงเตือนเขาแล้วแต่เขาไม่เชื่อฟัง” แววตาของคุณลุงจริงจังและจริงใจ “ผมอยู่กับคนตายที่ห้องดับจิตทุกวัน เจอสิ่งที่ไม่เห็นตัวตนทุกประเภทครับ ของที่ติดตัวคนเจ็บ คนตาย เราอย่าไปแตะต้อง มันแรงมีอาถรรพณ์ เขาสาปแช่งไว้ เพราะเขาไม่อนุญาต!”

                “คุณไม่ต้องดูอะไรมาก ขนาดลูกท้องเดียวกัน ตอนที่พ่อแม่ตายก็ยังเลือกที่จะให้สมบัติกับลูกคนไหน จะมาผิดสัญญากับคนตายไม่ได้ เป็นเรื่องแน่ แม้อยู่ในครอบครัวเดียวกันก็เถิด คนตายมาเข้าฝันลูกหลานไม่เลิกรา ส่วนมนัสช่วงหลังๆ นี่ บทเขาจะหายก็หายไปเป็นอาทิตย์ ไปไหนต่อไหนเหมือนคนไม่มีสติสตังค์ อาการเริ่มต้นเลย เขาชอบไปนั่งตากแดดที่ขอบสะพาน ไม่ยอมเข้าทำงาน พอคนรู้จักไปทักเค้าก็เดินหนี มุดไปหลบที่ใต้สะพาน บางคราวก็เดินไปโผล่อีกหมู่บ้าน น้ำท่าไม่อาบ จนเป็นอย่างที่เห็นนี่ล่ะ…หลายคนว่าเขาโดนของ โดนคุณไสย แต่ผมเชื่อว่าเวรกรรมพาไปมากกว่า คนแช่งกับผีแช่ง ผมว่าผีนั้นแรงกว่า เพราะเขาอยู่เหนือธรรมชาติ”

                “คนเรานะครับ กินแต่ละมื้อมันไม่เท่าไร ที่วุ่นวายจนทุกวันนี้เพราะความโลภ…อยากได้ใคร่เป็น การหาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองนั้นไม่เท่าไร…เหนื่อยแค่กาย เจ็บเป็น ป่วยไข้ หมอรักษาได้ แต่คนโลภ คอยจ้องที่จะเอาแต่ของคนอื่น สุดแต่กรรมจะพาไปครับ ผมขี่รถผ่านสะพานนี้ทีไรต้องน้ำตาซึมทุกที คนเคยมีทุกอย่างอย่างมนัส…กลับเป็นคนบ้าได้” คุณลุงถอนหายใจยาว

                “ความเชื่อส่วนตัวของผม อาจเป็นคำแช่งของคุณยาย เพราะท่านตายตรงนั้น! ลองคิดดูดีๆ ที่ที่ควรอยู่ควรไปของมนัสมีตั้งมากมาย แต่ทำไมต้องไปอยู่ กิน อาศัยหลับนอนตรงนั้นด้วย ผมว่าคุณยายท่านอยากทำสัญลักษณ์ประจักษ์พยานไว้ คนทำไม่ดีต้องมีชีวิตอย่างนี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องสร้างกรรมกันต่อไป คงอยากฝากไว้กับคนรุ่นหลัง”

*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

*ภาพที่ปรากฏใช้เป็นเพียงภาพประกอบเรื่องเท่านั้น

/

เรื่องโดย. ประทุมทิพย์

ภาพโดย. en.wikipedia.org, diaryofdennis.com, swjbuyers.com, www.jewellerymonthly.com, wallpaperboat.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •