27 พฤษภาคม 2024
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                เป็นเรื่องจริงของคนใกล้ชิดกันมาก แม้ว่าจะกระทำเป็นงานอาชีพ แต่ตัวกรรมนั้นไม่สนใจและละเว้นให้เลย อาจเป็นเพราะสัตว์ที่ถูกเชือดนั้นเป็นสัตว์ต้องอาถรรพณ์!!

                “น้อย” แทนที่เขาจะต้องเรียกผมว่าพี่ (ตามศักดิ์ที่เป็นพี่ชายของเมียเขา) ผมกลับต้องเรียกเขาว่าพี่ เพราะพี่น้อยมีอายุมากกว่าผม แก่กว่าน้องสาวผมรอบหนึ่ง

                ประวัติของแกผมไม่ค่อยรู้มากนัก รู้แต่ว่าแกเคยฆ่าคนตายโดยชั่ววูบ แกว่าอย่างนั้น เพราะคนตายมันด่าแม่แก อีกทั้งแกก็มักจะถูกรังแกอยู่เรื่อยๆ คนเราเมื่อถูกบีบมากเข้า สะสมไว้เยอะๆ มันก็ระเบิดได้เหมือนกัน

                ถึงตัวจะเล็กกว่า แต่ใจที่เคียดแค้นชิงชังมีพลังมากกว่า ผลคือคนที่ชอบแกล้งแก ถูกมีดปอกผลไม้ที่พี่น้อยถืออยู่เสียบตัดขั้วหัวใจ แล้วสิ้นใจระหว่างไปโรงพยาบาล

                ส่วนคนแทงติดคุก แกรับสารภาพทุกอย่าง มอบตัวเองอีกด้วย และมีพยานรู้เห็นว่าคนตายมีนิสัยเกเร ชอบรังแกคนไปทั่ว

                ศาลจึงตัดสินว่าทำไปเพราะบันดาลโทสะ ประกอบกับแกมีอายุมากกว่าคนตาย จึงได้ลดหย่อนโทษถึงสองต่อ คือจาก 20 ปีเหลือ 10 ปี อีกทั้งแกก็ประพฤติตัวดี จึงติดคุกเพียง 5 ปีเพราะได้รับอภัยโทษ

                เมื่อออกจากคุกได้ไม่กี่เดือน แกได้ช่วยเหลือน้องสาวผมแบบบังเอิญ ทำให้รู้จักกัน ไม่รู้ถูกใจอะไรกันนัก ทั้งๆ ที่แกก็ตัวคนเดียวไม่มีทรัพย์สมบัติติดตัว มียี่ห้อคนขี้คุกตราหน้าเป็นของแถม แล้วพี่น้อยแกก็สารภาพบอกหมดว่าเคยติดคุกมาก่อน สาเหตุอะไรๆ ไม่ปิดเลย น้องสาวผมมันพูดว่าอย่างนี้

                “คนเราถ้าไม่ได้เลวโดยสันดานก็พอแก้ได้ แต่คนเลวโดยสันดานยากจะแก้…เงินทองไม่มีก็หาได้ ขยันแล้วเก็บ ใช้แต่พอตัว ไม่จน ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็ดีแล้ว ดีกว่าคนที่มีเงินมาก ไม่รู้จักเก็บ รู้แต่ใช้จ่ายอย่างเดียว ไม่ช้าก็หมดและจน”

                เมื่อเป็นเนื้อคู่กันแล้วมันก็ไม่แคล้วกัน จึงคบหาแล้วตกลงอยู่ด้วย แรกๆ ผมก็ไม่ชอบพี่น้อย อาจจะกลัวลึกๆ กับคิดว่าแกจะเป็นหนูตกถังข้าวสารยังไงก็ไม่รู้

                แต่พอได้พูดคุยก็ยอมรับว่าพี่น้อยเป็นคนใจดี มีน้ำใจกับคนรอบตัว รักครอบครัวมากๆ ขยันกว่าคนหนุ่มอย่างผมเสียอีก

                ลืมบอกไปว่าบ้านผมอยู่ทางบางนา เป็นครอบครัวใหญ่ อาหารการกินอาจแยกกันบ้าง แต่ทุกคนก็อยู่รวม ช่วยเหลือกันดี

                เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ผมก็รู้จักตัวจริงของพี่น้อยมากขึ้น มากจนต้องบอกว่าน่ากลัว และอย่าไปแหย่แกทีเดียว เห็นยิ้มๆ อย่างนี้เถอะ

                หลังเลิกงาน ผมยอมรับว่าเป็นคนปากหมา เวลาเหล้าเข้าปาก ต้องบอกว่าสมชื่อน้ำเปลี่ยนนิสัยจริงๆ เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยทีเดียว จากคนไม่ช่างพูดก็กลายเป็นคนปากจัด จากคนไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครก็ยื่นปากหาแต่บาทา! ผมไม่ได้กินเหล้า แต่เหล้ามันกินผม!!

                พอเมาได้ที่ก็จะหาเรื่องไปทั่ว ปากก็ด่าเอะอะโวยวาย แล้วที่ทำประจำคือชอบรบกวนรังควานคนในบ้าน แทนที่จะได้อยู่กันสงบๆ เงียบๆ สบายใจก็ต้องปวดหัว

                พี่เมียอย่างผมก็ใจกล้าหาเรื่องน้องเขย ทำให้เขาทนไม่ได้ โชคดีที่พี่น้อยไม่เอามีดปักอกผมอีกคน แกรู้ว่าผมเป็นคนอย่างไร อีกทั้งตัวแกเองก็เป็นคนดื่มเหล้าเหมือนกัน แต่กลับไม่มีสันดานเสียดังกล่าว

                พอดื่มด้วยกันแกจะปรามไม่ให้ผมกินมาก ได้คุยกันเยอะเกี่ยวกับอดีตของแก พี่น้อยเล่าให้ฟังถึงสมัยหนุ่มว่าแกทำงานอะไรบ้าง นอกจากจะเป็นช่างไม้ฝีมือดีแล้ว แกยังเป็นเพชฌฆาตตัวตะกวดอีกด้วย แกเล่าให้ผมฟังเพราะไม่อยากเห็นผมดำเนินรอยตามแก

                “ตอนนั้นพี่เลิกกับแฟนเก่า ก็ไม่ได้ทำร้านอาหารแล้ว ช่างไม้ก็ไม่ได้ทำ มันเบื่อไปหมด พี่จึงไปอยู่กับเพื่อนที่มีนบุรี เช่าบ้านอยู่ เราก็ต้องกินต้องใช้…สมัยเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เป็นท้องนาท้องไร่ ต้นไม้รกทึบ ไม่มีใครอยากมาอยู่หรอก มันกันดารและไกล”

                แกว่ายุคนั้น ละแวกโซนที่แกอยู่เป็นสวนมะพร้าว หมาก มีท้องร่องเป็นจำนวนมาก ก็จะมีตะเข้น้อยหรือตัวตะกวดเยอะตาม มันมักเกาะยอดไม้โหนข้ามตัวจากต้นโน้นไปต้นนี้ ตอนแรกก็ไม่คิดอะไร แล้วเพื่อนก็มาชวนให้ล่าตะกวดเพื่อถลกหนังส่งขายเมืองนอก ราคาสูงมาก คิดกันเป็นตัวๆ ตามขนาด

                “แล้วพี่ทำเป็นเรอะ ทำยังไง” ผมถามกลับด้วยความอยากรู้ แกจึงเล่าให้ฟังว่า

                “ก็ไปดูเพื่อนทำ ครั้งเดียวก็เป็นแล้ว พี่ก็ทำแร้วดักบ้าง แหจับบ้าง ต้องระวังไม่ให้หนังมันเสีย ไม่งั้นราคาจะตก เราต้องจับมันมาเชือดคอแล้วถลกหนังขึงตากแห้ง ส่วนเนื้อก็ส่งขายร้านอาหารป่า รายได้ดี พี่ทำอยู่ได้สักพัก เขาก็ประกาศห้ามจับสัตว์พวกนี้ เพราะถูกคนไล่ล่าจับจนจะสูญพันธุ์ กลายเป็นสัตว์ห้ามจับ ถ้าจับมาขายก็ผิดกฎหมายติดคุก”

                เสียงน้องผมถามว่า วันหนึ่งจับได้เยอะไหม แกก็หันไปตอบว่า “หลายสิบตัว”

                ถ้านับรวมๆ ที่แกจับมาเชือดคอก็เป็นร้อยตัวเลย แล้วกรรมวิธีการเชือด ฟังแล้วก็ธรรมดาเหมือนเชือดคอเป็ดคอไก่ ต่างที่ไก่มันมีแค่ 2 ขายาวๆ ส่วนตะกวดมี 4 ขาสั้นๆ เล็บยาว

                ดังนั้น การจะจับมันมาเชือดแบบไก่คงไม่ง่าย ด้วยไซส์ที่ใหญ่และพลังที่มาก จึงต้องเปลี่ยนรูปแบบโดยการจับมันแขวนคอ พอสลบหรือตายก็รีบเชือดทันทีก่อนเลือดจะแข็ง “ตีหัวมันให้สลบแล้วค่อยเชือด ไม่งั้นหนังจะเสียหายได้”

                “เฮ้อ…ใจร้ายจัง” น้องสาวผมว่า แกเงียบเหมือนยอมรับความผิด

                แกว่าช่วงนั้นจับมาได้หลายสิบตัว เยอะมากก็ฆ่ามาก เหมือนกรรมตามทัน จู่ๆ มีกฎหมายห้ามจับล่าฆ่าออกมา ทำให้หนังตะกวดที่ได้ครั้งนั้นต้องเสียราคา เพราะถูกกดลงเหลือน้อยมาก ไม่เอาก็ต้องเอา จากนั้นไม่นานชีวิตแกต้องลำบากใช่น้อย

                เพราะเคยมีคนกล่าวว่า “ตัวเหี้ย” หรือ “ตัวเงินตัวทอง” เป็นสัตว์อาถรรพณ์ ใครกินใครฆ่าจะต้องได้รับกรรมหนัก ก็ไม่รู้ว่าจะหมายรวมถึงตัวตะกวด ตระกูลเดียวกับตัวเหี้ยด้วยหรือเปล่า?

                แกว่าที่ทำนั้นเป็นอาชีพ ถ้าแกไม่ทำก็มีคนอื่นทำ แต่ถ้าไม่มีคนต้องการหนัง ก็คงไม่มีคนไล่ฆ่าแลกเงินเช่นกัน

                เวรกรรมน่ะมี เห็นกันชาตินี้ ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า!!!

                พี่น้อยเชือดคอพวกตะกวดไว้มาก วิญญาณแห่งความแค้นและกรรมมันได้รอคอยเขาอยู่ แม้แกจะถูกจำคุกต้องโทษมาแล้วก็เหมือนว่ายังไม่สาสมกับกรรมที่แกทำ

                แม้จะไม่ได้เบียดเบียนคน แต่ก็เบียดเบียนสัตว์ เป็นการผูกกรรมแบบตั้งใจกระทำ อันนี้ถือว่าบาปมาก บาปที่ตั้งใจฆ่าสัตว์ที่ไม่มีทางสู้ และเป็นการฆ่าแบบทรมาน ทางพระท่านว่าบาป ต้องใช้กรรมหนัก

                จากนั้นอีก 5 ปี พี่น้อยก็ป่วย ครั้งแรกหมอตรวจพบว่าแกเป็นตับแข็ง นัดอีก 1 เดือนให้มาตรวจใหม่ เผื่อต้องผ่าตัด

                พี่น้อยแกก็สรรหายาสมุนไพรมากิน ขมิ้นชันแบบผงชงกับน้ำอุ่น แกกินก่อนอาหารครั้งละ 1 ช้อน กินเสร็จตบท้ายด้วยกล้วยน้ำว้า 1 ลูก พอครบกำหนดไปหาหมอตรวจ กลายเป็นว่าตับที่แข็งของพี่น้อยหายไปแล้ว เขาว่าถ้าใครขึ้นเขียงเจี๋ยนตับออก รายไหนรายไหนไม่รอด?

                ทำเอาผมต้องเบรกเหล้าไปเลย แต่ความดีใจครั้งนี้ก็อยู่กับแกได้ไม่นาน…ในเวลาไล่เลี่ยกัน แกดูผอมและไอมาก ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงเหมือนเมื่อก่อน

                ที่จริงแกเป็นคนร่างสูงและตัวหนา ป่วยครั้งนี้เล่นเอาซูบผอมอย่างเห็นได้ชัด จนที่สุดต้องไปหาหมอตรวจ คราวนี้แกป่วยเพราะเป็นวัณโรค!!

                ผู้ป่วยวัณโรค ค่อนข้างจะต้องตรวจเช็กอย่างมาก เพราะมันจะมีอาการใกล้เคียงกับเอดส์ ต้องตรวจผลของโรคเอดส์ไปด้วย น้องผมก็ต้องตรวจด้วย โชคดีที่มันยังไม่เป็น และแกก็เป็นขั้นรุนแรงคือไอเป็นเลือด ต้องฉีดยาต่อเนื่องนานเป็นเดือนๆ

                หลังจากรักษาตัวจากโรควัณโรคอยู่นาน แกก็เกิดต่อมน้ำเหลืองที่คอบวม เหมือนต่อมทอนซิลอักเสบ แกให้เมียซื้อยาแก้อักเสบมากิน แต่มันก็ไม่ยุบสักเท่าไร

                จนกระทั่งวัณโรคก็ดีขึ้น คือเกือบหายสนิท ขอบอกตรงๆ นับแต่แกต้องเจ็บไข้ได้ป่วยมาเกือบปี ผมก็ไม่ค่อยดื่มเหล้าหนัก เพราะสงสารและกลัว

                ที่สงสารมากๆ ก็คือน้องผมเอง ต้องทำทุกอย่างทั้งงานบ้านและดูแลพี่น้อย ปกติตอนที่ไม่ป่วยพี่น้อยแกจะทำงานทุกอย่างที่แกทำได้ ไม่ว่าจะหุงหาอาหาร ซักผ้า ทำงานช่าง

                ต่อมาต่อมที่คอแกก็เริ่มเจ็บแม้จะไม่โตมาก ไปให้หมอตรวจ หมอเอาชิ้นเนื้อไปตรวจแล้วบอกให้ทำใจฟังผล แกเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย…

                น้องผมว่า หนีจากโรคนั้นก็มาเจ็บป่วยเป็นโรคนี้ หรือนี่คือโรคเวรโรคกรรมกันแน่ นับจากรู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็ง แกก็ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลหลายเดือนทีเดียว

                พี่น้อยต้องฉายรังสี คนร่างกายใหญ่ สูงสมชาย ต้องกลายเป็นคนขี้โรค น่องงี้เล็กเหลือนิดเดียว ยังดีที่แกกำลังใจดี

                ออกจากโรงพยาบาลครั้งสุดท้าย ผมเห็นแล้วยังช็อก คือแกกลับมาพร้อมกับผ้าปิดแผลขนาดใหญ่ที่บริเวณคอ ใส่สายยางทางจมูกเพื่อให้อาหารด้วยของเหลว น้องผมก็ทำแผล ทำอาหารเหลว ให้กิน เห็นแล้วสงสารจับใจ หรือมันเป็นคู่เวรคู่กรรมกัน?

                ผมก็ถามว่า ทำไมหมอไม่ให้นอนโรงพยาบาล น้องผมก็บอกให้ฟังว่า “ทางโรงพยาบาลเขาต้องใช้เตียงให้กับคนป่วยที่มีโอกาสรอดมากที่สุด”

                ผมถามแค่นั้น เพราะเข้าใจความหมายดี ช่วงสุดท้ายที่แกกลับมาอยู่บ้าน ผมแทบไม่เห็นแกเดินออกมาจากห้องนอนอีกเลย ได้แต่นอนอยู่ในห้อง กินนอนขับถ่ายก็ในห้อง เห็นแต่น้องผมเดินเข้าเดินออก

                เวลาทำอาหาร หรือต้องทำความสะอาดแผล วันหนึ่งผมผ่านหน้าห้องที่เปิดประตูไว้ เห็นว่าน้องกำลังจะล้างแผลที่คอให้พี่น้อย ผมก็เลยเข้าไปดูว่าแผลที่เป็นนั้นมันลึกขนาดไหน แล้วน้องเขยของผมเป็นอย่างไรบ้าง เพราะไม่เห็นหน้ามาหลายวัน

                ผมยืนแค่หน้าประตูห้องก็ได้กลิ่นเหม็นๆ ลอยคลุ้งเข้าจมูก เป็นกลิ่นน้ำเหลืองผสมกับน้ำยาโรงพยาบาล รู้แค่ว่ากลิ่นมันเหม็นชวนให้อาเจียนเสียให้ได้ รีบปิดจมูกกลั้นหายใจเข้าไปภายในห้อง

                แกนอนตะแคง คอที่บวมลึกโบ๋เห็นเนื้อสีแดงๆ มันลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ ยังไม่ถึงชั้นกระดูกดี มีสีเหลืองของน้ำเหลืองผสม บริเวณปากแผลเหมือนเนื้อที่ถูกเฉือนร่องแร่ง

                โอ้…คุณพระคุณเจ้าช่วยด้วย ! ผมรีบก้าวเผ่นออกมาจากห้องนั้นทันที แล้วหาที่สูดอากาศ หายใจเข้าแรงๆ อยู่นานเลย

                น้องผมต้องคอยเปลี่ยนผ้าก็อซและล้างแผลให้ 2 ครั้ง มิเช่นนั้นกลิ่นมันจะแรงยิ่งกว่านี้ แถมน้ำเหลืองที่ไหลเยิ้มออกมาไม่ต่างจากศพคนตายแล้วทีเดียว

                แกเป็นหนักอย่างนี้ ทางโรงพยาบาลเขาได้แต่ให้ยามาระงับความเจ็บปวดเท่านั้น และจะรับได้ก็วาระสุดท้ายที่ดูแล้วไม่น่าจะไหว

                น้องผมต้องไปรับยาทุกเดือน แกต้องกินมอร์ฟีนระงับปวด เพิ่มปริมาณขึ้นตามความเจ็บปวด ตอนหลังยาที่กินก็ไม่ย่อย เพราะระบบภายในล้มเหลวสิ้นเชิง

                พี่น้อยเริ่มเพ้อ จำอะไรไม่ค่อยจะได้แล้ว คนที่ทรมานและโทรมตามคนป่วยก็คือน้องผมเอง เพราะความรักผัวมันแท้ๆ จึงทนนอนดูแล อยู่กับคนป่วย อยู่กับกลิ่นเหม็นๆ ที่ติดในห้องนั้นได้

                เฮ้อ…โชคดีของพี่น้อยจริงๆ ที่ได้น้องผมเป็นเมีย ถ้าเป็นคนอื่นบ้านอื่นคงปล่อยทิ้งไม่ดูแลก็เป็นได้

                “ใกล้แล้วล่ะ คงทรมานอีกไม่กี่วันแล้วล่ะมั้ง มันเป็นกรรมของแกที่เคยทำกับพวกตะกวด แกกำลังชดใช้กรรมอยู่ คอที่แกเป็นคงเพราะแกเชือดคอพวกมันไว้…”

                แล้วก็จริงอย่างน้องผมว่า แกทรมานดิ้นทุรนทุราย เพ้อมาก เห็นแล้วก็กลัวว่าคอจะหักขาดจากกันเสียให้ได้ ขนาดคอแกใหญ่และหนาด้วยซ้ำ

                ที่สุดน้องสาวต้องส่งเข้าห้องไอซียู ใช้บริการรถปอเต็กตึ๊งที่รู้จักกันช่วยหามส่งโรงพยาบาลราชวิถี แล้วแกก็ถูกพยาบาลคว้านคอล้างแผลอย่างไม่ปรานีปราศรัย แกร้องเสียงหลงน่าสงสารมาก ร้องหาแต่เมียแก เรียก “แม่ๆ พ่ออยู่นี่” ใครฟังก็น้ำตาไหล

                พี่น้อยนอนโรงพยาบาลได้แค่ 1 คืน 2 วัน แล้วก็จากโลกนี้ไปอย่างโดดเดี่ยว ไม่ทันมีใครได้ดูใจครั้งสุดท้าย คือเป็นจังหวะเดียวกับที่น้องผมต้องมาดูแม่ กลับมาได้ไม่ถึง 2 ชั่วโมง ทางโรงพยาบาลก็โทรมาบอกว่าแกเสียชีวิตแล้ว น้องผมก็ต้องไปจัดการเรื่องศพอีก

            สิ้นสุดเวรกรรมกันแล้ว

                ถ้าตอนนั้นพี่น้อยเลือกไม่รับทำอาชีพนี้ บางทีวันนี้แกอาจมีชีวิตอยู่กับลูกเมียอย่างมีความสุขก็เป็นได้ อาชีพมีมากมาย อยู่ที่ว่าเราจะรับได้หรือไม่ พอใจกับรายได้หรือไม่ ทุกอย่างเราคือผู้กำหนดครับ

                ไม่ว่าจะทำด้วยอาชีพสุจริตหรือไม่สุจริต ยอมมีกรรมบังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมากน้อย ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ดังนั้นขอให้หมั่นสวดมนต์ ภาวนา ทำสมาธิ ส่งบุญกุศลให้แก่พวกเขา เพื่อลดกรรมให้หนักเป็นเบา และเพื่อให้เรามีโอกาสได้สร้างสมบุญกันมากๆ

เรื่องโดย. อุษา

ภาพโดย. Ai


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •