15 กรกฎาคม 2024
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                ผมเป็นคนที่ชอบฟังเรื่องแปลกมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

            สมัยเด็กผมอยู่ในครอบครัวที่มีผู้ใหญ่มีอายุอยู่หลายท่าน ทั้งคุณตา คุณยาย และยังมีน้องสาวคุณยายอีกด้วย หลายครั้งที่พวกเราอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาก็มักมานั่งคุยกันเสมอ ผู้ใหญ่ก็เล่าประสบการณ์ต่างๆ ที่พวกท่านได้พบมาให้เราฟังหลายเรื่องก็เป็นเรื่องแปลก ผมเลยซึมซาบเรื่องราวเหล่านั้นไว้ได้มากมาย

                พอโตขึ้นมา ก็สามารถจดจำเรื่องราวเหล่านั้นได้ และเข้าใจอะไรอีกหลายอย่างที่สมัยเด็กๆ ไม่ใคร่เข้าใจนัก บางอย่างไม่รู้ก็ถาม หรือไม่ก็หาอ่านจากหนังสือหรือค้นคว้าเอา ทำให้รู้เรื่องราวที่บางเรื่องไม่สามารถหาอ่านหรือได้ฟังในสมัยนี้แล้ว

                และมีเรื่องแปลกๆ อีกหลายเรื่องที่คุณตาผมท่านเล่าไว้ให้ลูกหลานฟัง

                ผมเห็นว่าหลายต่อหลายเรื่องน่าจะจดบันทึกไว้อย่างยิ่ง เลยทำการจดบันทึกเอาไว้ก่อนที่เรื่องเหล่านั้นจะหลงลืมและสูญหายไปในภายภาคหน้า

                และในเรื่องแปลกเหล่านั้น มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ท่านเล่าไว้ให้ฟัง

                ครั้งนั้นท่านเล่าให้ฟังว่า

                ในสมัยที่ท่านยังหนุ่มๆ นำละครออกเร่แสดงไปตามสถานที่ต่างๆ ทั่วทุกจังหวัด สมัยนั้น การเดินทางไม่ได้สะดวกสบายอย่างในสมัยนี้ จะเดินทางไปไหนทีก็ทุลักทุเลเต็มทน ไปกันทีก็ไม่ใช่วันสองวันแล้วกลับอย่างทุกวันนี้ ไปทีก็ไปกันเป็นแรมเดือน ถ้ายิ่งอยู่ไกลมากก็ยิ่งนานถึงหกเดือน

                ท่านเล่าว่าท่านเคยลงไปแสดงที่ใต้เกือบถึงมลายู ไปคราวนั้นเรียกว่าแทบจะเป็นปีเลยทีเดียว

                และก็ไอ้การไปแสดงละครทางภาคใต้ครั้งนั้นนั่นแหละ ทำให้ท่านได้พบกับเรื่องแปลกมากมาย

                หลายเรื่องท่านก็ไม่กล้าเล่าให้ใครฟังอีก เพราะจะหาว่าท่านมาโกหกพกลมให้ฟัง ดีไม่ดีจะถูกถอนหงอกเอาเปล่าๆ ท่านก็เลยเก็บเรื่องเหล่านั้นไว้ในใจไม่เล่าให้ใครฟัง แต่ก็มีหลายเรื่องที่ท่านได้พบมาแต่ไม่ได้พบคนเดียว ก็นำมาเล่าให้คนอื่นฟังได้

                ท่านบอกว่าคราวนั้นท่านลงไปแสดงที่ยะลา วันรุ่งขึ้นจะไปนราธิวาส ปรากฏว่าพายุเข้าเสียก่อน ท่านติดอยู่ยะลาสองวัน พอพายุสงบที่นราธิวาสก็ยังไม่พร้อมจะเปิดการแสดงอีก เพราะทางผู้ติดต่อเกิดไม่ว่าง ท่านเลยแกร่วรออยู่ที่ยะลาต่อไปก่อน เมื่ออยู่แล้วเบื่อๆ คนในคณะก็ชวนท่านเดินป่า

                ปกติท่านเป็นคนที่ชอบเดินป่าอยู่แล้ว สมัยหนุ่มๆ ท่านเกิดและโตที่เมืองเพชรฯ มาอยู่สุราษฎร์ก็หลายปีเลยคุ้นกับคนในแถบนี้ พูดได้ฟังออกว่างั้นเถอะ

                พอเขาชวนเดินป่าท่านก็ไป ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นหน้ามรสุม แต่คนที่นั่นเขารับรองว่ามรสุมยังไม่เข้าจนกว่าจะสองวันนับจากนี้ ท่านก็ตกลงไป

                ท่านบอกว่า คราวนั้นเตรียมตัวเตรียมของแค่ครึ่งวัน ตกบ่ายก็ไปกันเลย มีพรานนำทางไปด้วย สมัยนั้นยะลาเรียกได้ว่าเป็นดินแดนที่ถูกโลกลืม ป่ายังเป็นป่าดิบรกทึบ เหมาะที่จะเดินป่าเป็นอย่างยิ่งเพราะป่ามันดุ

                ป่าดุนั้นก็คือป่าที่ยังไม่ถูกแผ้วถาง หลงสำรวจ มีไข้ป่าชุกชุม ต้องพวกที่เจนป่าหรือพรานที่เจนทางเท่านั้นแหละถึงจะกล้าเข้าไป อาศัยว่าท่านเดินป่ามามากแล้วเลยไม่กลัว

                ท่านบอกว่าแค่สองสามชั่วโมงเศษๆ ที่เดินทางกันด้วยรถยนต์ มาถึงก็เดินเท้าย่ำเข้าสู่ป่า

                ท่านบอกว่าอย่างแรกที่เข้าถึง มันก็เย็นยะเยือกขึ้นมาเลย อากาศที่ร้อนๆ พลันหนาวขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ท่านระมัดระวังตัวยิ่งขึ้น เพราะรู้เสียแล้วว่าป่าที่นี่ดุสมคำเล่าลือ เดินทางมาได้ไม่นานก็เริ่มโพล้เพล้ พรานเลยเตรียมที่พัก คืนนั้นก็ก่อไฟกันสัตว์ใหญ่เอาไว้

                อาหารการกินที่พรานทำให้อร่อยอย่าบอกใคร ท่านบอกว่าอาจเป็นเพราะมันต่างที่แปลกถิ่นก็เป็นได้ ท่านเลยกินข้าวได้มาก  พอเสร็จพรานก็ขุดหลุมฝัง กันสัตว์ได้กลิ่น แล้วก่อกองไฟไว้รอบที่พัก

                คืนนั้นอากาศหนาวเย็น ท่านนอนกันตั้งแต่หัวค่ำ เพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางกันแต่เช้า

                ท่านบอกว่าคืนแรกมันก็ผ่านไปด้วยดี แต่พอคืนที่สองนี่สิ ท่านเริ่มรู้ถึงความผิดปกติแล้ว จะต้องมีอะไรเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้แน่

                ผมถามว่าเพราะอะไร

                ท่านก็บอกว่า เพราะเสียงป่ามันเงียบกริบน่ะสิ ทั้งพรานและเพื่อนๆ ในคณะต่างรับรู้ถึงความผิดปกตินี้กันทุกคน แต่ไม่รู้สาเหตุจะมาจากอะไร ก็เลยหยุดตั้งแคมป์กันเลย

                เพราะถ้าเดินต่อไป อาจโดนซุ่มทำร้ายจากเสือ หรือสัตว์ใหญ่อะไรก็ได้ เมื่อไม่แน่ใจก็หยุด แล้วทำเหมือนคืนก่อนคือจุดไฟ ก่อไฟไว้สองสามแห่ง มีการนั่งเวรยามกันด้วย ผลัดกันนอนผลัดกันเฝ้า และกลางดึกคืนนั้นเอง พวกท่านก็ได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้นมา

                ท่านว่าเสียงนั้นมันแปลกมากๆ ดังเหมือนใครมาสาดน้ำ ซู่ๆ ดังเป็นจังหวะเดี๋ยวซู่ๆ เดี๋ยวซู่

                ทุกคนนั่งนิ่ง ตื่นกันหมดเพราะไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงน้ำป่าหรือเปล่า ถ้าเป็นน้ำป่าก็ต้องรีบขึ้นเนินกันแต่เนิ่นๆ ไม่งั้นก็เสร็จอีก

                แต่ไม่ใช่ เสียงมันดังหยุด ดังหยุด สลับกัน ทุกคนเลยตกลงใจจะค้นหาที่มาของเสียง ถ้าไม่รู้ว่าเป็นอะไรคืนนี้อันตรายแน่ๆ ว่าแล้วก็เตรียมของที่จำเป็นและออกไปด้วยกันทุกคน

                เดินป่ากลางคืนอันตรายมาก ต้องส่องไต้คบไฟไปตลอด เดินตามกันเป็นแถวเรียงหนึ่ง ย่างก้าวช้าๆ เพราะดีไม่ดีจะไปเหยียบงูเข้า มันจะถึงตายได้

                ทุกคนตั้งสติแน่วแน่แล้วค่อยๆ เดินตามกันมา ท่านว่าระยะทางที่เดินไปนั้นมันก็ไม่ไกลมาก สักสองร้อยเมตรได้ แต่เวลามันดูเนิ่นนานเหลือเกิน เสียงน้ำดังซู่ๆ ดังชัดขึ้นทุกที แสดงว่าที่มาของเสียงต้องอยู่ไม่ไกลจากที่นี่แล้ว

                ในที่สุด ทุกคนก็มาถึงดงไม้ใหญ่ที่บดบังบ่อน้ำธรรมชาติแห่งหนึ่งไว้มิดชิด พอพรานนำทางแหวกกิ่งไม้ออกก็เห็นบ่อน้ำขนาดย่อมๆ อยู่ข้างหน้านั้นเอง

                แต่สิ่งที่ประหวั่นพรั่นพรึงไม่ใช่บ่อน้ำนั้นหรอก

                เพราะภาพที่ทุกคนเห็นอยู่ตรงหน้าตอนนี้ ท่านบอกว่าใครก็ตามที่ไม่ได้เห็นด้วยตัวเองไม่มีทางเชื่อแน่ๆ เพราะพวกท่านเห็นงูเหลือมตัวใหญ่เอาหัวพันไว้กับต้นไม้ต้นหนึ่งที่ทางด้านหนึ่งของบ่อ อีกด้านหนึ่งใช้ส่วนหางรัดเอาไว้กับต้นไม้ แล้วใช้ตัวของมันแกว่งไปแกว่งมาวิดน้ำในบ่อออก

                ไอ้เสียงน้ำที่ดังซู่ๆ เป็นระยะๆ ตั้งแต่เมื่อสักครู่นี้มีสาเหตุมาจากเจ้านี่นั่นแหละ ท่าทางงูเหลือมขนาดใหญ่ยักษ์ตัวนี้คงจะใช้วิธีวิดน้ำจากบ่อนี้เพื่อจะจับปลากิน

                พวกท่านซุ่มดูกันด้วยความตื่นตะลึง และแปลกใจเหลือจะกล่าว ขณะที่กำลังดูๆ อยู่นั้น งูเหลือมที่วิดน้ำก็หยุด คงรู้ว่ามีคนแอบดู มันเลยระวังตัว

                ตอนนี้ท่านหยุดเล่า ดื่มน้ำอึกหนึ่งก่อนจะเล่าต่อว่า

                แล้วสิ่งที่ท่านกลัวที่สุดก็ประจักษ์อยู่ตรงหน้าทันทีที่เจ้างูเหลือมยักษ์นั้นหันหน้ามา ท่านถามผมว่า รู้ไหมว่าพวกท่านเห็นอะไร

                ผมก็บอกว่าเห็นหัวงูน่ะสิครับ

                งูใหญ่เอาหัวพันต้นไม้ไว้ มันจะหันมาดูก็ต้องเห็นหัวงูเป็นธรรมดา ท่านบอกว่าถ้าเห็นหัวงูเฉยๆ มันก็ไม่เท่าไหร่น่ะสิ แต่ที่ท่านเห็นมันไม่ใช่อย่างนั้น

                ที่พวกท่านเห็นอยู่ตรงหน้าก็คือ งูนั้นค่อยๆ ส่ายหัวหาที่มาของเสียงช้าๆ ท่าทางมันจะรู้ว่ามีคนซุ่มซ่อนอยู่แถวนี้ มันส่ายหัวหาสักพัก หน้าของมันก็หันมาทางพวกท่าน

                เหมือนมันจะจับเสียงได้ แต่พวกท่านที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้กลับมืออ่อนตีนอ่อนไม่มีเรี่ยวแรงกันไปเลย ก็เพราะหน้าที่มันกำลังหันมาดูท่านนั้นมันไม่ใช่งู

                แต่มันเป็นหน้าคน!

                ท่านว่า ส่วนตัวมันเป็นงูก็ใช่ แต่ส่วนที่มันควรจะเป็นหัวงู มันกลับเป็นหน้าคน และคนคนนั้นกำลังมองมาทางพวกท่านอยู่ด้วย

                พรานได้สติก่อนก็ปิดพงไม้นั้น แล้วพากันวิ่งหนีสุดชีวิต ท่านบอกว่ามันเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก มันหวาดระแวงไปหมด

                กลัวว่าเจ้างูหน้าคนนั้นจะตามหลังท่านมา แต่ปรากฏว่ามันไม่ได้ตาม แต่ทุกคนก็กลัวกันเต็มทีแล้ว มาถึงที่พักไฟก็มอดลงเกือบหมด ต้องเติมไฟใหม่

                คราวนี้ทุกคนนั่งยามโดยพร้อมเพรียงไม่มีใครยอมนอน ต่างภาวนาให้รุ่งเช้าสักทีจะได้กลับออกไป ท่านถามพรานว่ามันเป็นอะไร เขาพูดสั้นๆ คำเดียวว่า

                “ผีป่า”

                แสดงว่าคราวนี้ท่านถูกผีป่าหลอกเอานั่นเอง คราวนั้นท่านกลับออกมาได้ แต่ก็ต้องนอนแซ่วไม่สบายไปหลายวัน

                จนมรสุมที่เข้านราธิวาสผ่านไปแล้วนั่นแหละ ท่านถึงได้เดินทางต่อ ท่านบอกว่าดีนะที่ไม่เป็นไข้ป่า เพราะถ้าเป็นไข้ป่าแล้วละก็…

                ท่านคงไม่มีโอกาสมานั่งเล่าเรื่องแบบนี้ให้พวกผมฟังแล้ว คงเสร็จไปตั้งแต่ตอนนั้นก็เป็นได้

เรื่องและภาพประกอบโดย จุติ จันทร์คณา

ภาพปกโดย. Ai


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •