7 กรกฎาคม 2022
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                   เอ่ยถึงไซบีเรีย ถ้าเป็นสมัยก่อนต้องไม่อยากที่จะย่างกรายเข้าไป หรือแม้จะแถมเงินให้  เพราะในยุคสมัยนั้นไซบีเรียเป็นดินแดนที่ได้ชื่อว่าสุดแสนกันดาร ห่างไกลผู้คน ใครที่ถูกส่งไปที่นั่นหมายถึงถูกส่งไปตายและไม่มีวันรอดชีวิตกลับมา

                   ดินแดนของไซบีเรียถูกครอบครองโดยชนเผ่าเร่ร่อนหลายกลุ่มแตกต่างออกไป เช่น Yenets, the Nenets, the Hun และ the Uyghurs Khan of Sibir ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ได้เข้าครอบครองแล้วตั้งชื่อว่า Khagan ใน Avaria เมื่อปี ค.ศ. 630 จนต่อมาพวกมองโกลได้เข้ายึดครองในช่วงศตวรรษที่ 13 และในที่สุดได้กลายมาเป็น Siberian Khana  ต่อมา อำนาจที่ยิ่งใหญ่ของมองโกลเริ่มลดลง จนในศตวรรษที่ 16  กลุ่มแรกที่เข้ามาในเขตนี้คือพวกพ่อค้าและกลุ่มคอสแซก จากนั้นกองทัพซาร์ก็เริ่มเข้ามาสร้างป้อมปราการในเขตตะวันออกไกล เมืองหลายเมืองก็ถูกสร้างขึ้นเช่น Mangazeva Tara เป็นต้น และในช่วงกลางศตวรรษที่ 17 จักรวรรดิรัสเซียก็ได้ขยายดินแดนไปจรดถึงชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก

                     ไซบีเรียตะวันออกในขณะนั้นยังคงเป็นพื้นที่ไม่ได้รับการสำรวจ และไม่มีการอยู่อาศัยของประชากรสักเท่าไรนัก มีเพียงแค่นักสำรวจ ต่อมามีพ่อค้าเข้าไปตั้งบ้านเรือน นอกจากนี้ดินแดนไซบีเรียยังเป็นที่คุมขังของนักโทษจากรัสเซียตะวันตกด้วย การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของไซบีเรียตะวันออกคือการสร้างทางรถไฟสายทรานไซบีเรีย ที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สอง ปี ค.ศ. 1891-1905 ซึ่งเชื่อมโยงดินแดนรัสเซียตะวันตกและรัสเซียตะวันออกเข้าด้วยกัน ทำให้มีผู้เข้ามาอาศัยในไซบีเรียตะวันออกมากขึ้น ซึ่งดินแดนไซบีเรียเต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ

                     ระหว่างกลางศตวรรษที่ 20 ก็ถูกพัฒนากลายเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมขึ้นทั่วทั้งเขต เนื่องด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ที่ห่างไกลรวมไปถึงสภาพทางเศรษฐกิจที่แตกต่าง ทำให้เกิดการแบ่งเขตเศรษฐกิจตั้งแต่ พ.ศ. 2504 ในสมัยอดีตสหภาพโซเวียต มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นอันดับสองรองจากเขตเศรษฐกิจตะวันออกไกล มีทรัพยากรทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ทั้งป่าไม้ พันธุ์พืช รวมไปถึงแร่ธาตุ ปัจจุบันเขตเศรษฐกิจไซบีเรียตะวันออกเป็นเขตอุตสาหกรรมที่สำคัญของสหพันธรัฐรัสเซีย อันเป็นผลมาจากความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุในไซบีเรียตะวันออกนั่นเอง

                     ไซบีเรียตะวันออกมีพื้นที่ทั้งหมด 4,122,800 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 24.1 % ของพื้นที่รัสเซียทั้งหมด อยู่ระหว่างเส้นละติจูด 50 องศาเหนือ ถึง 70 องศาเหนือ เส้นลองจิจูด 65 องศาตะวันออกถึง 115 องศาตะวันออก หรือพิกัดภูมิศาสตร์ 60°0 N 105°0 E พิกัดภูมิศาสตร์: 60°0 N 105°0 E ทางด้านตะวันตกติดกับไซบีเรียตะวันตก ทางด้านตะวันออกติดกับเขตตะวันออกไกล ทางใต้ติดกับเทือกเขาอัลไต มองโกเลีย และจีนทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนทางด้านตอนเหนือติดกับทะเลคารา และทะเลแลปเตฟ

                   หากมีคนพูดว่า “ปารีสแห่งไซบีเรีย” นั่นหมายถึงเมือง “ เอียคุตสก์”  เพราะถ้าหากว่าเราพิมพ์คำว่า  Paris of Siberia ลงในกูเกิล สิ่งที่จะแสดงผลออกมาคือ “ เอียร์คุตสก์”  (Irkutsk) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ เอียร์คุตสก์โอบลาสต์ ประเทศรัสเซียนั่นเอง

                     เอียร์คุตสก์ (Irkutsk) เป็นเมืองสำคัญที่สุดในเขตไซบีเรียตอนใต้ อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทะเลสาบไบคาล เป็นศูนย์กลางการติดต่อค้าขายระหว่างรัสเซียตะวันออก จีน มองโกเลีย และทิเบต จนได้สมญานามเปรียบเป็น “กรุงปารีสแห่งไซบีเรีย”  โดยมีแม่น้ำอังการ่า (Angara River) เป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำสายใหญ่เยนิไซ (Yenisei River) ซึ่งไหลต่อลงสู่มหาสมุทรอาร์กติก เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดอันดับ 5 ของโลก

                   เมืองริมแม่น้ำแองการา (Angara River) แห่งนี้ เป็นหนึ่งในเมืองที่ใหญ่ที่สุดในไซบีเรีย เมืองนี้ก่อตั้งในปี 1661 เพื่อเป็นศูนย์กลางการซื้อขายทองคำและขนสัตว์ ได้รับการประกาศให้เป็นเมืองในปี 1686 มีถนนเชื่อมต่อกับทวีปยุโรปครั้งแรกในปี 1760 ต่อมาในศตวรรษที่ 18 เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคไซบีเรียตะวันออก เป็นเส้นทางการค้าขายชาระหว่างจีน อินเดีย และยุโรป ทางรถไฟสายทรานไซบีเรียเชื่อมต่อมาถึงเมืองนี้ครั้งแรกในปี 1898

                     หลังการจลาจลในรัสเซียปี 1825 ศิลปินรัสเซีย นายทหาร และขุนนางจำนวนมากถูกเนรเทศไปยังไซบีเรีย โทษฐานก่อการต่อต้านซาร์นิโคลาส เอียร์คุตสก์จึงกลายเป็นศูนย์กลางการสังสรรค์เสวนาของบรรดาผู้ลี้ภัยทางการเมือง

                     มรดกทางวัฒนธรรมส่วนใหญ่ของเมืองล้วนมาจากพวกเขา บ้านไม้หลายหลังจากยุคนั้นที่ก่อสร้างด้วยไม้สลักเสลาลวดลายเป็นเอกลักษณ์ ยังคงอยู่ให้เห็นจนถึงทุกวันนี้ ในช่วงปี 1900 เมืองนี้ได้รับฉายาว่า ‘ปารีสแห่งไซบีเรีย’ เนื่องจากมีถนนกว้างและมีสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก คล้ายคลึงกับปารีส เราจะเห็นตึกเก่าสไตล์ยุโรปที่ยังคงรูปแบบผสมผสานไม้แกะสลักเรียงรายอยู่มากมาย บ้างถูกทิ้งร้าง บ้างก็ยังมีผู้อาศัย ตึกเหล่านี้ช่วยสร้างบรรยากาศแบบปารีสให้กับเมืองนี้อย่างลงตัว

                       นอกจากตึกเก่าและพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีอยู่หลายแห่ง ที่นี่ยังมีสถานที่สำคัญทางศาสนาที่สวยงาม ชาวรัสเซียส่วนใหญ่เป็นคริสต์ศาสนิกชนนิกายออร์โธดอกซ์ โบสถ์ที่นี่จึงมียอดโดมหน้าตาคล้ายหัวหอมสีสันสดใส โบสถ์เก่าแก่แห่งนี้สร้างในช่วงปี 1885-1892 สถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในสวยงามมาก

                     นอกจากนี้ Sobor Bogoyavleniya โบสถ์ออร์โธดอกซ์สีขาวตัดกับสีส้มและสีทองที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นริมฝั่งแม่น้ำแองการาก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ต้องไปเยือน และที่พลาดไม่ได้คือการถ่ายรูปคู่กับสัญลักษณ์ของเมือง ‘Babr’ สัตว์ลึกลับในตำนานที่ไม่รู้ที่มาที่ไป หน้าตาดูคล้ายสุนัขจิ้งจอกหรือแมว แต่จริงๆ แล้วส่วนหัวและลำตัวมีลักษณะเหมือนเสือโคร่งไซบีเรีย ส่วนอุ้งเท้าและหางจะเหมือนบีเวอร์ จุดนี้ก็มีหลายคนชอบไปเซลฟี่กัน

                     แหล่งท่องเที่ยวที่ถือว่าเป็นจุดสำคัญที่ผู้คนมักจะต้องไปให้ถึงก็คือ ทะเลสาบไบคาล ( Lake Baikal) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของไซบีเรีย  เป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดในโลก จุดที่ลึกที่สุดมีความลึกกว่า 1,640 เมตร ทะเลสาบมีความยาวประมาณ 650 กิโลเมตร กว้างโดยเฉลี่ย 50 กิโลเมตร มีพื้นที่ 31,722 ตารางกิโลเมตร และมีปริมาตร 23,615 ลูกบาศก์กิโลเมตร ซึ่งทะเลสาบไบคาลแห่งนี้เกิดจากการที่น้ำเอ่อล้นเข้ามาจนเต็มรอยเปลือกโลกที่แตกเมื่อ 25 ล้านปีที่แล้ว

                     ทะเลสาบแห่งนี้เป็นแหล่งธรรมชาติที่สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ในช่วงเวลาปกติสามารถไปชมวิวทะเลสาบสวยๆ จากเนินเขาได้ แต่ถ้าถามว่าช่วงเวลาที่พิเศษและน่าเที่ยวสุดๆ คือในช่วงฤดูหนาว  เนื่องจากพื้นน้ำทะเลสาบทั้งหมดจะกลายเป็นน้ำแข็ง กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา แถมยังใสแจ๋ว มองเห็นฟองอากาศที่กลายเป็นน้ำแข็งเลยทีเดียว ซึ่งสามารถลงไปเดินเล่นถ่ายรูปได้ รวมถึงรถยนต์ก็ยังวิ่งบนพื้นน้ำแข็งได้ด้วย ไม่ต้องกลัวว่าพื้นน้ำแข็งจะแตก เพราะมีความหนา 80 – 250 เซนติเมตรเลยทีเดียว โดยช่วงที่ทะเลสาบจะกลายเป็นน้ำแข็งก็คือเดือนพฤศจิกายน – เมษายน ส่วนช่วงที่หนาวที่สุดจะอยู่ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยจะมีอุณหภูมิต่ำสุดถึง -40 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

                   ไฮไลต์สำคัญของการมาทะเลสาบไบคาลในฤดูหนาวคือ การได้มาชมถ้ำน้ำแข็งที่มีหินงอกหินย้อยเป็นน้ำแข็งแทงทะลุออกจากหน้าผา ซึ่งทุกปีถ้ำน้ำแข็งจะหน้าตาไม่เหมือนกัน เป็นสิ่งที่แปลกตาและสวยงามมาก

                     ช่วงหน้าร้อนและฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่ก็เป็นอีกมุมหนึ่งทะเลสาบไบคาลที่นักท่องเที่ยวก็จะมานั่งตกปลา ล่องเรือ มาใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ชิลๆ กันที่นี่  เราสามารถที่จะเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ทั้งฤดูหนาวและฤดูร้อน สามารถไปชมวิวทะเลสาบสวยๆ จากเนินเขาได้ในยามฤดูร้อน ที่นี่ในช่วงฤดูร้อนจะมีกิจกรรมดำน้ำ และกิจกรรมอื่นๆ อีกเยอะในท้องทะเลสาบแห่งนี้

                     ถือเป็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่สร้างสรรค์ขึ้น บอกได้เลยว่าไซบีเรียเดี๋ยวนี้ ไม่เหมือนไซบีเรียในสมัยก่อน ที่พอใครเอ่ยถึงแล้วต้องอกสั่นขวัญแขวน เพราะเป็นดินแดนที่โคตรกันดาร ห่างไกล แต่สำหรับยุคนี้ ที่นี่คือแหล่งท่องเที่ยว แดนสวรรค์ที่ใครๆ ก็อยากไปกันมากเลยทีเดียว

/

เรื่องโดย. ตะวัน สัญจร

ภาพโดย. www.nytimes.com, paliparan.com, www.britannica.com, cultshop.ru, www.rbth.com, tendencee.com.br, th.m.wikipedia.org


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •