17 ตุลาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

แมนสรวงหรือ “แมน” รู้สึกดีใจที่บริษัทขายเครื่องนอนแห่งหนึ่งรับเขาเข้าเป็นพนักงานใหม่ บริษัทแห่งนี้ตั้งอยู่ชานเมืองแต่ก็ไม่ค่อยลำบากนักในการเดินทางไปทำงาน เพราะอาศัยรถไฟฟ้าเป็นหลัก จากนั้นก็ต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้าไปไม่เกินครึ่งกิโลก็ถึงที่ทำงานแล้ว

บริษัทนี้แบ่งออกเป็นสองอาคาร โดยอาคารที่เป็นออฟฟิศหลักนั้น อยู่ห่างออกไปสองสามซอย ส่วนอาคารย่อยเป็นอาคารที่ห่างออกมาเป็นตึก 4 ชั้น ที่มีทางเข้าทั้งด้านหน้าที่ติดถนน และจากด้านหลังที่ต้องเลี้ยวรถเข้าไปในเวิ้งจอด และอาคารย่อยนี้เองที่ถูกใช้เป็น “โชว์รูม” เพื่อแสดงตัวอย่างที่นอน หมอน เครื่องนอนต่างๆ

แมนถูกกำหนดให้ไปทำงานที่โชว์รูมที่ว่า ตอนนั้นมีเพียงเขาคนเดียวที่อยู่ประจำที่โชว์รูม ต้องทำหน้าที่เป็นคนเปิด – ปิดอาคารโดยเป็นคนถือกุญแจเข้าออกโชว์รูม มีบางครั้งที่ต้องเข้าสำนักงานใหญ่ที่อยู่ถัดออกไปสองซอย เพื่อร่วมฟังนโยบายกับพนักงานคนอื่นๆ

ระหว่างที่ทำงานอยู่ที่โชว์รูม ไม่มีเพื่อนร่วมบริษัทเคยเดินมาที่โชว์รูมแห่งนั้นเลย จะว่ามันไกลเกินไปก็ใช่ที่ บางทีพวกเขาไม่มีธุระอะไรจะต้องเดินมาที่โชว์รูมแห่งนั้นก็เป็นได้ ช่วงราว 3 สัปดาห์ที่แมนทำงานที่โชว์รูมที่เป็นตึกแถว 2 คูหา ก็ไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น

สิ่งที่เขารู้สึกรำคาญอยู่บ้างก็คือ เสียงคนงานที่ทำงานกันอยู่ที่ชั้นบน ที่มีทั้งเสียงเดิน เสียงย่ำเท้า เสียงคล้ายตอกตะปู และมีเสียงคุยกันของคนงาน บ่อยครั้งที่มีเสียงลากของหนักๆ ไปตามพื้น คล้ายลากถุงปูนหรือปุ้งกี๋ที่ใส่อิฐเพื่อก่อปูน หรือการก่อสร้างดังขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เช้าไปจนกระทั่งราว 5 โมงเย็น ก็จะเงียบเสียงไป

แมนคิดว่าคนงานคงมากับรถบรรทุก มาจอดด้านหลังอาคารแล้วพากันเดินเข้าตัวอาคารจากด้านหลัง แล้วขึ้นไปทำงานกันตามการรับเหมางาน จนกว่างานจะเสร็จมากกว่า คิดได้แบบนั้น ก็รู้สึกที่ไม่ได้อยู่คนเดียวตามลำพังในอาคารนั้นทั้งๆ ที่มีเสียงดังรบกวนบ้าง

ใช้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้น

มีบางคราวที่นั่งทำงานอยู่ในห้องทำงานเล็กๆ พลางคิดว่าทางออฟฟิศคงทำกุญแจไว้หลายดอก และพวกที่ทำงานก่อสร้างคงมีอีกดอกที่ไว้ไขประตูด้านหลังแล้วขึ้นชั้นสอง – สาม – สี่ไปทำงานกันข้างบน จึงไม่ต้องติดต่อเขาหรือขนของเข้าทางออฟฟิศหน้า จะได้ไม่ทำให้เครื่องนอนในโชว์รูมเปื้อนฝุ่นจากการแบกของเข้าออก ซึ่งถือเป็นความรอบคอบอีกแบบหนึ่งของทางบริษัท

เหตุการณ์วนเวียนแบบนั้นจนชิน กระทั่งบางทีแยมแฟนสาวโทรมาหายังคุยกันได้ทั้งวัน เพราะมันเงียบจริงๆ กับการทำงานในโชว์รูมแบบนั้น นานๆจะมีลูกค้าแวะมาดูสินค้า พอลูกค้าไปแล้วก็ว่างจนสามารถจะคุย จะแชต หรือดูคลิปได้ทั้งวัน ว่าไปแล้วมันก็น่าเบื่ออยู่เหมือนกัน

พอย่างเข้าสัปดาห์ที่ 4 น้องแยมอยากจะมาหาแมนที่ออฟฟิศ บอกว่าจะมารับไปกินข้าวเย็นด้วยกันให้รอด้วย ทำให้แมนต้องอยู่ที่ออฟฟิศถึง 6 โมงครึ่ง แยมถึงได้มาที่ออฟฟิศโดยบอกว่ารถติดมากๆ 

“ขอเข้าห้องน้ำหน่อยนะแมน อั้นมานานจนฉี่จะราดแล้วค่ะ” แยมพูดรัวเพราะคงเหลือจะกลั้นแล้วตอนนั้น

แมนบอกห้องน้ำอยู่ตรงใต้บันไดที่ขึ้นชั้นบน แยมก็เดินไปเข้าห้องน้ำ …แต่เพียงไม่ถึงนาทีแยมรีบออกจากห้องน้ำหน้าตาตื่น พอถามเธอก็บอกว่าตอนนั่งในห้องน้ำได้ยินเสียงคนเดินตามขั้นบันไดเหนือหัวเธอ มีเสียงคนเดินบนพื้นปูนที่ชั้นบน (ชั้นสอง) ชัดเจนทำให้เธอวิ่งออกมาบอกแมน

แมนสงสัย เพราะเวลานั้นไม่น่าจะมีคนงานหลงเหลืออยู่ในออฟฟิศชั้นบนแล้ว เขาไม่ได้ยินเสียงอะไรมาตั้งแต่ 5 โมงเย็นแล้ว แต่ตอนนั้น 6 โมงครึ่ง ยิ่งไม่น่าเป็นไปได้ จึงบอกแยมว่าจะไปยืนหน้าห้องน้ำเป็นเพื่อนเพื่อความอุ่นใจ

แยมเข้าห้องน้ำทำธุระ ระหว่างนั้นแมนก็ร้องเพลงเพื่อให้แยมได้ยินเสียงจะได้ไม่กลัว พอเธอออกจากห้องน้ำก็บอกว่ายังคงได้ยินเสียงแบบนั้นอยู่ แล้วแมนได้ยินหรือเปล่า เขายอมรับว่ามัวแต่ร้องเพลงจนไม่ทันได้ฟังอะไร แต่พอตั้งใจฟังจริงๆ ก็ได้ยินเสียงคล้ายคนลากของ หรือเดินไปมาแล้วหยุดๆ เป็นอย่างนี้ถึง 5-6 ครั้งจนทำให้แมนรู้สึกประหลาดใจมาก

เขาตั้งใจว่า พรุ่งนี้คนงานมาทำงาน เขาจะถามถึงเสียงประหลาดๆ ที่ได้ยิน จะได้รู้กันว่าทำไมมีเสียงอะไรนอกเวลาทำงานแบบนี้ อย่างไรก็ดี ตอนนั้นแมนใจคอไม่ดีอยู่เหมือนกัน เขาบอกกับแยมว่า “รออยู่ตรงนี้ก่อนนะเดี๋ยวจะขึ้นไปดูซิว่ามีอะไรข้างบนนั้น”

“ระวังตัวด้วยนะแมน” เสียงแยมสั่งเบาๆ ระหว่างที่แมนเดินขึ้นบันไดสู่ชั้นสองทีละขั้นๆ เขารู้สึกว่าใจมันระทึกเมื่อก้าวไปแต่ละก้าว เมื่อหัวโผล่พ้นขอบบันได ก็มองเห็นสิ่งที่ทำให้เขาพูดอะไรไม่ออก

ใช้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้น

ชั้นสองทั้งชั้นเต็มไปด้วยฝุ่น มันเป็นพื้นโล่งไม่มีสิ่งของใดๆ วางอยู่เลย ผนังกำแพงก็โล่งไม่ต่างกัน ดูราวกับไม่เคยมีใครมาทำงานหรือมาก่อสร้างใดๆ ในนี้ ตอนนั้นแมนไม่มีใจแม้แต่จะเดินไปสำรวจให้ทั่ว แค่แสงสว่างที่เหลืออยู่สาดส่องมาตามหน้าต่างให้เห็นความโล่งแบบนั้นก็เป็นคำตอบได้เป็นอย่างดีแล้ว

หมายความว่าอาคารนี้ไม่เคยมีคนมาก่อสร้าง ไม่เคยมีคนงานมาขึ้นที่ด้านหลังอาคาร แล้วเสียงก่อสร้างที่แมนได้ยินมาตลอดเกือบหนึ่งเดือนเต็มๆ มาจากไหนกันแน่ ทำให้แมนรีบเดินลงไปหาแยมแล้วบอกให้รีบออกไปจากโชว์รูมโดยด่วน ตอนนั้นแมนเหมือนกำลังจะสติแตก

เขารีบเก็บของ พลางคิดในใจว่าต้องทำงานที่นี่ แล้วพรุ่งนี้จะทำอย่างไร แต่ก็ยังงงๆ และจับต้นชนปลายไม่ถูก รีบดันหลังแยมให้ออกไปนอกออฟฟิศโดยเร็ว ระหว่างเดินจะปิดประตูออฟฟิศ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า ถ้าหากว่าสถานที่นี้มีวิญญาณอยู่โดยทำให้เขาตระหนักรู้มาตลอดหนึ่งเดือน ด้วยการส่งเสียงคล้ายคนมาก่อสร้างโดยตลอดมีอยู่จริง ก็ขอให้แสดงอะไรบางอย่างให้เขารับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งนั้นด้วย  ขอเพียงอย่ามาทำให้เขาตกใจกลัวจนสิ้นสติก็แล้วกัน

ปรากฏว่าขณะที่กำลังล็อกประตูโดยใส่กุญแจไปที่ลูกบิดประตู ก็มีการหมุนหรือแรงต้านหมุนจากลูกบิดคล้ายคนที่อยู่ข้างในพยายามจะหมุนสู้เพื่อแสดงพลังให้รับรู้ถึงการมีตัวตนของสิ่งลึกลับ ตอนนั้นแมนกลัวจนขนลุกชัน เขากลืนน้ำลายช้าๆ และพูดในใจว่า “ผมรับรู้แล้วครับ พรุ่งนี้ผมจะรีบทำบุญไปให้กับวิญญาณใดๆ ที่สิงสถิตอยู่ที่นี่นะครับ” จากนั้นเขาและแยมก็ออกไปจากพื้นที่หน้าโชว์รูม

วันใหม่ แมนลางานแล้วไปทำบุญให้กับวิญญาณที่สิงอยู่ในอาคารตามที่ได้แสดงฤทธิ์ให้เขาเห็น พอสายก็ไปทำสังฆทานอุทิศส่วนกุศลให้อีกแรง โดยหวังว่าทุกสิ่งที่ทำไปคงช่วยให้เขาทำงานในสถานที่นั้นได้ราบรื่น โดยไม่มีสิ่งใดที่น่ากลัวๆ โผล่มาให้เห็น

อีกวันจึงได้ไปทำงาน แต่กลายเป็นว่า แมนรู้สึกเหมือนมีดวงตาที่มองไม่เห็นจ้องมองเขาอยู่จากมุมต่างๆ รอบอาคาร ทั้งๆ ที่เปิดไฟโล่งในโชว์รูม เขากลับรู้สึกเหมือนขังตัวเองอยู่กับสิ่งลี้ลับที่ส่งบรรยากาศหนาวเย็นมาหุ้มหัวใจเขาอยู่ตลอดทั้งวัน

แม้จะไม่มีอะไรมาปรากฏให้เห็นตรงหน้า แต่บ่อยครั้งที่มีเสียงกุกๆ กักๆ หรือเสียงหนักๆ คล้ายคนทำงานกันอยู่ข้างบนยังคงดังเข้าหูอยู่ประปราย ทำให้แมนแทบจะกลายเป็นโรคระแวง เขาไม่เคยเข้าห้องน้ำในสำนักงานที่มีเขาอยู่เพียงคนเดียวเลย เวลาจะใช้ห้องน้ำเขาจะทำเป็นเดินไปที่สำนักงานใหญ่แล้วใช้ห้องน้ำที่นั่น

หนึ่งอาทิตย์ให้หลัง เป็นช่วงที่แมนทำงานครบหนึ่งเดือน เขายังรู้สึกหวาดระแวงไม่สร่าง จนต้องทำอะไรประหลาดๆ เช่นการเปิดเพลงดังๆ เพื่อกลบเสียงที่ได้ยินข้างบน บางทีก็มีเสียงของหล่นดังโครมจากข้างบนเป็นทำนองว่า “มากเกินไปแล้วนะ” จนต้องหรี่เสียงเพลงลง เสียงนั้นจึงเบาลงตามไปด้วย แต่ก็ยังคงได้ยินอยู่ตลอด

บางวันก็มีเสียงสยองดังสลับดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จู่ๆ มันก็เงียบไปเป็นช่วงเวลา 2-3 วัน จนกระทั่งแมนรู้สึกสบายใจ วันนั้นเขาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ถึงกับร้องเพลงคลอเบาๆ ในขณะที่ปิดออฟฟิศ กำลังไขกุญแจเสร็จก็หันหลังจะเดินกลับออกไปเรียกมอเตอร์ไซค์ให้ไปส่งที่สถานีรถไฟฟ้า

ตอนนั้นมีเด็กชายหญิงวัย 5-6 ขวบจำนวน 6-7 คนกำลังจับกลุ่มกันเล่นซ่อนหากัน มีเด็กคนหนึ่งทำท่าจะวิ่งไปแอบอยู่หลังพุ่มไม้หน้าโชว์รูม เด็กผู้ชายหัวโจกในกลุ่มก็ตะโกนออกมาว่า “ออกมานะโว้ย อย่าเข้าไปซ่อนใกล้ร้านนี้ ผู้ใหญ่บอกว่ามีคนตายเยอะแยะที่นั่น” สิ้นเสียงเด็กๆ ก็วิ่งกันแตกฮือออกไป

แมนสะดุ้งโหยงกับคำพูดของเจ้าหนูหัวโจก จึงถามไปว่า “รู้ได้ไงว่าที่นี่มีคนตาย ไปเอามาจากไหน”

“พี่ไม่รู้เหรอ ที่นี่มีคนงานตายเยอะแยะ บางคนตกจากที่สูง บางคนทะเลาะฆ่ากันตาย แม่บอกว่าที่นี่ผีชุมเยอะครับ” ไอ้หนูคนนั้นพูดจบก็พาพรรคพวกวิ่งออกไปจากพื้นที่ตรงนั้น พร้อมกับตะโกน “ผีหลอกๆๆๆ” ไปตลอดทาง ทำให้แมนขนหัวลุกตามไปด้วยแม้จะไม่ค่อยเชื่อตามที่เด็กพวกนั้นพูดสักเท่าไหร่

“เอาละวะ ถ้าไม่หาข้อมูลให้รู้แน่ชัด ก็จะคลุมเครือกันอย่างนั้นตลอดไป” แมนปลอบใจตัวเอง แทนที่จะเดินไปเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เขากลับเดินตรงไปที่สำนักงานใหญ่ เพื่อหาข้อมูลให้แน่ชัดเกี่ยวกับอาคารหลังที่เขาต้องทนนั่งอยู่แบบกลัวๆ มาตลอดหนึ่งเดือนเต็มๆ

ระหว่างทางแวะซื้อเครื่องดื่มชูกำลังติดมือไปสองขวด แล้วก็ตรงไปหาพี่ยามประจำตึกสำนักงานใหญ่ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีเพราะแมนมักจะไปประชุมที่อาคารนั้นเป็นประจำ จนกระทั่งพี่ รปภ. คิดว่าเขาเป็นคนที่ทำงานในสำนักงานใหญ่อีกคนหนึ่งด้วยซ้ำ

“พี่ๆ ถามอะไรหน่อยซิ” แมนถามพร้อมยื่นเครื่องดื่มให้แก

“ได้สิครับ มีอะไรเหรอครับ” ยามบอก

ใช้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้น

พอแมนถามเรื่องที่ได้ยินมาจากพวกเด็กๆ เมื่อกี้ รวมทั้งข้อสงสัยหลายอย่างที่เขาสงสัยเป็นส่วนตัวไปสักพัก พี่ยามก็รีบเล่ามาเป็นฉากๆ ว่า…เรื่องที่แมนได้ยินมาเป็นเรื่องจริง เพราะใครๆ ที่อาคารนี้ก็รู้กัน รวมทั้งชาวบ้านละแวกนั้นด้วย เพราะพวกที่ตายน่ะไม่ได้มีแค่รายสองราย แต่ตายกันเป็นกลุ่มๆ เลย เนื่องจากพวกนั้นเป็นคนต่างด้าวที่เข้ามาเมื่อหลายปีก่อนในช่วงที่รัฐบาลยังไม่เข้มงวดเหมือนในยุคนี้

คนเหล่านั้นตายด้วยสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้บริษัทต้องปวดหัว เช่น ปีนขึ้นไปทาสีอยู่บนชั้นสี่แล้วตกลงมาโดนไม้ข้างล่างเสียบพุงทะลุร้องโอดโอยอยู่นานกว่าจะขาดใจตาย นอกจากนั้นพวกแรงงานเหล่านั้นยังต้มเหล้าเถื่อนกินจนตายคาวงเหล้าไปหลายคน ตอนนั้นเจ้าของอนุญาตให้คนพวกนั้นอาศัยอยู่ที่ชั้นบนอาคารด้วยไม่อยากให้ออกไปเพ่นพ่านและเป็นที่สังเกตจากคนภายนอก

มีอีกหลายคนที่ตายไปโดยหาสาเหตุไม่ได้ ว่ากันว่ามาจากโรคติดต่อที่พวกนั้นนำมาจากประเทศของตน ทั้งๆ ที่เจ้าของบริษัทได้เชิญพระสงฆ์ไทยมาปัดเป่าเรียกดวงวิญญาณเพื่อให้สงบ รวมทั้งทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ก็ไม่มีทีท่าว่าผีเฮี้ยนเหล่านั้นจะสงบลง ซ้ำร้ายกลับสร้างเรื่องน่ากลัวขึ้น จนพนักงานอยู่กันไม่ได้ ขนาดที่ว่าโดนหลอกกันกลางวันแสกๆ ก็มี

“ตัวผมเองยังโดนเลยครับ…คืนหนึ่งยืนยามอยู่ กำลังสูบบุหรี่เพลินๆ ก็มีคนมาขอต่อบุหรี่ มันต่อเสร็จแล้วก็เอาด้านที่เป็นไฟไปสูบ จากนั้นก็ไต่ขึ้นผนังไปที่ชั้นสี่หน้าตาเฉย ผมมองตามแทบเยี่ยวราด พอมันไต่ถึงชั้นบนก็มองตาแดงวาบๆ ผมงี้เผ่นหนียามเลยครับ …ต่อมาทางบริษัทเห็นว่าจะอยู่กันไม่ได้แน่ๆ ก็ย้ายบริษัทมาอยู่ที่อาคารนี้แหละ ส่วนสำนักงานเก่าก็เปิดเป็นโชว์รูมไป” ยามพูดยาวเหยียด

“แสดงว่าผียังอยู่ที่โชว์รูมซิท่า” แมนย้ำ

“จะไปเหลือเรอะ…ขนาดหัวค่ำอย่างนี้ยังไม่อยากคิด ผมว่าถึงจะผ่านมาหลายปีแล้วก็คงไม่มีใครอยากจะไปที่อาคารนั้นแน่นอน ยิ่งคนแถวนี้แล้วเขารู้กิตติศัพท์กันดี ว่าแต่ว่าคุณก็อย่าเผลอไปเดินเล่นแถวนั้นล่ะ ผมขอเตือน ไม่งั้นอาจจะหัวโกร๋นเอาง่ายๆ” พี่ยามย้ำ

แมนคิดตามไปเรื่อยๆ…มิน่าเล่า ขนาดหลอดไฟขาดดวงเดียวพอโทรไปเรียกคนจากสำนักงานใหญ่มาเปลี่ยนให้ ยังใช้เวลาตั้งสองวันกว่าจะมาที่โชว์รูม แถมมากันหลายคนด้วย มาถึงก็รีบๆ เปลี่ยนไม่พูดไม่จา แล้วก็รีบออกไปอย่างรวดเร็ว

วันรุ่งขึ้น…แมนทำอย่างที่ได้ไตร่ตรองมาทั้งคืน นั่นคือ “ขอลาออก” ทั้งๆ ที่เหลือเวลาอีกไม่ถึงสองเดือนถ้าเขาทนทำงานได้ ก็จะได้รับการพิจารณาเป็นลูกจ้างประจำ แต่ท้ายที่สุดเขาคิดว่า “รักษาชีวิตเอาไว้ดีกว่า”

ทุกวันนี้เขาคิดว่าเขาคิดถูกแล้วที่ทำแบบนั้น…แม้จะต้องหางานใหม่ก็ยังดีกว่าเอาชีวิตไปทิ้งไว้ที่นั่น!

เรื่องโดย. วรพจน์

ภาพโดย. www.commons.wikimedia.org, www.pinterest.com, www.pikist.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •