28 มกราคม 2022
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                กลัวผีไหม…ต้องถามตัวเองก่อนว่ากลัวหรือไม่? หรือคิดว่าผีกับเรามันคนละทาง ไม่มีวันจะมาบรรจบกันได้ หรือผีอาจไม่ตั้งใจมาหลอก…แค่ต้องการความช่วยเหลือ คุณคิดแบบนี้ไหม…อย่าเชียว เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่มีความแน่นอน เพราะตัวฉันเองก็ไม่เคยคิดเหมือนกัน จนกระทั่งคืนหนึ่งที่ต้องจำไปตลอดกาล ตามมาสิคะจะเล่าให้ฟัง

                เย็นวันศุกร์ ฉันได้รับโทรศัพท์จากมิ้น เพื่อนสนิทมิตรสหายชาวแก๊งนัดเจอกัน ซึ่งจริงๆ เราก็เจอกันบ่อยๆ เรียกว่าหาเรื่องสังสรรค์นั่นแหละ

                “แพท…เย็นนี้เจอกันที่บ้านไอ้จุ๋มนะ มันเลี้ยงวันเกิด แกเลิกงานแล้วแวะมาที่บ้านมันเลย…”

                “กินที่บ้านเหรอ คิดว่ากินตามร้าน แล้วคนอื่นๆ ล่ะ”

                “จุ๋มมันโทรไล่ตามแล้ว ไม่มีใคร มีพวกเราแค่สี่ห้าคน”

                “เออ กำลังเซ็งๆ พอดี….โอเคๆ แล้วเจอกัน” มีหรือจะพลาดกับการรวมตัวในครั้งนี้ พอเลิกงานฉันนั่งแท็กซี่ตรงดิ่งไปบ้านเพื่อนทันที รถติดด้วย ไปถึงบ้านจุ๋มเกือบทุ่ม มิ้นวิ่งออกมารับที่หน้าประตูรั้ว เมื่อฉันก้าวลงจากแท็กซี่ “มากันครบยังวะมิ้น”

                “ถ้านับแกก็ขาดยัยปลา…ตายยากว่ะ มันมาพอดี หอบอะไรมาปลา”

                “แหนมเนือง ซื้อติดมา ฉันอยากกิน”

                แล้วเราสามคนก็เดินเข้าไปในบ้าน จุ๋มเจ้าของงานกับเดือนกำลังสาละวนอยู่กับการจัดอาหารที่มีมากหลายอย่าง

                “โห…ใจคอกะกินยันสว่างเลยแน่ๆ หือ…ไก่ผัดเม็ดมะม่วง น่ากินเชียว ฝีมือเดือนแน่เลย หิวเลย” ฉันจ้องกับข้าวตาเป็นมัน

                “เบาๆ นะ วันนี้เปิดไวน์ดริ๊งก์ ไปตั้งวงกันได้แล้ว” จุ๋มชักชวน เรากินกันไปเฮฮากันไปตามประสาสาวๆ เม้าท์มอยต่างๆ นานา

                “ใครมีสวามีขออนุญาตยัง แต่ฉันยังไม่ได้โทรบอกแม่เลยว่าอาจกลับดึกหน่อย ว่าจะไม่เกินห้าทุ่ม เดี๋ยวลำบาก พรุ่งนี้ยังต้องไปทำงานอีก”ฉั นพูด

                “ไอ้เดือนแม่ศรีเรือนของเรา เดี๋ยวผัวเขามารับจ้า”

                หลังจากนั้น งานเลี้ยงก็ดำเนินกันไปด้วยความสนุกสนานเฮฮา สุดท้ายนังเดือนก็โทรบอกสามีว่าไม่ต้องมารับ จะค้างกับเพื่อน รวมถึงมิ้นกับปลาด้วย คงมีแต่ฉันดึกแค่ไหนก็ต้องกลับ เพราะพรุ่งนี้ต้องทำงาน ถึงแม้จะเป็นวันเสาร์ก็ตาม แต่ด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน ทั้งมีร้องคาราโอเกะกันด้วย เวลาความสุขมักเดินไปอย่างรวดเร็วเสมอ ฉันดูนาฬิกา ตีสองกว่าเข้าไปแล้ว

                “หมดเวลานางซินแล้ว รถฟักทองก็ไม่มี ใครก็ได้โทรเรียกแท็กซี่ให้กูที แม่จ้าวเพลินไปหน่อย”

                ไม่ถึงสิบนาที มีรถแท็กซี่มาจอดหน้าบ้าน เพื่อนๆ พากันเดินออกมาส่ง

                “รวดเร็วดีแท้ มันดึกด้วยมั้ง ถนนโล่ง เฮ้ย แล้วเจอกัน…เดี๋ยวแท็กซี่ทะเบียนอะไรนะ จดไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัยของเพื่อน โชคดีว่ะแก พี่คนขับฝากเพื่อนด้วยส่งให้ถึงบ้านด้วยนะ” มิ้นพูดสั่งกับแท็กซี่

                “ครับผม…รับรองความปลอดภัยครับ”

                ฉันก้าวขึ้นรถปิดประตูขึ้นไปนั่งที่ด้านเบาะหลัง พร้อมทั้งโบกมือให้เพื่อน รถค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป

                “เพื่อนๆ เหรอครับ ดีนะห่วงใยกัน ผมรับรองความปลอดภัยครับ แต่อย่างว่า อาชีพแบบผม คนไม่ดีก็มีเยอะ คนดีๆ เลยพานจะเดือดร้อนไปด้วย เราทำมาหากินนะครับ ผมก็มีลูกสาวไม่ต้องห่วงครับ”

                “ขอบคุณค่ะคุณลุง”

                ระหว่างที่โดยสารก็มีพูดคุยกันบ้างเล็กน้อย จนกระทั่งถึงทางเข้าบ้าน พอรถเลี้ยวเข้าซอยอีกประมาณห้าสิบเมตรจะถึงบ้าน ฉันบอกให้ลุงแท็กซี่จอด กะว่าจะเดินเข้าไปอีกนิดเพราะไม่อยากให้แม่เห็นแสงไฟแล้วตื่น จะทำให้รู้ว่าฉันเพิ่งกลับ อาจจะโดนด่าได้ กะว่าจะย่องเข้าบ้านเงียบๆ ลุงแท็กซี่แกค่อยๆ ถอยหลังรถออกไป ฉันเดินเข้าไปเพียงไม่กี่ก้าวก็ต้องชะงัก…ก่อนถึงบ้านจะมีถังขยะตั้งอยู่ข้างเสาไฟฟ้า ฉันหยุดชะงักจ้องมอง มีเงาดำตะคุ่มๆ เป็นกลุ่มกำลังนั่งทำอะไรบางอย่าง…

                ตอนนั้นใจหายวาบ กลัวจะเป็นมิจฉาชีพ ฉันน่าจะให้ลุงจอดรถที่หน้าบ้าน ไม่น่าประมาทเลย…ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะทำยังไง ฉันล้วงกระเป๋าค้นหาอาวุธ เจอเข้ากับขวดสเปรย์แอลกอฮอล์ หยิบขึ้นมาถือไว้ ค่อยๆ ทำใจแอบมาทางอีกฝั่งเพราะถ้าพ้นตรงนี้ไปไม่ถึงยี่สิบก้าวก็ถึงบ้านแล้ว…

                แล้วจู่ๆ ร่างดำตะคุ่มๆ ทั้งกลุ่มที่พอจะมองออกว่ามีประมาณสามสี่คน แต่ฉันกลับมองไม่เห็นหน้าตาหรือเสื้อผ้า เห็นแค่เป็นเงาดำๆ ที่ดำกว่าความมืด ทั้งที่แสงไฟจากเสาก็ส่องมานวลๆ ตา…แล้วฉันก็ต้องชะงักอีกครั้ง เพราะกลุ่มที่เห็นนั้นมันพากันหันขวับมองมาที่ฉัน เหมือนพวกมันไม่ได้สนใจฉัน…มันกำลังรุมกินอะไรบางอย่างที่อยู่ที่พื้น

                ทำยังไงดี ฉันถึงจะผ่านตรงนั้นไปได้…ทั้งกลัว ขาแทบจะก้าวไม่ออก กลุ่มร่างสีดำพวกนั้นไม่ใช่คน…เพราะเป็นเพียงเงาสีดำๆ สามสี่เงาเท่านั้น ฉันสั่นเทิ้มไปทั้งตัว กลัวสุดขีด…ผี…นั่นผีกำลังรุมกินอะไรบางอย่าง…ฉันนับหนึ่งถึงสามแล้วตัดใจหลับตาวิ่งผ่านไปจนถึงประตูรั้ว ลนลานรีบไขกุญแจที่เตรียมไว้แม้ว่ามือมันจะสั่น พยายามกลั้นเสียงไม่ให้กรีดร้องออกมา…ตอนที่ฉันวิ่งผ่านเห็นร่างพวกนั้นพากันลุกขึ้นมองมา ฉันรีบพุ่งตัวเข้ารั้วบ้านพร้อมกับรีบไขประตูเข้าบ้านวิ่งตรงไปยังห้องนอนชั้นสองทันที

                วินาทีนี้กลัวก็กลัว อยากรู้ก็อยากรู้ มันสับสน ฉันแง้มม่านแอบดู…เห็นพวกมันเงาดำๆ เหล่านั้นกำลังเดินไปเดินมาที่หน้าบ้าน ฉันรีบปิดม่านแล้วขึ้นมานอนขดตัวคลุมโปงอยู่บนเตียง ไม่กล้าเปิดไฟ กลัวมันจะรู้ว่าฉันแอบดู

                “แพท…แพท ไม่ทำงานเหรอลูก…เจ็ดโมงกว่าแล้วนะ..ตัวร้อนนี่เรา ไม่สบายเหรอ เดี๋ยวแม่ไปเอายามาให้ เมื่อคืนกลับดึกใช่ไหม”

                ปรากฏว่าฉันจับไข้ไปทำงานไม่ได้เลย นอนซมอยู่จนกระทั่งเย็น พอเริ่มรู้สึกดีขึ้นฉันเล่าเรื่องที่เจอมาให้แม่ฟัง แม่เอามือทาบอก

                “นั่นสิ แม่ก็ว่าใครเอาพวกกระทงเครื่องเซ่นมาวางแถวถังขยะ เมื่อเช้าแม่เอาขยะไปทิ้ง เจอกระทงกระจัดกระจายคิดว่าหมามาคุ้ย..บ้านไหนนะพิลึก แทนที่จะไปวางที่อื่น ตามต้นไม้แถวที่โล่งๆ ก็เยอะ”

                เพราะแถวบ้านฉันไม่ได้เป็นบ้านจัดสรร เป็นบ้านที่ต่างคนต่างปลูก หลังจากนั้น เลิกงานฉันไม่กล้าเถลไถลไปไหนเลย ตรงดิ่งกลับบ้าน แต่แม่ก็ปลอบฉันว่าไม่ต้องกลัว มันคงไม่ได้อยู่ตรงนี้ เพราะไม่เคยมี ที่เห็นคงเป็นเพราะมีคนเอาเครื่องเซ่นมาวาง พวกเขาเลยมากินกัน เหตุการณ์ในคืนนั้นผ่านมาได้สองวัน ตกกลางคืนฉันก็ฝันว่าตัวเองยืนอยู่หน้าประตูรั้ว…มีเงาดำๆ สามสี่เงาอยู่ที่นอกรั้ว…ในความฝันฉันตกใจกลัวมาก พวกมันมีแต่โครงร่างกับส่วนที่เป็นดวงตามีสีแดงจัด…มันพูดว่า

                กูหิว พวกกูหิว ช่วยด้วย…หิวเหลือเกิน…แล้วก็พากันยื่นมือเหมือนกำลังขอ พร้อมกับพยายามปีนป่ายจะเข้ามาในรั้วให้ได้ แต่พยายามเท่าไหร่ พอปีนมันก็หล่น…ช่างเป็นภาพที่น่ากลัว เพราะเสียงก็ร้องว่ากูหิวตลอดเวลา…

                พอเช้าฉันเล่าให้แม่ฟัง แม่เลยให้หยุดงาน พาไปทำบุญรดน้ำมนต์แล้วเล่าให้พระท่านฟัง แล้วก็อุทิศผลบุญให้พวกเขา โดยใช้จิตนึกถึงเงาดำๆ ทั้งสี่ร่างนั้น ซึ่งพระท่านบอกว่า “โยมทำบุญอุทิศให้เขา แต่อย่าเอาอาหารหรืออะไรไปวาง เพราะพวกนี้บางทีพอมันได้กินมันก็ไม่อยากไป เราจะเดือดร้อนเปล่าๆ เพราะมันจะกวนไม่เลิก ผีก็เหมือนคน มีดีมีไม่ดี”

                พอกลับมาถึงบ้าน แม่ก็ไปสอบถามคนแถวนั้นว่าใครเอากระทงเซ่นสัมภเวสีมาวางตรงนี้ อย่าทำอีก แต่ก็ไม่มีใครรับ มีแต่คนบอกไม่รู้ แล้วแม่ก็เล่าเรื่องที่ฉันเจอพวกมันมานั่งกินเครื่องเซ่น ตกดึกคืนนั้นฉันฝันอีก มีคนมายืนออเต็มหน้าบ้านทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก คนแก่ เยอะแยะไปหมด ทุกคนพยายามเกาะรั้วเหมือนอยากเข้ามาในบ้านให้ได้ พร้อมกับมีเสียงพูดว่า “ไหน..คนใจบุญ…นี่บ้านคนใจบุญใช่ไหม ขอเข้าไปหน่อย ขอเข้าบ้านคนใจบุญหน่อย บ้านหลังนี้ใช่ไหม…บ้านคนใจบุญ”

                ในความฝันฉันชี้มือออกไปแล้วพูดว่า “อย่าเข้ามานะ เข้าไม่ได้ ไม่ให้เข้า เข้ามาไม่ได้นะ…ไปให้พ้น ออกไป” แล้วก็สะดุ้งตื่น ดูนาฬิกาตีสามพอดี เวลาเหมือนวันนั้น แล้วก็ได้ยินเสียงหมาหลายตัวหอนรับกันที่บริเวณหน้ารั้ว ก่อนจะค่อยๆ วิ่งหอนไปทางปากซอยแล้วเงียบไป พอเช้าฉันก็เล่าให้แม่ฟังอีกครั้ง แม่บอกว่าที่เราไปทำบุญ เขาคงได้รับเลยบอกต่อๆ กัน

                วันรุ่งขึ้น ฉันกลับจากทำงาน แม่ดีใจใหญ่ บอกว่าที่ฉันเล่าความฝันให้ฟัง แม่ไปคิดแล้วตีเป็นเลข คือเอาบ้านเลขที่ของเราไปซื้อลอตเตอรี่ แม่ได้เงินเยอะอยู่ แต่เราก็นำเงินแบ่งไปทำบุญบางส่วน แต่ไม่ได้เอาเครื่องเซ่นให้กิน ซึ่งถ้าไม่ดีจะกลายเป็นว่าเราเลี้ยงผีไปอีก…

                หลังจากวันนั้น เราก็อยู่เป็นปกติสุข ไม่ได้มีวิญญาณใดๆ มากวน…แต่สิ่งที่ฉันได้มาคือ มักจะมองเห็นสิ่งไม่น่าจะเห็น เหมือนเป็นการเปิดตาที่ทำให้เห็น หรือสัมผัสวิญญาณได้ บางครั้งนะคะ ไม่ใช่ทุกครั้ง จนต้องเริ่มทำใจให้ชินกับมัน นี่แหละเรื่องราวและประสบการณ์ของฉัน…

*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

*ภาพที่ปรากฏใช้เป็นเพียงภาพประกอบเรื่องเท่านั้น

/

เรื่องโดย. กฤตยา อยู่ประเสริฐ

ภาพโดย. กฤตยา อยู่ประเสริฐ, trevorhenderson.fandom.com, garbagefinds.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •