22 กุมภาพันธ์ 2024
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                ย้อนกลับไป 10 ปีก่อน ทิพย์ สตรีวัย 40 ปีต้องอยู่เฝ้าไข้สามีที่บ้านหลังใหญ่สองคนตามลำพัง ซึ่งสามีของทิพย์เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เดินเหินไม่ได้อยู่นานสองปี จนในที่สุดเขาได้เป็นผู้ป่วยนอนติดเตียงด้วยอายุอานามที่เท่ากันกับทิพย์

                ซึ่งระหว่างที่ทิพย์ต้องวนเวียนกับการดูแลสามีที่ไม่มีบุตรด้วยกัน กับการทำงานบ้านหลังใหญ่ บางคราวเธอคร้านที่จะอยู่ติดบ้าน อยากออกไปพบปะเพื่อนฝูง จึงได้ว่าจ้างให้คนละแวกนั้นมาดูแลสามีเป็นครั้งคราว เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับคนป่วย ซึ่งผู้เขียนในฐานะที่เป็นเพื่อนกับบุคคลทั้งสอง คราวใดที่เดินทางไปเยี่ยมจักร แล้วมีหญิงแก่คอยดูแลเขาอย่างงกๆ เงิ่นๆ สายตาของจักรนั้นเขาดูทำใจกับเรื่องการหายไปของภรรยาคราวละ 3-4 คืน

                “ทิพย์คงไปนั่งเล่นไพ่เหมือนเคย แต่ไม่เป็นไรหรอก ผมเข้าใจเธอ มองโดยภาพรวมที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเกือบ 20 ปี ผมถือว่าทิพย์เป็นผู้หญิงที่เสียสละสำหรับชีวิตผมแล้วครับ” ทุกครั้งจักรจะพูดประโยคเหล่านี้ เขาไม่เคยทำให้ภรรยาต้องเสื่อมเสียแม้แต่น้อย

                กระทั่งก่อนที่จักรจะเสียชีวิต…เจ๊เป๋า เพื่อนสนิทร่วมวงไพ่ของทิพย์ และเป็นเพื่อนของฉันได้มากระซิบเล่า “รู้ไหม ตอนนี้ไอ้ทิพย์มันคบชู้ แล้วพาชู้มันมานั่งเล่นไพ่ด้วยกัน เป็นอย่างนี้นานหลายเดือนแล้วด้วย” เป๋าลดน้ำเสียง พูดคุยในอีกระดับ “และอะไรไม่ว่า ไอ้ผู้ชายที่ฉันพูดถึงนี่มันไม่ใช่คนธรรมดา แต่มันเป็นพระที่นุ่งเหลืองห่มเหลือง ตอนมาหาไอ้ทิพย์ที่บ่อน มันมีคนที่วัดขับรถมาส่ง หาเสื้อผ้าให้เปลี่ยน รอเวลากลับเสร็จสรรพ สงสัยจะเป็นพระมียศมีตำแหน่ง”

                “ส่วนอีเจ๊เจ้าของบ่อนนั้นรูดซิปปากเงียบกริ๊บ! เพราะได้ค่าหุบปากคราวละ 5 พัน ว่าให้เก็บความลับเรื่องนี้ไว้…อีทิพย์หนออีทิพย์ ไม่น่าเลย ไอ้จักรมันเป็นคนดี มีมรดกพ่อแม่ทิ้งไว้มากมาย น่าจะรอให้แยกจากกันเป็นเรื่องเป็นราวเสียก่อนค่อยทำชั่ว!”

                เจ๊เป๋าเธอดูเป็นเดือดเป็นแค้น ซึ่งเมื่อผู้เขียนถามย้ำว่าใช่พระแน่หรือที่คบหาดูใจกับทิพย์ “คนอย่างอีเป๋านะ…หากไม่ใช่เรื่องจริงแล้วจะไม่พูดให้ใครเสียหายเด็ดขาด และเธอรู้ไหม ระยะหลังนี่คนในบ่อนเห็นจนชินตา ไอ้ห่มเหลืองมันถึงกับนอนหนุนตัก ผลัดกันจั่วไพ่ในห้องรับแขกวีไอพีของเจ๊ตั๋ว…หลายคนพูดว่านรกจะกินกบาลใครก็เรื่องของคนนั้น แต่ฉันมันทนไม่ได้ว่ะ คันปากยิบๆ ถึงต้องเอาเรื่องนี้เล่าให้แกฟัง”

                เมื่อฟังเรื่องเล่าจากเจ๊เป๋า ต่อมาฉันจึงหาโอกาสที่จะพบพูดคุยกับทิพย์ อย่างน้อยเราก็เป็นเพื่อนสนิทกันมาหลายปี สำหรับฉันแล้ว ทิพย์มีอะไรในใจมักไม่เคยปิดกัน ในที่สุดเมื่อได้พบกันในวันหนึ่ง ทิพย์มองหน้าฉันแล้วคงอ่านอาการออก เนื่องจากบ้านฉันกับบ้านเจ๊เป๋านั้นอยู่ติดกัน

                “มีอะไรอยากคุยเป็นพิเศษรึเปล่า?” ทิพย์เริ่มต้นการคุย เมื่อเห็นฉันยิ้มนิ่งๆ ทิพย์เลยพูดต่อ “แกก็รู้…ฉันน่ะชอบเล่นไพ่มาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม อยู่ในโรงเรียนก็เล่นปั่นแปะ…เรื่องที่ทิ้งจักรไปเข้าบ่อนน่ะ เราก็เอายายเล็กมาอยู่เป็นเพื่อน มาดูแล จ้างวันละ 400 อาหารนั้นก็เต็มตู้เย็น เราเองอยู่ในบ่อนยังกินนอนไม่เป็นเวลาเลย ดูสิ ผอมโทรมหมดแล้ว”

                พูดถึงตอนนี้เลยตัดสินใจถามเรื่องพระที่มาพัวพัน เท็จจริงอย่างไร? “คงยายเป๋ามาเล่า…แหม ช่างปากดีเหลือเกิน” เมื่อตอบว่าเป็นลูกชายฉันเองที่เข้า-ออกบ่อนเจ๊ตั๋ว…ฉันปัดเรื่องไปที่ลูกชาย ซึ่งทิพย์ได้นิ่งไปครูใหญ่

                “พระโป้งน่ะ…เขามาชอบฉัน เราเจอกันทางเฟซ เรื่องนี้จักรก็รู้ดี เราเริ่มต้นจากสายบุญ ตระเวนทำบุญด้วยกันบ่อยๆ ถึงสนิทกัน หากที่ท่านต้องมาหาฉันที่บ่อนในตอนกลางคืน เพราะเป็นห่วงฉันที่เอาเงินท่านมาเล่นหลายแสนอยู่…ท่านตามมาดูเฉยๆ นะ นี่คือเรื่องจริง”

                น้ำเสียงทิ้งท้ายของทิพย์ฟังดูติดขัด แต่ดั่งที่เจ๊เป๋าเคยพูดไว้ นรก…จะกินกบาลใครก็เรื่องของคนนั้น และอยู่ในช่วงที่จักรมีอาการหนักจนต้องส่งตัวเข้าโรงพยาบาล ระหว่างนี้มีคนตาดีแอบเห็นว่ามีรถยนต์แวนคันสีขาวมาจอดนอนค้างที่บ้านของทิพย์เป็นประจำ โดยรถยนต์แวนคันนี้เป็นรถประจำตัวของพระโป้ง

                หากรอบนี้ทิพย์ได้กล่าวอ้างกับบุคคลที่อยากรู้อยากเห็นว่า…ได้ขอร้องพระท่านให้มาทำพิธีปัดรังควาน เหตุเพราะบ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านมรดกของทางพ่อของจักร ซึ่งบรรพบุรุษของจักรได้เสียชีวิต ณ บ้านหลังนี้ไม่ต่ำกว่า 7-8 ชีวิต ตัวทิพย์เล่าว่าเป็นความปรารถนาดีของเธอ ที่ไม่ต้องการเห็นสามีต้องจากไปอีกคน

                “เรื่องของเรื่อง…มันแปลกที่ว่า คนที่ตายในบ้านหลังนี้ทุกคนเป็นผู้ชาย ไล่เลียงตั้งแต่พ่อของจักร คุณลุง คุณอา พี่ชาย และน้องชายของจักร แม้ตัวเราจะดีๆ ชั่วๆ แต่จักรนั้นถือเป็นสามีที่เรารักมากที่สุด ใครจะพูดอย่างไรเราไม่สนใจหรอก…เพราะในอนาคต หากจักรเป็นอะไรไปเราต้องดูแลตัวเอง…ต้องมีคนคุ้มครอง ใช่ไหม? ประการสำคัญเรื่องนี้ชาวบ้านที่ปากปูปากหอยมันหยิบยื่นให้เราไม่ได้ไงเธอ”

                และหลังจากการพูดคุยกับทิพย์ในวันนั้น อาทิตย์ถัดมาจักรก็ได้เสียชีวิต จากไปอย่างสงบ ซึ่งจากคำเล่าของยายเล็ก คนดูแลเฝ้าไข้ประจำตัวของจักรได้เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อจักรใกล้สิ้นลมลาจากโลกมนุษย์

                “เขายังมีแรงสั่งเสีย…ขอให้บอกทิพย์ ว่าให้จัดงานศพที่บ้าน หลังจากนั้นให้เอาไปฝังไว้ที่สุสานของตระกูล ห้ามไม่ให้ตั้งสวดศพที่วัดและเผาศพ เขาบอกว่าบรรพบุรุษได้มารอรับเขาอยู่ที่บ้านหลังนั้น อันที่จริงเขาไม่อยากออกจากบ้านมานอนที่โรงพยาบาล แต่ในเมื่อเป็นความต้องการของเมีย เขาจึงไม่ขัดใจ เขาขอให้ฉันไปบอกทิพย์แค่นี้”

                หากสำหรับทิพย์นั้น ขณะไปรอรับร่างของจักรที่โรงพยาบาล ครั้นเมื่อยายเล็กได้บอกเล่าคำขอก่อนตายของจักร ให้ฟัง ทิพย์พูดสวนทันที “คนตายแล้วก็ตายไปสิยาย เขาจะไปรู้อะไรว่าฉันจะจัดงานจัดการให้เขาอย่างไร พูดก็พูดเถอะ มันเป็นสิทธิ์ของฉัน ตอนนี้ยายหมดหน้าที่แล้ว และไม่ต้องพูดต่อปากต่อคำเรื่องอะไรอีก เกิดญาติพี่น้องของจักรที่อยู่ต่างจังหวัดเดินทางมาร่วมงานรู้เรื่องเข้า บอกตรงๆ ฉันรำคาญ…เหตุผลความตั้งใจของฉันคือจะเอาศพของจักรตั้งสวดที่วัดสัก 3 คืนแล้วเผา ประเพณีจีนอะไรนั้นฉันทำไม่เป็น และไม่อยากสิ้นเปลือง และเมื่อใครถามยาย ก็ขอให้บอกว่า…โกจักรนั้นให้ทำตามในสิ่งที่ฉันพูด”

                ขณะนั้นฉันอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเพื่อนทิพย์รอรับเอกสารจากแพทย์ในคำวินิจฉัย ทำให้รับรู้เรื่องราวทุกประการ ซึ่งทิพย์ยังกระตุกข้อมือฉัน “เธอเองก็อีกคน ฉันขอล่ะ…เธอก็รู้ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาของการเป็นลูกสะใภ้บ้านนี้ ฉันเหนื่อยและต้องเจอกับอะไรบ้าง ตอนนี้ฉันสบายเป็นอิสระแล้ว ขอให้ฉันทำตามใจปรารถนาของฉันบ้างเถอะ…และตอนนี้ฉันเองก็เลือกแล้วที่จะคบหากับพระโป้งอย่างเปิดเผย ขอพูดเลย…ใครห้ามไม่ได้เสียด้วย”

                ขณะนั้นฉันได้ถามว่า ต่อแต่นี้พระท่านจะสึกหรือ? ทิพย์ให้คำตอบ “ยัง…ยังไม่สึกตอนนี้หรอก” ส่วนในงานศพของประจักร หรือที่ชาวบ้านร้านถิ่นเรียกจนติดปากว่าโกจักร ที่สวดพระอภิธรรม 3 คืน ซึ่งเพื่อนหลายคนเห็นเป็นร่างของจักรนั้นเดินวูบวาบโผล่จุดนั้นแวบ จุดนี้แวบ เขาสวมชุดสีฟ้าของโรงพยาบาล ทุกคนพูดตรงกัน…

                ส่วนยายเล็ก ยายแอบเล่าให้ผู้เขียนฟังเป็นเรื่องเป็นราว เล่าว่าโกจักรมาส่งยายทุกคืน หลังจากยายกลับจากวัด และต่อมาก็มีเสียงคล้ายคนร้องไห้ล่องลอยมาตามลม ซึ่งยายเล็กคนดังกล่าวถือเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับจักรก่อนสิ้นลม และขณะที่ถึงวันฌาปนกิจศพ อยู่ๆ ยายเล็กเกิดอยากพิสูจน์ว่าผีมีอยู่จริงหรือไม่ ยายเลยกระทำเรื่องดังนี้

                “ตอนนั้นยายอยู่ในโรงครัว ช่วยแม่ครัวเขาเก็บสำรับกับข้าว เพราะจะเผาร่างในตอนบ่ายสามใช่ไหม ตอนนั้นในโรงครัวมียาย มียายพิศ และตามิ่ง ช่วยกันเก็บของใส่ถุงไว้แจกเป็นทานให้คนตายเขาได้บุญติดตัวไป คราวนี้อยู่ๆ หม้อไหที่ตั้งไว้เกิดคว่ำหงายให้ระเนระนาด ลมสักนิดก็ไม่มีพัดผ่าน อีกทั้งคนส่วนใหญ่ก็นั่งฟังพระเทศนาที่หน้าเมรุ”

                “ใจหนึ่งได้แอบคิด หรือโกจักรจะมาลาเรา เอาวะ…ขอก้มมองลอดใต้หว่างขาดูสักที ฉันหันหน้าไปทางทิศตะวันออก แล้วก้มดูไปทางเมรุทันที เห็นเต็มๆ ตา…เป็นร่างของโกจักร มือเท้าสะเอว เอาตีนกวาดถ้วยชามหม้อไหที่คว่ำไว้เสมือนไม่พอใจอะไร อาการนั้นเกรี้ยวกราด หูตาดูขวางไปหมด และพ่อยายได้สอนไว้ เมื่อใดที่เห็นผีให้มองเฉยๆ ทำทีว่าเรามองไม่เห็นเขา แล้วเราจะรู้กิริยาท่าทางเขาว่ามาดีมาร้ายอย่างไร”

                “แต่จากท่าทางของโกจักรที่ฉันเห็น คือเขากำลังโกรธมาก! แล้วทำลายข้าวของ นี่ถ้าผีปกติจะทำไม่ได้นะคะ ต้องเป็นผีที่มีพลังมากเท่านั้น และตามิ่งแกเกิดร้องทัก “ยายเล็ก แกทำอะไรของแก” เท่านั้นล่ะ ร่างของโกจักรลอยปรู๊ดไปที่หน้าเมรุ อยู่รวมกับผู้คนแล้ว ยายเชื่อของยายนะคะว่าเขายังไม่อยากตาย และที่เขาสั่งเสียไว้ก่อนตาย เขาไม่อยากอยู่วัด”

                “เธอจำเหตุการณ์ตอนที่ไปรับศพที่โรงพยาบาลได้ไหม? ทิพย์เขารับรู้คำสั่งเสียทุกอย่าง แต่ไม่เคยทำให้โกจักรได้สักเรื่อง พูดง่ายๆ ว่าทำให้ผีโกรธ ยายไม่ได้แช่งหรอกนะ คอยดู…ชีวิตของผู้หญิงคนนี้เป็นต้นไป ถึงมีเงิน 10 ล้าน 20 ล้าน ชีวิตก็ไม่มีความสุข เพราะสร้างกรรมไว้เยอะนี่ล่ะ”

                หลังจากวันที่ฌาปนกิจร่างของประจักรเป็นต้นมา ไม่รู้ว่าคำพูดของยายเล็กแกมองคนได้ทะลุปรุโปร่งอย่างไรไม่ทราบได้ ซึ่งต่อมาทราบภายหลังว่า…ทิพย์ได้แอบเช่าบ้านเพื่อเป็นรังรักของเธอกับหลวงพี่โป้ง กระทั่งต้นปี พ.ศ. 2560 พระโป้งถึงลาสิกขาบทมาอยู่กินกับทิพย์อย่างเปิดเผย ส่วนญาติพี่น้องหรือเพื่อนบ้านนั้นดูจะเลิกพูดถึงเรื่องเหล่านี้ไปนานแล้ว

                เมื่อยามที่เอ่ยถึงทิพย์กับอดีตพระโป้ง ก็ได้แต่พูดว่า “กรรมใครกรรมมัน” ไม่ตอบสนองเห็นกันชาตินี้ ก็กระโดดเกาะตามไปชาติหน้าโน่น แต่รับรองว่ากรรมไม่สูญหาย เมื่ออดีตพระโป้งได้ลาสิกขาบท ทั้งเขาและทิพย์ก็พากันตระเวนเล่นการพนันทั้งบ่อนเล็กและบ่อนใหญ่

                จากทิพย์ หญิงชาวบ้านที่เคยเล่นได้เสียหลักแสน กลายเป็นเล่นพนันได้เสียหลักล้านบาท อาศัยกินนอนในรีสอร์ตชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านนานนับปี จนในที่สุดต้นปี พ.ศ. 2561 ทิพย์ได้ประกาศขายบ้านในราคา 5 ล้าน ก่อนย้ายกลับมาบ้านเช่าที่เคยเป็นรังรักของเธอ หากแต่วันนี้ในปัจจุบัน บ้านเช่าหลังดังกล่าวมิได้เป็นรังรักอีกต่อไป ด้วยเหตุผล…บุคคลทั้งสองได้ป่วยเป็นมะเร็งในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

                เรื่องการป่วยนี้ ทิพย์เป็นคนฝากจดหมายให้วินมอเตอร์ไซค์ ขอร้องให้ส่งถึงมือฉันให้ได้ ซึ่งเมื่อทราบข่าว ฉันรีบเดินทางไปยังบ้านที่ร่มรื่น มีต้นมะม่วงกั้นเป็นรั้วล้อมรอบทันที ทิพย์เล่าว่า…เธอเป็นมะเร็งในรังไข่ระยะที่ 4 และพี่โป้งได้เป็นมะเร็งในระยะ 4 เช่นกัน แต่เป็นมะเร็งที่ตับอ่อน ซึ่งไม่รู้ว่าพี่โป้งที่ไม่เคยดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ จะเป็นโรคร้ายตรงบริเวณตับอ่อนได้อย่างไรกัน…

                วันนั้นทิพย์พูดไปร้องไห้ไป โดยมีทิดโป้งนอนน้ำตาคลอเบ้าอยู่ใกล้ๆ ส่วนร่างกายของทิพย์และทิดโป้งนั้น ทั้งคู่ซูบผอมและมีผิวพรรณที่ดำคล้ำ ไม่มีสง่าราศีเหมือนก่อน โดยเฉพาะทิดโป้ง เมื่อครั้งที่ยังห่มผ้าเหลือง ผิวของเขาที่ขาวจะดูผุดผ่องด้วยสีแห่งผ้าเหลืองส่งให้ จะมีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอนไหมหนอคนเรา…

                วันนั้นที่ทิพย์ต้องการพบฉันก็ด้วยสาเหตุ เธอขอร้องให้ฉันนำของมีค่า เครื่องประดับกระจุกกระจิกติดตัวของเธอ ให้ช่วยนำไปขายเพื่อนำเงินเก็บเป็นทุนประทังชีวิต ซึ่งเมื่อแอบถามถึงเงินจำนวนหลักล้านที่เพิ่งขายบ้านได้ในหลายเดือนก่อนว่าไปไหนหมด

                “เราต้องใช้หนี้ที่บ่อนการพนัน ไม่อย่างนั้นชีวิตอยู่ไม่เป็นสุขแน่ ต่อมาพอคิดว่าต้องพักมือ อยู่ๆ ได้มาล้มป่วย เรานั้นตรวจเจอมะเร็งก่อน และพี่โป้งก็ป่วยตาม จากนั้นรายจ่ายก็ตามมาติดๆ มันต้องมีเหตุให้ตกเบี้ยเสียเงินอยู่เสมอ หมอเป็นคนพูดกับเรา ลำพังคนป่วยด้วยโรคมะเร็ง ส่วนหนึ่งต้องมีทุนรอนการรักษา แต่นี่อะไร อยู่ๆ เกิดมาล้มป่วยในเวลาไล่เลี่ยกันถึงสองคน…”

                “นี่ก็ยังทุกข์ใจว่า เมื่อถอดเครื่องประดับชุดนี้ขายแล้ว ยังต้องหาทุนไว้ต่อชีวิตก้อนใหม่อีก เรายังมืดแปดด้าน ไม่รู้เลยว่าจะดึงตรงไหนได้ ลำพังญาติพี่น้อง พอเรามั่งมีเราเรียกเขามากิน มาช่วยใช้เงิน เขาก็รีบเฮกันมา แต่พอยามที่เราหมดตัว เราต้องพึ่งพาตัวเอง”

                ทิพย์พูดอย่างปลงตก แต่ในอีกมุมที่เป็นเตียงนอนของทิดโป้ง ฉันเห็นเขานอนน้ำตาไหลพราก ร้องไห้ออกมา เลยต้องรีบขอตัวไปทำธุระให้ทิพย์ทันที วันนั้นฉันนำเงินจากการขายเครื่องประดับของทิพย์ได้เงินจำนวน 2 หมื่นบาทพร้อมใบเสร็จยื่นให้เธอ ทิพย์คว้าเงินไว้ด้วยอาการมือสั่น ก่อนยื่นเงินให้ฉัน 1 พันบาทไว้เป็นค่าน้ำมัน ซึ่งฉันบอกให้เพื่อนเก็บเงินไว้เถิด

                ก่อนจากกันฉันบอกให้ทิพย์และทิดโป้งทำใจให้สบาย เพราะหากเริ่มเครียดเมื่อใด โรคแทรกซ้อนต่างๆ อาจติดตามมาได้ และครานี้ ฉันเพิ่งเห็นน้ำตาของทิพย์ไหลรินเป็นครั้งแรก ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทิพย์เป็นผู้หญิงที่แปลก ดูเข้มแข็งในสายตาฉันเสมอมา แต่วันนี้เธอกลับมีน้ำตาให้ฉันเห็น เชื่อว่า…ชีวิตของเธอมันคงถึงที่สุดแล้ว!

*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

เรื่องโดย. ประทุมทิพย์

ภาพโดย. Ai


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •