2 ธันวาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                เสียงโทรศัพท์ดังหลายครั้งติดกัน จากความเจ็บป่วยที่นอนอย่างอ่อนเพลียนานนับอาทิตย์ จำต้องรับโทรศัพท์ เป็นน้องผู้หญิงคนหนึ่งที่โทรมา สำหรับตั๊กกับข้าพเจ้านับว่าสนิทกันมาก “พี่! พี่โอ้ตายแล้วรู้มั้ย มาตายที่อุบลฯ ตอนนี้ศพอยู่ที่ โรง’บาลอยู่เลย”

                “โอ้ไหนตั๊ก สมองพี่ยังเบลอๆ อยู่ กำลังไม่สบายน่ะ”

                “ก็ยายโอ้ คู่กัดของพี่ไง…ที่เค้าหาว่าพี่นั้นชอบจับผิดเค้านั่นล่ะ เรื่องยาบริจาคที่เต็นท์พยาบาลนั่นไง”

                ข้าพเจ้ายืนยันกับน้องตั๊กไป “ใช่คุณโอ้ ดีเทลยาที่อยู่แถวลาดพร้าวมั้ย?”

                “นั่นแหละๆ เค้าโดนงูกัดตายตอนมาปฏิบัติธรรมที่นี่”

                ข้าพเจ้าถึงกับอึ้ง เพราะตลอดเวลาการชุมนุมทางการเมือง เริ่มแรกคุณโอ้จะเป็นผู้บริจาค ดูแลจัดการ จากเต็นท์พยาบาลเล็กๆ เมื่อมีผู้มาชุมนุมมากขึ้น ต่อไปก็จะเป็นผู้รับบริจาคยาและเวชภัณฑ์บ้าง โดยยอดรับบริจาคตัวยาในแต่ละวัน บ้างก็เป็นยา บ้างก็เป็นตัวเงิน ก็นับแสนบาท ทั้งนี้จุดมุ่งหมายของคุณโอ้นั้น เธออาจมีเจตนาที่ดี ต้องการช่วยเหลือผู้คนในระยะแรกๆ แต่ครั้นพอข้าวของบวกเงินทองเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวันก็ทำให้คนเราแปรจุดประสงค์ตนเองได้เหมือนกัน!

                ผู้เขียนเองแอบคิดอยู่เพียงลำพัง การโกงของบริจาค…โกงเงินบริจาค ถือเป็นเรื่องร้อน! กรรมย่อมติดตัว ติดตามอย่างแน่นอน แต่ในรายของคุณโอ้นั้นไม่คิดว่าจะตอบสนองได้รวดเร็วเช่นนี้

                “พี่ก็รู้สถานที่ใช่มั้ย…เมื่อมาปฏิบัติธรรมที่ จ.อุบลฯ เราต้องมากางเต็นท์กันที่ริมแม่น้ำมูล แถวๆ ที่พี่เคยมานอนนั่นล่ะ ก่อนพี่โอ้จะมาถือศีล ดูแกเครียด ก็บอกกับแม่ๆ ที่ดูแล ถ้าใจสงบเมื่อไหร่ค่อยกลับกรุงเทพฯ อย่ากำหนดวันให้แก” คำพูดของน้องตั๊กทำให้ผู้เขียนนึกภาพของสตรีวัย 40 ต้นๆ ที่มีความมั่นใจในตนเองสูงจากคำพูดและการแต่งกาย “เธอก็นอนไม่ไกลจากหนูสักเท่าไหร่ แล้วพี่ลองคิดดู คนเราลองมันถึงเวลานะคะ…เต็นท์เป็นร้อยๆ เต็นท์ที่กางติดแม่น้ำ เต็นท์ว่างก็มี แต่งูกลับไปอยู่ในเต็นท์พี่โอ้ได้ ตอนที่ถูกงูกัดแกยังไม่ตายเสียทีเดียว นอนทุรนทุรายจนรูปเต็นท์ผิดปกติ แม่ๆ ก็เข้าไปถาม แต่พอเห็นว่านอนสะลึมสะลือ และมีรอยเขี้ยวถึง 3 แห่ง ก็รู้แน่ว่าถูกงูเล่นงาน แต่ตอนนั้นงูก็ไม่อยู่แล้ว พอมาถึงโรง’บาล หมอได้บอกว่าพี่โอ้หยุดหายใจมานานแล้ว ปากกับเล็บ และเปลือกตาเริ่มเปลี่ยนสี!”

                ใครจะเชื่อ…หมอยาตายเพราะขาดยา ขาดเซรุ่มแก้พิษงูได้ทันท่วงที!

                ภาพเก่าๆ ได้ผุดขึ้นมา เมื่อคว้าอัลบั้มรูปถ่ายของเพื่อนๆ ขึ้นมาดู โอ้ก็เป็นรุ่นน้องคนหนึ่งที่น่ารัก เมื่อว่างจากการทำงานที่บริษัทยา เธอก็จะรับหน้าที่ประสานงาน ขอรับยาและเวชภัณฑ์จากผู้ใจบุญโดยตรง หากมาระยะหลัง มีพี่และเพื่อนหลายคนเริ่มตั้งข้อสังเกต เมื่อคุณโอ้รับของบริจาคแล้วจะกองรวมๆ เรี่ยราดไว้ก่อน นัยว่ารอลงทะเบียน และเมื่อทุกคนต่างยุ่ง เธอก็ให้แม่บ้านของเธอหิ้วนำไปใส่ท้ายรถเธอ ลักษณะทยอยไป เมื่อมีคนตั้งคำถามกับแม่บ้านส่วนตัวของคุณโอ้ คนรับใช้ชาวกรุงก็จะสวนทันควัน

                “เสือกอะไรด้วย อิจฉารึไง ลองคุณโอ้ไม่สนิทกับคนใหญ่คนโต จะมีหน้าไหนมาบริจาคของให้มั้ยล่ะ ที่ถามๆ นี่ล้วนแต่บรรดาขี้อิจฉาตาร้อนกันทั้งนั้น”

                เพื่อนๆ หลายคนที่ทำงานสายพยาบาลจากโรงพยาบาลของรัฐค่อยๆ ทยอยหายหน้าไป ต่อมาแม้จะมียาเต็มสต็อก แต่คุณโอ้เธอยังกล้าเขียนออเดอร์ตัวยาและเวชภัณฑ์ราคาแพง อ้างว่ากำลังขาดแคลนไปเสนอต่อผู้ใหญ่ (ผู้บริจาค) ให้จัดซื้อให้ไม่ขาดช่วง และแน่นอน เธอไม่เคยนำยากลุ่มนี้มาจ่ายแก่ผู้ป่วยเลย เมื่อรับของแล้วก็ให้แม่บ้านจัดการทำเรื่องดังกล่าวด้วยความเคยชิน

                (ตลอดระยะเวลา 7 เดือนที่รู้จักคุณโอ้ เธอมีรถยนต์ใช้เพิ่มถึง 2 คัน ป้ายแดง)

                ทั้งนี้การเสียชีวิตของคุณโอ้ ตั๊กเล่าว่าที่สถานปฏิบัติธรรมกำลังวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กันอย่างหนัก เนื่องจากตลอด 30 ปีของการเปิดสถานปฏิบัติธรรม ไม่เคยมีเหตุการณ์ที่รุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตแก่ผู้มาถือศีลแม้แต่รายเดียว

                “กรรมใหม่ของเธอนั้นอาจมีมูล และตามมาจริง” นอกจากน้องตั๊กแล้ว หลายคนที่โทรศัพท์มาพูดคุยเชื่อกันเช่นนี้…เชื่อจากที่เขารู้ เห็น และสัมผัสได้ว่าผลกรรมนั้นมีจริง

                ส่วนการรับของบริจาคและไม่ให้ต่อ โดยผู้ประสานงานเก็บกักเอาไว้เป็นของส่วนตัว ในยุคข้าวยากหมากแพง น้ำมันลดราคาไม่จริง มีให้เห็นอยู่มากมาย มีเรื่องเล่าสู่กันฟังไม่ขาด แถวบ้านผู้เขียนก็มีอยู่รายหนึ่ง เป็นนายทหารนอกราชการแล้ว หากในปี พ.ศ. 2548-2550 ช่วงนั้นเหตุการณ์ ณ สามจังหวัดชายแดนใต้รุนแรงมาก เมื่อกำลังพลจากหน่วยรบลงใต้ไปเยอะ สิ่งของบริจาคก็มากมายเป็นเงาตามตัว

                โดยนายทหารผู้นี้ เมื่อครบกำหนดพักกลับบ้านที่ภาคกลางในแต่ละเดือน เขาจะนำข้าวของเครื่องใช้ครบปัจจัย 4 ติดรถทหารกลับมาเก็บไว้เป็นของส่วนตัวที่บ้าน บางรอบก็เอาพระหลวงปู่ทวด วัดช้างไห้มาอวดอย่างน่าภาคภูมิใจ

                “เขามาทอดผ้าป่ากันทางใต้ ปีๆ หนึ่งมีผ้าป่าหลายกอง ไปวัดไหนเขาก็แจกพระ มีอยู่วันหนึ่ง พากำลังไปคุ้มครอง 20 นาย แต่ได้พระหลวงพ่อทวดมา 900 องค์ ท่านเจ้าอาวาสบอกให้กลับมาแจกจ่ายกำลังพลที่ไม่ได้ไปร่วมงาน เรื่องอะไรผมจะให้ ใช่มั้ย เรานี้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เก็บไว้ดูเล่นดีกว่า”

                ทั้งนี้มิใช่มีเหตุการณ์นี้เหตุการณ์เดียว จนบุตรสาวของนายทหารผู้นี้ได้มาบ่นถึงอุปนิสัยของผู้เป็นบิดาที่ปัจจุบันเกษียณราชการมาหลายปีแล้ว “เสียงปืนที่ดังขึ้นตอน 4-5 ทุ่มในทุกวันนี้ ไม่ใช่เสียงจากวัยรุ่นกลุ่มไหนหรอกค่ะ แต่เป็นปืนของพ่อ พอแกเมาได้ที่ก็อ้างว่าลองพระ เอาพระที่รับบริจาคสมัยที่ลงใต้มาตั้งๆ ไว้ตอนกินเหล้า พอเมากรึ่มก็ยิงปืน ถ้าลูกกระสุนออก…ไม่ด้าน ก็ว่าพระวัดนี้ไม่ขลัง แต่ถ้ารอบไหนกระสุนปืนด้าน แกก็ว่าวัดนั้นดัง หนูก็เตือนแก พ่อ…พระเค้าให้มาเป็นขวัญกำลังใจทหารนะ ทำไมพ่อทำอย่างนี้…แกก็เถียงว่าแกนั้นมีบุญ ไม่อย่างนั้นก็คงตายที่ภาคใต้แล้ว ต่ออายุราชการไปถึง 2 รอบก็แคล้วคลาดระเบิดทุกที”

                กระทั่งต่อมา เสียงปืนไม่ใช่ดังเฉพาะรอบกลางคืนเท่านั้น ปัจจุบันแกดื่มเหล้าแกล้มข้าวตั้งแต่เช้า เดี๋ยวก็ได้ยินเสียงเปรี้ยงปร้าง บ้านแกอยู่ถัดไปหลายหลังแต่ก็ยังกลัวอยู่ ก็ร้อนถึงตำรวจ ในที่สุดก็ต้องมาตักเตือนคาดโทษ แต่แกก็ไม่วายท้าทาย “เอาสักเม็ดสองเม็ดมั้ยล่ะ มาดวลกัน อิโธ่เอ๊ย…ไอ้ตำรวจลูกกระจ๊อก ไม่แน่นี่หว่า”

                จากที่ไม่ค่อยชอบสีกากีเท่าไหร่ก็ให้สงสารอยู่เหมือนกันที่มีประชาชนร่วมซอยประเภทนี้ จนหนักเข้า ต่อมาเมื่อเขาดื่มจนได้ที่ก็ใส่พระไว้เต็มคอนับร้อยองค์ ตั้งหน้าตั้งตาปีนขึ้นบนหลังคาชั้น 2 ใครเรียกก็ไม่ลง อ้างว่าลองพระ “พระก็พระในคอกู กูจะลองของ ชอบเดือดร้อนกันจัง”

                แต่ทว่าร้อนใจถึงบุตรสาวที่ทำงานธนาคาร เมื่อรู้ข่าวพ่อก็ต้องรีบบึ่งรถมา ตามด้วยรถเจ้าหน้าที่กู้ภัยเสร็จสรรพ หากเมื่อบุตรสาวที่เหลืออยู่ได้เจรจาเกลี้ยกล่อม แกก็ปฏิบัติตามโดยดี เรื่องเป็นอันจบในวันนั้น แต่พอวันรุ่งขึ้นก็มีเหตุซ้ำๆ เดิมๆ เกิดขึ้นอีก จนวันหนึ่งทั้งเพื่อนบ้านและบุตรสาวต่างเฉยเมยในพฤติกรรมของแก แกก็ถลาร่างลงจากหลังคาชั้น 2 ของบ้าน อกกระแทกกับพื้น ซี่โครงหักหลายซี่ ขาหัก ฟันหัก สาหัส เอาการอยู่

                หากเมื่อช่วงที่บิดานอนอยู่โรงพยาบาลนานนับเดือน ได้เป็นระยะที่บุตรสาวได้พักผ่อนทั้งกายใจ โดยวันหยุดหนึ่งเธอกระซิบให้ผู้เขียนตามไปที่บ้าน แล้วเธอก็พาไปดูห้องห้องหนึ่งที่ต่อเติมใหม่ ภายในห้องมีผ้าห่ม ที่นอน หมอน มุ้ง ที่ยังห่ออยู่ในพลาสติก เรียกว่าเต็มพื้นที่ อีกทั้งลังใหญ่ที่อยู่ปากประตูห้อง มีผงซักฟอก สบู่ ยากันยุง แปรงสีฟัน ยาสีฟัน

                “พ่อแกขนมาตั้งแต่ปี 50 นี่ปี 57 แล้ว แกยังใช้ไม่หมด ส่วนที่นอนหมอนมุ้ง หนูก็ยุให้แกให้ใครบ้างก็ได้ ลงทุนทำห้องไว้เก็บของพวกนี้มันได้อะไร…ของบริจาคทั้งนั้น เมื่อได้มาก็แจกเค้าไป เค้าไม่ได้ให้เราคนเดียวใช่มั้ยคะ แต่หนูพูดทีไร จะทะเลาะกันทุกที แล้วก็พาลกินหนักขึ้นสองเท่า มีข้ออ้าง”

                กระทั่งสองเดือนผ่านไป กระดูกที่หักทั้งหลายพอจะประสานกันเข้ารูป ผู้พันก็เริ่มปีนระเบียง เตรียมที่จะกระโดดตึกของโรงพยาบาล เคราะห์ยังดี (ของเจ้าหน้าที่นะคะ) ที่คนไข้และญาติที่อยู่ชั้น 2 เขานั่งเล่น แหงนไปเห็นเสียก่อน เมื่อเวรเปลและพยาบาลต่างช่วยกันจับ  แกก็อ้างว่า “ผมมีพระดี กำลังจะลองวิชา พวกคุณเกี่ยวอะไรด้วย พระที่ผมได้มามีของดีอยู่หลายองค์นะ ลองกันมั้ยล่ะ”

                ซึ่งแกนอนโรงพยาบาล ไม่ได้ดื่มสุราแต่อย่างใด จึงต้องเพิ่มแผนการรักษาด้านจิตเวชผนวกเข้าไปด้วย ต่อมาแทนที่ผู้ป่วยจะนอนสบายๆ แล้วค่อยหัดเดิน กลายเป็นต้องผูกขาผูกแขนยึดไว้กับเตียงในยามที่ไม่มีญาติเฝ้า คำพูดว่าเธอรังเกียจพ่อได้หลุดออกจากปากของบุตรสาวคนเดียว “คนคนเดียวทำให้อีกหลายชีวิตไม่มีความสุข บางครั้งก็ต้องปล่อยให้เผชิญกับเคราะห์กรรมเสียบ้าง ตอนสมองดีๆ สติดีๆ ร่างกายแข็งแรง บุญกุศลก็ไม่คิดทำกัน”

                ไม่น่าเชื่อนะคะว่าจะเป็นคำพูดของผู้หญิงวัย 31 ปีที่กำลังตัดพ้อบิดาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ “พ่อคนบางคนเขามีอาชีพที่ต่ำต้อย ไม่มียศศักดิ์ แต่ก็ไม่ทำให้ลูกต้องเดือดร้อน เป็นที่อับอายขายหน้าที่บ้านยังไม่พอ ต้องมาเสียหน้าที่โรงพยาบาลอีก”

                ต่อมาเมื่อการรักษาทางร่างกายหายดีจนครบถ้วน เขาจึงได้กลับมานั่งๆ นอนๆ พักผ่อนอยู่บ้านเพียงลำพังอีกครั้ง เพื่อนบ้านหลังติดกับเขาได้เล่าให้ฟัง

                “ตื่นเช้ามา เมื่อลูกสาวขับรถไปทำงานก็จัดแจงเอาที่นอนมากางนอน ตัวตุ๊กตุ่นตุ๊กตากี่ตัว เหมือนเด็ก 5-6 ขวบเล่น ก็เอามาตั้งยืนเรียงๆ แล้วก็เอาปืนปลอมที่ลูกสาวซื้อให้ยิงเล่น ตอนเห็นตุ๊กตาล้มก็ดีอกดีใจ เป่าปาก พอตุ๊กตายืนนิ่งก็ตีอกชกลม ตกเที่ยงลูกแกก็มาป้อนข้าว เก็บของเล่น บังคับให้นอน แกก็นอน ว่าง่าย ไม่ดื้อเหมือนก่อนแล้ว เฮ้อ…อายุก็เกือบจะ 70 แล้ว แต่เล่นเหมือนเด็ก 7-8 ขวบ ช่างเป็นไปได้หนอคน”

                ใครเลยจะล่วงรู้ ในอดีตชายผู้นี้ได้กระทำกรรมไม่ดีอะไรไว้บ้าง ได้ฉ้อฉลสิ่งของบริจาคที่ผู้บริจาคตั้งจิตอธิษฐานไว้อย่างไร เขาถึงได้รับผลกรรมในบั้นปลายชีวิตเกินความคาดฝัน แต่อดีตก็คงมีเพียงภาพฝัน เนื่องจากปัจจุบันเขายังไม่รู้แม้แต่ชื่อตัวเอง…ชื่อลูกสาว แม้แต่สถานภาพพ่อลูกก็ไม่รู้จัก ภาพปัจจุบันของเขาคือการได้สนุกสนานกับการยิงปืนใส่ตัวตุ๊กตาให้ล้มลง

                กรรมนี้อาจส่งผลมาจากยามดื่มสุราแล้วได้นำพระมาตั้งเรียงๆ แล้วใช้ปืนจริง กระสุนจริงยิง อ้างว่า ‘ลองของดี…ลองพระ’ จนลืมถึงคำว่าพระพุทธคุณ และเขาอาจลืมไปว่า กฎแห่งกรรมก็ไม่ใช่ของให้ลองดีเช่นกัน

*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

*ภาพที่ปรากฏใช้เป็นภาพประกอบเรื่องเท่านั้น

/

เรื่องโดย. ประทุมทิพย์

ภาพโดย. www.deccanchronicle.com, www.wallpaperflare.com, www.thinkingcloset.com, thelazybfarm.com, pixabay.com, www.kingsnake.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •