7 กรกฎาคม 2022
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                กว่าสิบปีแล้วที่ “ลอย” ไม่เคยลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนถนนสายหนึ่ง เรื่องราวครั้งนั้นทำให้เขากับ “ชม” เพื่อนรักเพื่อนเกลอแทบเอาชีวิตไม่รอด

                เมื่อย้อนความหลังกลับไป ลอยจำได้ว่าคืนนั้นเป็นคืนเหงาๆ ของเขากับชม เพราะว่าต่างก็เป็นหนุ่มวัย 22 ปีที่รอดพ้นการถูกเกณฑ์ทหารมาด้วยกันทั้งคู่ จึงพากันไปฉลองความสำเร็จตามประสาคนหนุ่มที่เอะอะก็ฉลองมันเรื่อยไป และคราวนั้นทั้งลอยและชมต่างก็เข้าไปขลุกอยู่ในร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่งในอำเภอห่างไกลของเมืองชล

                ยุคนั้นใครๆ ก็สามารถมันกับบรรยากาศคาราโอเกะที่เปิดยันเช้าได้ เพราะยังไม่มีกฎหมายระบุมาให้ปิดเร็วกว่านั้นเหมือนในยุคนี้ จึงไม่แปลกที่สองหนุ่มจะสนุกสนานกัน ทั้งดื่มทั้งกินทั้งเรียกสาวๆ มาคลอเคล้ากันตลอดช่วงเวลาแห่งความสำราญ กระทั่งมารู้ตัวอีกทีว่าสมควรกลับบ้านกันแล้วก็ราวตีสองกว่า

                “เฮ้ย ไอ้ลอย นี่มันดึกแล้วว่ะ กูว่ากลับบ้านเถอะวะ” ชมพูดอ้อแอ้

                “เออว่ะ กลับสิวะ ก็แหงละ เหล้าหมดแล้วเฟ้ย ไปโว้ย…แต่มึงจะกลับทางไหนล่ะ” ลอยสงสัย

                “ทางตรงโว้ย ไม่อ้อม กูคิดถึงที่นอนเต็มแก่แล้ว” ชมพูดพร้อมจ่ายบิลคาราโอเกะ

                “เอาจริงเหรอวะ…ทางนั้นน่ะ” ลอยช่วยแชร์ค่าเหล้าพลางถามเพื่อความแน่ใจ ตอนนั้นเหมือนความเมาที่สะสมมาตั้งแต่สามทุ่มเริ่มหายไปเกือบครึ่งทันที

                “หรือมึงกลัว…ไอ้ลอย…เมาซะขนาดนี้ มึงกับกูไม่ต้องคิดมากแล้ว” ชมตัดบท ก่อนจะเดินนำออกจากร้านไปสตาร์ตมอเตอร์ไซค์รอท่าที่ลานจอด เพียง 5 นาทีสองหนุ่มก็มาลอยลมอยู่บนถนนเส้นเปลี่ยว…เวลาใกล้ๆ ตีสามแบบนั้นไม่มีรถสักคันบนท้องถนนพอๆ กับปราศจากแสงไฟบ้านเรือน เพราะรู้กันอยู่ว่าตอนนั้นรถสองล้อคันเก่งที่มีชมเป็นคนขับและลอยเป็นคนซ้อนท้ายนั้นกำลังวิ่งไปตามถนนที่ตัดผ่ากลางป่าช้าเงียบสงัดที่อยู่นอกเขตอำเภอใหญ่นั้นราว 4-5 กม.

                แม้จะเป็นหน้าร้อนแต่อากาศหนาวเย็นพิลึก…ควันกรุ่นๆ ลอยขึ้นมาตามผิวถนนยามดึกเมื่อความร้อนสะสมบนถนนปะทะกับความเย็นของอากาศ ทำให้ดูคล้ายมีอะไรเคลื่อนไหวลอยขึ้นมาช้าๆ แต่ความเมาทำให้สองหนุ่มไม่คิดอะไรมาก ต่างตะโกนคุยกันทำลายความเงียบไปพลางๆ

                ชมบิดคันเร่งที่ประมาณ 60 กม.ต่อชั่วโมง อากาศเย็น ลมหนาวปะทะร่างสองหนุ่ม บวกกับภาพสองข้างทางที่เป็นฉากของพื้นที่สุสานยาวไกลสองข้างทางนั้นทำให้รู้สึกเหมือนกำลังขับอยู่บนถนนในแดนสนธยาที่ทอดตัวยาวไกลไปในความมืดแบบไม่รู้จบ

                บรื้นๆๆๆ จู่ๆ ก็มีเสียงมอเตอร์ไซค์อีกคันวิ่งตามหลังมา ชมมองจากกระจกส่องหลัง ส่วนลอยมองจากด้านข้างก็เห็นมีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งกำลังบิดแซงผ่านไป รถคันนั้นเป็นมอเตอร์ไซค์ใหญ่สีดำ คนขับใส่หมวกกันน็อกครึ่งใบแบบสุดเท่ โดยมีหญิงสาวซ้อนท้ายไปด้วย เธอคนนั้นไม่ได้นั่งคร่อมแต่นั่งไพล่ ตัวหันข้างออก เพราะเธอสวมใส่เสื้อผ้าบางอย่างที่ทำให้นั่งคร่อมอานไม่ได้

                ให้ตายเถอะ…เธอคนที่นั่งซ้อนหลังรถสองล้อใหญ่คันนั้นสวมชุดเจ้าสาวสวยงามสีขาวสะอาดตา ใบหน้าแต่งมาอย่างสวย ราวนางฟ้านางสวรรค์จนทำให้ทั้งลอยและชมมองด้วยความวาบหวามใจ ชนิดที่ว่าเอาสาวๆ ทั้งคาราโอเกะเมื่อครู่มาประกวดก็ยังไม่อาจเทียบความสวยของหล่อนคนนี้ได้

                “เฮ้ย เธอยิ้มให้กูด้วยว่ะ ไอ้ลอย” ชมที่กำลังบิดคันเร่งอยู่ตะแคงหน้าหันมาคุยกับลอย

                “ยิ้มให้กูต่างหาก ดูซิ หยาดเยิ้มเชียวว่ะ…กูเห็นแล้วมันเขี้ยวจริงๆ แบบนี้ถ้าได้เป็นเมียละมึงเอ๊ย…กูจะฉลองยันเช้าต่อถึงช่วงเพลเลยว่ะไอ้ชม” ลอยตอบกลับ

                สองหนุ่มลอยและชมมองตามสาวซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์คันหน้าที่ยังคงส่งยิ้มหวานจ๋อยให้กับหนุ่มทั้งคู่แบบไม่ลดละ กลิ่นหอมจากน้ำหอมที่ติดเสื้อผ้าหล่อนมานั้นหอมฟุ้งจรุงใจลอยอยู่ในอากาศจนสองหนุ่มถึงกับเพ้อ ด้วยความที่กำลังรถมันผิดกัน เลยทำให้มอเตอร์ไซค์ที่สาวซ้อนท้ายนั้นวิ่งหายไปไกลจนเห็นแต่ไฟท้ายแดงวาบๆ และเมื่อห่างออกไปราวสักกิโลหนึ่งก็เห็นรถใหญ่คันนั้นจอดนิ่งๆ และในชั่วพริบตาก็เลี้ยวกลับและวิ่งมาทางเก่า

                กระทั่งรถนั้นวิ่งสวนกับรถที่มีชมและลอยซ้อนกันมาจึงสังเกตเห็นว่ามีแต่คนขับหนวดดกคนเดียวเท่านั้นที่บิดรถกลับมาด้วยความเร็วเหมือนพายุสวนหนุ่มๆ ทั้งสองราวลมพัด แล้วก็หายไปในความมืด

                “เฮ้ย…สงสัยส่งเจ้าสาวลงแล้วรีบบึ่งกลับว่ะ” ลอยที่นั่งซ้อนหลังพูดดังๆ

                “ไปดูซิว่าใครมารับคนสวยวะ..” ชมพูดบ้าง ไม่ถึงอึดใจ ชมก็ชะลอรถช้าลงตรงจุดที่คิดว่าเจ้าสาวในชุดสีขาวคงจะลงตรงนั้น…แต่เมื่อมองไปรอบๆ ไม่เห็นมีร่องรอยอะไรสักนิด จะว่ามีรถมารับเธอต่อจากนั้นก็ไม่น่าใช่ เพราะแถวนั้นไม่มีซอกซอยอะไรสักนิด มีแต่ไหล่ทางถนนใหญ่เท่านั้น อีกทั้งสองข้างทางก็เป็นเขตสุสานเท่านั้น

                “ใครมารับคนสวยไปวะไอ้ลอย…” ชมพูดเปรยๆ

                “ลองขับไปอีกหน่อยแล้วดูสิวะ เผื่อจะเจอ” ไม่รู้อะไรทำให้ลอยพูดออกไปแบบนั้น

                ชมขับพาลอยซ้อนออกไปจากจุดนั้นสักสองร้อยเมตร ก็ไม่เห็นวี่แววอะไร ต่างมองหน้ากันแปลกๆ แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ เพราะดูเหมือนความสงสัยจะมีอิทธิพลเหนือกว่าความรู้สึกอื่นๆ

                “เอาวะ ขับย้อนกลับไปดูตรงจุดที่เจ้าสาวลงไปอีกครั้ง ดูให้เห็นกับตาชัดๆ ว่าเดินไปทางไหน หรือว่าจะข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม” ชมพูดพร้อมหันหัวรถเลี้ยวกลับทางเก่า รถเครื่องของสองหนุ่มวิ่งช้าๆ ไปตามทางพลางสอดส่ายสายตามองไปรอบตัวเพื่อหาเจ้าสาวคนสวยที่ยิ้มหวานให้ราวกับต้องการรางวัลของชีวิตประจำค่ำคืนนั้น…พอถึงจุดที่คาดว่าเจ้าสาวชุดขาวลงไปสัมผัสพื้นก็ยังคงมีแต่ความว่างเปล่า

                กลิ่นเหม็นบางอย่างโชยเข้าจมูกสองหนุ่มจนต้องอุดรูจมูกแน่น ชมยังคงขับรถเคลื่อนตัวไปช้าๆ ในสภาพที่ยังคงสำรวจทาง ส่วนลอยนั้นก็เหลียวหน้าเหลียวหลังหาเจ้าสาว แต่เวลาเดียวกันก็เริ่มมีความรู้สึกหลอนๆ ปนเข้ามาเมื่อสัมผัสกลิ่นเหม็นสาบสางโชยหนักและถี่ขึ้นเรื่อยๆ

                ที่ระยะ 50 เมตรเบื้องหน้ามีเสาหลักกิโลเมตรสีขาวโพลนปักอยู่ข้างไหล่ทาง มีบางสิ่งลอยอยู่บนนั้น แต่ชมมองไม่เห็นถนัดนัก เขาคิดว่าเป็นหมอกควันหนาทึบที่ลอยเป็นรูปร่างอะไรบางอย่าง แต่ไอ้ลอยที่ซ้อนท้ายนั้นเริ่มมองเห็นบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลแล้ว

                ขณะที่ลอยกำลังจะสะกิดชมที่กำลังขับรถชะลอช้าๆ เข้าไปใกล้ถึงจุดหลักกิโลเมตรนั้นก็ดันปรับระดับไฟหน้ารถให้เข้าโหมดไฟสูง…และเท่านั้นเอง…บางสิ่งที่กำลังสงสัยก็ทำให้สองหนุ่มตะลึงอ้าปากค้าง รถเครื่องที่เคลื่อนที่ไปช้าๆ ราวภาพสโลโมชั่น…บรรยากาศที่หนาวเยือกราวกับไอน้ำแข็งกดดันทั่วพื้นที่ หมอกควันจากพื้นถนนโดยรอบรวมไปถึงสองข้างทางที่เป็นสุสานตลอดแนว และภาพเบื้องหน้าที่อยู่บนเสาหลักกิโลเมตรนั้นทำให้ทั้งชมและลอยได้เห็นเจ้าสาวที่ตามหามาตลอดหลายร้อยเมตรทันที

                เธอยืนนิ่งอยู่บนเสาหลักกิโลเมตรในสภาพหันหน้าเข้าสู่สุสาน หันหลังให้กับถนน โดยมีสองหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ กำลังจะเคลื่อนเข้าไปใกล้จุดที่เธอยืน พลันเธอหันหน้ามองด้านข้างโดยมองไปที่สองหนุ่ม จากนั้นก็ส่งยิ้มหวานแบบเดียวกับที่ทำให้ลอยกับชมตะลึงในความงาม เมื่อสองหนุ่มเริ่มจะผ่านจุดที่เธอยืนนั้น สาวชุดขาวก็มองตามจากด้านข้างไปสู่ด้านหลังโดยที่ไม่ต้องเอี้ยวตัวแต่อย่างใด ดูราวกับเธอกลับก้านคอได้

                “เฮ้ย….” สองหนุ่มร้องออกมาพร้อมกันเมื่อเห็นหน้าหญิงสาวที่ยิ้มให้นั้นหมุนกลับมาด้านหลังได้ทั้งๆ ที่ร่างกายด้านหน้ายังหันเข้าสุสานข้างทาง จู่ๆ ไหล่สองข้างของสาวลึกลับก็ยกสูงแนบหูก่อนจะขยับลง พร้อมกับหน้าตาของสาวที่จ้องกลับหลังนั้นเปลี่ยนโฉมเป็นหน้าตาที่แสนน่าเกลียดน่ากลัวทันที ปากเธอแยกกว้างออกจากกัน ส่งลิ้นยาวเหยียดออกจากปากตวัดเลียไปมาเหมือนคนสะบัดเข็มขัดแบบไร้ทิศทาง

                รถสองหนุ่มเหมือนถูกมือลึกลับกดให้วิ่งช้าลง หรือเป็นเพราะคนขับเช่นชมละเลยการบิดคันเร่งให้พุ่งไปให้เร็ว ทำให้รถดูเหมือนค่อยๆ เลื่อนไปช้าๆ ผ่านสิ่งที่น่ากลัวน่าสยองเกินบรรยาย และเมื่อผ่านไปได้แบบสโลโมชั่นนั้น นางเจ้าสาวในชุดขาวก็ตวัดแขนขวาสะบัดตามมอเตอร์ไซค์ของชมจนชายเสื้อของเธอม้วนติดแผ่นบังโคลนหลัง

                “ไอ้ชม บิดเลยมึง บิดสุดชีวิตเลย เร็ว ไอ้ชม” ลอยทั้งกระทุ้งเอวชม ทั้งตะโกนจนชมสะดุ้งได้สติ ทั้งชมและลอยแม้จะมีสภาพเหมือนตกอยู่ในภวังค์ แต่ก็ยังจำได้ติดตาว่าเห็นนางเจ้าสาวร้ายนั้นหมุนหัวกลับมามองจนสุดตา นางเบิกตาลุกโพลงก่อนลูกตาจะถูกกลืนหายไปในเบ้าตา พร้อมกรีดร้องลั่นสะท้อนไปทั่วหุบเขาที่เป็นสุสานมรณะแห่งนั้น

                ปากที่อ้ากว้างของนางยังคงอ้ากว้างมากขึ้นเรื่อยๆ จนกรามของนางตกลงบนพื้น ส่วนชมก็เพิ่งได้สติ รีบบิดคันเร่งสุดชีวิตจนหน้ารถยกราวกับยกล้อ แทบทำให้ลอยลงไปนอนกองกับพื้น

                “ไอ้ชม บิดโว้ย ไปโว้ย” ลอยหันไปมองเบื้องหลังก็เห็นนางผีร้ายลอยออกจากเสาหลักกิโลเมตรแล้ว ชมบิดคันเร่งสุดขีด และด้วยความกลัวจึงทำให้งกๆ เงิ่นๆ บิดผิดๆ ถูกๆ รถจึงกระตุกแกว่งไปมา ก่อนจะวิ่งเต็มที่

                “เฮ้ย กูกลัว” ลอยพูดดังเมื่อเห็นชายเสื้อนางผีร้ายติดเป็นด้ายยาวที่บังโคลนพร้อมกับลากนางผีร้ายให้ตามติดรถเครื่องคันเก่งในระยะห่างราว 20 เมตรราวกับเป็นลูกโป่งยักษ์ที่ลอยตามรถชนิดไปไหนไปกัน ชมกลัวจนตัวสั่น แม้ไม่หันกลับไปมองก็สามารถเห็นนางผีร้ายในชุดเจ้าสาวถูกลากมาตามทางในกระจกส่องหลังถนัดตา และคงไม่ต้องพูดถึงไอ้ลอยที่นั่นก้นไม่ติดเบาะเพราะเห็นนางผีร้ายถูกลากตามมาจากเบื้องหลังจนทำให้มันต้องหันไปมองหลังสลับหลับตาเพราะความกลัวจนขี้ขึ้นสมอง

                “พ่อแก้วแม่แก้ว ช่วยผมด้วย” ลอยพูดตะกุกตะกัก จะสวดจะท่องมนต์บทไหนก็มั่วไปหมด ส่วนเจ้าชมก็บิดคันเร่งสุดขีด เสียงหมาหอนรับกันเป็นทอดตลอดเส้นทางในสุสาน ไม่รู้ว่าพวกมันเกิดบ้าอะไรขึ้นมาถึงได้หอนรับกันเป็นช่วงๆ แบบนั้น

                “ไอ้ชม…ช่วยกูด้วย กูตายแน่” ไอ้ลอยพูดพลางหันไปมองเบื้องหลัง มันเห็นนางผีร้ายใช้มือขวาซ้ายไต่ตวัดเส้นด้ายชุดแต่งงานที่มัดกับบังโคลนหลังร่นระยะเข้ามาเรื่อยๆ เพียงไอ้ลอยตะโกนให้ช่วยด้วยจบลง…นางผีมรณะก็ยื่นหน้ามาชิดหน้ากับลอยที่หันหลังไปมองแล้ว หน้านางผีอยู่ห่างลอยแค่ศอกเดียวเท่านั้น และอีกนิดเดียวก็จะประจันหน้ากับลอย…ดีว่าชมบิดคันเร่งมาถึงเขตวัดที่อำเภอพอดี นางผีร้ายจึงหายไปกับความมืดทันที

                ลอยและชมตัดสินใจไม่กลับบ้านแล้ว คืนนั้นสองหนุ่มขับรถเข้าวัดแล้วทุบประตูกุฏิบอกพระขออาศัยนอนด้วย จากนั้นก็มุดหัวลงไปนอนโดยไม่รอคำอนุญาตจากเณรเจ้าของกุฏิ

                เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อปลุกสองหนุ่มขึ้นมาสอบถามจึงได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร สมภารเรียกสองคนเข้าไปหาแล้วรดน้ำมนต์ให้ยกใหญ่ จากนั้นก็ให้ตามพ่อแม่ของลอยและชมมารับตัวกลับไป นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทั้งคู่ไม่กล้าใช้เส้นทางผ่านสุสานอีกนานนับเดือน ยกเว้นจำเป็นจริงๆ ก็จะผ่านเฉพาะช่วงกลางวัน ทั้งยังต้องมีคนติดรถมาด้วยทุกครั้ง

                ทุกวันนี้ไม่มีใครรู้ว่าผีเจ้าสาวในสุสานยังหลอกหลอนผู้คนบนเส้นทางอยู่หรือไม่..แต่ที่แน่ๆ สุสานนั้นยังคงตั้งอยู่ และยังคงมีเรื่องราวสยองๆ ให้คนผ่านทางได้เสียวสันหลังอยู่เสมอ

*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

*ภาพที่ปรากฏใช้เป็นเพียงภาพประกอบเรื่องเท่านั้น

/

เรื่องโดย. วรพจน์

ภาพโดย. www.redbubble.com, eskipaper.com, Ron Harris : twitter.com, cutewallpaper.org, imgur.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

เรื่องที่เกี่ยวข้อง