28 มกราคม 2022
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                เมื่อตอนที่ฉันอายุ 14-15 ปี ครอบครัวของฉันได้ย้ายไปอยู่ที่ตำบลวังศาลา อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี อาชีพคือการทำไร่ ครอบครัวที่อยู่ละแวกเดียวกันก็ทำไร่เหมือนๆ กัน ส่วนมากก็จะเป็นญาติๆ กันทั้งนั้น

                ฉันมีเตี่ยเป็นคนจีนแคะ น้องชายของเตี่ยก็คืออาของฉันก็อยู่ใกล้ๆ กัน เมียของอาก็คืออาสะใภ้ เป็นคนมอญ มาตอนหลังเกิดเรื่องขึ้นมา อาสะใภ้ได้ล้มป่วยลง รักษาอย่างไรก็ไม่หาย แล้วป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุจนร่างกายซูบผอมชนิดเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เดินเหินไม่ได้ ต้องนอนแบ็บอยู่กับที่ เวลามีญาติพี่น้องมาเยี่ยมก็หลบสายตา ไม่สบตาไม่มองหน้าใคร

                วันหนึ่งฉันได้ไปเยี่ยม เขาจ้องมองฉันเขม็งอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ ในความรู้สึกของฉัน มันไม่ใช่สายตาหรือแววตาของอาสะใภ้ที่เคยเห็นๆ กันมา แต่มันเหมือนสายตาของผีที่ผุดมาจากขุมนรกจนฉันไม่กล้าสบตา เกิดความกลัวจนขนหัวลุก ฉันได้ไปเล่าให้อาฟัง อาจึงได้ปรึกษาหารือกันในหมู่ญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง อาจึงได้พูดให้ทุกคนฟังว่า

                “มันมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรก็ไม่รู้ เพราะมันไม่ได้กินอะไรเลยมาตั้งนานแล้ว แต่ว่าอาหารสดๆ คาวๆ ที่เตรียมไว้ทำอาหารในตอนเช้าหายไปหมด จะว่าเป็นแมวขโมยกินก็ไม่น่าจะใช่ เพราะในละแวกนั้นไม่มีใครเลี้ยงแมวกันเลย”

                ญาติๆ จึงได้แนะและทดลองดูโดยบอกว่า “ให้เอาอาหารสดๆ คาวๆ ไปเก็บไว้ในครัวเหมือนเช่นที่เคยทำ ทำเป็นว่าเก็บไว้ทำอาหารในตอนเช้า แล้วให้แอบดู อย่าให้เขารู้ตัว จะได้รู้ว่าอาหารสดหายไปได้อย่างไร”

                คืนนั้นอาจึงได้ทำตามที่ญาติแนะนำ แล้วแอบดูตรงรูกระดานฝาบ้าน ตกราวๆ ตีหนึ่งกำลังเงียบสงัด เมียของตัวเองซึ่งป่วยนอนแบ็บ เดินเหินไม่ได้ (ถ้าเป็นปัจจุบันจะเรียกเจ้าหญิงนิทราทำนองนี้) ได้ลุกขึ้นมาแล้วเดินอย่างคล่องแคล่วตรงเข้าไปในครัว หยิบอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์สดๆ กินอย่างเอร็ดอร่อย กินเสร็จก็กลับไปนอนเหมือนเดิม

                รุ่งเช้าอาจึงได้เล่าเรื่องนี้ให้ญาติๆ และทุกคนฟัง ทั้งหมดที่ได้รับฟังจากอาก็ลงความเห็นตรงกันว่า อย่างนี้ไม่ได้การแน่ จะต้องหาทางพิสูจน์ดูว่าเรื่องนี้มันคืออะไรกันแน่ จึงได้ช่วยกันหาหมอผีที่มีวิชาอาคมในทางปราบผี โชคดีเจอจนได้ ข่าวว่าหมอผีคนนี้เคยปราบผีประเภทผีเข้าผีสิงมาเยอะแล้ว เมื่อหมอผีได้รับฟังอาการของคนป่วยจากอาและทุกคน และเมื่อได้เห็นตัวคนป่วยแล้ว หมอผีก็พูดให้ทุกคนได้ยินว่า “จากนี้ไปคงได้เห็นอะไรดีๆ ชนิดที่ทุกคนไม่คาดคิด”

                แล้วหมอผีก็ได้ทำพิธีขับไล่ผีตามกรรมวิธีของเขา โดยนำข้าวสารมาเสกคาถาอาคม จากนั้นก็ได้ซัดข้าวสารไปที่ตัวคนป่วยคืออาสะใภ้ พออาสะใภ้โดนข้าวสารอาคมเข้าไปก็ส่งเสียงร้องโหยหวนฟังแล้วขนหัวลุก แสดงอาการเจ็บปวดดิ้นเร่าๆ พักใหญ่ก็แน่นิ่งจนสงบ ทุกคนเข้าไปดูใกล้ๆ ปรากฏว่าสิ้นลมหายใจเสียแล้ว

                เมื่ออาสะใภ้ตายไปเพียง 1-2 ชั่วโมงเท่านั้นก็มีน้ำเหลืองไหลเยิ้มออกจากร่างกาย มันผิดวิสัยของคนตายทั่วๆ ไป ซึ่งจะต้องตายข้ามวันข้ามคืนเสียก่อนถึงจะมีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม เท่านั้นยังไม่พอ กลิ่นซากศพของอาสะใภ้มันเน่าเหม็นอย่างรุนแรงจนอ้วกแตก ชวนสะอิดสะเอียนบรรยายไม่ถูก มันเน่าเหม็นอะไรขนาดนั้น หมอผีได้พูดขึ้นว่า “คนตายโดนผีมอญเข้าสิงสู่ร่างกายมานานแล้ว ผีมอญตัวนี้เฮี้ยนมาก ที่ผีมอญออกจากร่างได้ไม่นานแล้วมีน้ำเหลืองไหลเยิ้มเพราะว่าคนป่วยได้ตายไปนานแล้ว แต่ผีตัวนี้อาศัยร่างอยู่จึงเหมือนกับมีชีวิตอยู่ พอผีออกจากร่างจึงมีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม และส่งกลิ่นเน่าเหม็นอย่างรุนแรงชวนสะอิดสะเอียนอย่างที่เห็น เพราะมันเป็นผีดิบ”

                นี่คือเหตุการณ์สยองที่ฉันเคยพบเจอมาด้วยตนเองชนิดลืมไม่ลงจริงๆ

*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

/

เรื่องโดย. สุกรี เกาะสมบัติ / สมุทรปราการ

ภาพโดย. rovesfarm.co.uk


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •