15 กรกฎาคม 2024
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                พูดถึงมหาอำนาจของโลกในยุคโบราณ ต่างก็จะนึกถึงแต่กรีซ จักรวรรดิโรมันไอยคุปต์และบาบิโลน คนส่วนมากไม่ค่อยรู้ว่า นอกจากมหาอำนาจเหล่านั้นแล้วยังมีอีกอาณาจักรหนึ่งที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

                ซึ่งปัจจุบันเรียกกันว่าเกาะครีต เป็นที่ตั้งของอาณาจักรที่มีอำนาจกล้าแข็งระดับมหาอำนาจแห่งหนึ่งในยุคนั้น ซึ่งมีกษัตริย์ปกครองสืบเนื่องมายาวนาน มีความกล้าแข็งทั้งด้านเศรษฐกิจ วิชาการและการทหาร เป็นที่ยอมรับของทุกอาณาจักรต่างๆ ในยุคนั้น ซึ่งหากต้องการความรู้ทางศิลปวิทยาการสูงส่งใดๆ มักจะมาศึกษากันที่เกาะครีต

                ส่วนอำนาจทางทหารนั้น กล้าแข็งจนเป็นที่เกรงขามของอาณาจักรใกล้เคียง แม้แต่อาณาจักรกรีซ ที่ได้ชื่อว่าเป็นมหาอำนาจของโลกยุคนั้น ยังถูกกษัตริย์เกาะครีตยกกองทัพบุกเข้าตีและยึดกรุงเอเธนส์ได้ และบังคับให้เอเธนส์ทำในสิ่งที่ต้องการ

                นอกจากมีอำนาจแข็งแกร่งในทุกด้านแล้ว เกาะครีตยังได้ชื่อว่ามีปีศาจที่โหดร้าย น่าสยองขวัญอยู่สองอย่าง ซึ่งได้แก่ปีศาจครึ่งมนุษย์ครึ่งวัวที่เรียกกันว่ามิโนทอร์ กับปีศาจครึ่งคนครึ่งปลาที่เรียกกันว่านางเงือก ซึ่งจะขอนำเสนอปีศาจมิโนทอร์ก่อน ดังนี้

                มิโนทอร์ เป็นสิ่งมีชีวิตซึ่งมีศีรษะเป็นโค มีกายเป็นคน พำนักอยู่ในเขาวงกตมีลักษณะเป็นหมู่อาคาร มีทางเดินคดเคี้ยว ณ กลางเกาะครีต และเป็นผลงานที่สถาปนิกชื่อดังในยุคนั้นร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้น ตามพระราชโองการของพระเจ้าไมนอสแห่งเกาะครีต แต่ต่อมาภายหลังมิโนทอร์ถูกธีเซียส วีรบุรุษชาวเอเธนส์ประหารในเขาวงกตนั้นเอง

                เรื่องมีอยู่ว่ามิโนทอร์กำเนิดมาจากการที่วิศวกรเดดาลัส ถวายโคเผือกให้นางพาซีฟาอีใช้ร่วมประเวณีกัน เหตุเกิดเมื่อเสวยราชย์ในเกาะครีตแล้ว พระเจ้าไมนอสต้องการแย่งชิงอำนาจการปกครองกับพระเชษฐาและพระอนุชาอยู่เนืองๆ จึงทรงอ้อนวอนขอให้องค์เทพโพไซดอน (Poseidon) ประทานโคเผือก เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเทพยดาสนับสนุนพระองค์ แล้วพระเจ้าไมนอสจะทรงสังหารโคนั้นเซ่นสรวงเทพโพไซดอนต่อไป

                แต่เมื่อได้ทรงรับโคนั้นมาแล้ว ทรงเห็นแก่ความงดงามสง่าผ่าเผยของโค จึงหักพระทัยฆ่าโคไม่ลง และเก็บรักษาโคนั้นไว้แล้วประหารโคเผือกตัวอื่นสังเวยแทน เทพโพไซดอนเมื่อทรงทราบก็โกรธ สั่งแอโฟรไดท์ กามเทวี บันดาลให้พาซีฟาอี ชายาพระเจ้าไมนอสหลงรักโคเผือกดังกล่าวอย่างรุนแรง จนลักลอบได้เสียกัน

                นางพาซีฟาอี มีเสาวนีย์ให้เดดาลัสแกะสลักโคไม้ขึ้นตัวหนึ่ง ภายในเป็นช่องโปร่ง ภายนอกเอาหนังโคคลุมไว้ตกแต่งดังโคจริง แล้วนางไต่เข้าไปในช่องในตัวโคไม้นั้น แล้วให้โคเผือกมาเสพสมเรื่อยมาจนตั้งครรภ์ และให้กำเนิดอสุรกายมิโนทอร์ พระนางเลี้ยงดูบุตรเป็นอย่างดี แต่ครั้นมิโนทอร์เติบใหญ่ก็เริ่มสำแดงวิสัยเดรัจฉาน จับข้าราชบริพารกินเป็นเครื่องยังชีพ

                ขณะที่พระเจ้าไมนอสทรงปริวิตกอยู่นั้น ปุโรหิตเมืองเดลไฟทูลแนะนำว่า ให้ขังโคมิโนทอร์ไว้ในเขาวงกต จึงมีพระบัญชาให้เดดาลัสสร้างขึ้นไว้ริมพระตำหนักในตำบลนอสซอส

                งานเขียนทั่วไปในทางวรรณกรรมและกามวิสัยมุ่งพรรณนาการร่วมประเวณีระหว่างนางพาซีฟาอีและโคเผือก โดยอาศัยโคไม้ มีกวีนิพนธ์เรื่อง เอพิสตูลี เฮโรอิดัม (Epistulae Heroidum) ของโอวิดเพียงเรื่องเดียวที่ระบุไว้เป็นอื่น โดยพรรณนาเหตุการณ์นี้ไว้อย่างสั้นๆ ในตอนที่ธิดาองค์หนึ่งของนางพาซีฟาอีพร่ำบ่นถึงมารดาที่หลงรักโคเผือกอยู่ฝ่ายเดียวว่า “โคนั้นจำแลงเป็นเทวา พาซีฟาอีมารดาข้าตกอยู่ในบ่วงกามแห่งโคนั้น จึงนำมาซึ่งเสียงก่นด่าและความหนักใจ”

                ศิลปะสมัยคลาสสิกมักแสดงรูปมิโนทอร์เป็นมนุษย์เพศผู้ มีศีรษะเป็นโคและมีหางโค ตามที่ซอฟา นักเขียนบทละครชาวกรีกประพันธ์ไว้ในงานเรื่อง ทราคีนีอี ว่าผีเสื้อน้ำแอคีโลอัส เคยกล่าวไว้ในคราวเกี้ยวนางดีอาไนราว่า มิโนทอร์หัวเป็นโคกายเป็นคน

                ตั้งแต่สมัยคลาสสิก จนถึงสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา การพรรณนาเกี่ยวกับเขาวงกต มักเอามิโนทอร์เป็นที่ตั้ง งานเขียนของโอวิดเกี่ยวกับมิโนทอร์ แม้มิได้ให้รายละเอียดมากมาย ส่วนงานเขียนในสมัยถัดๆ มา กลับนิยมกันใหม่ว่ามิโนทอร์มีหัวและกายดั่งคนอยู่บนตัวโค

                หลังจากมิโนทอร์ถูกขังไว้ในเขาวงกตแล้ว พระเจ้าไมนอสทรงเกิดหมางพระทัยกับกรุงเอเธนส์ เนื่องจากแอนโดรเจียส พระโอรสถูกชาวเอเธนส์ฆ่าตายกลางงานแข่งขันกีฬาแพแนเธเนีย เพราะชาวเอเธนส์ไม่พอใจที่แอนโดรเจียสชนะในทุกประเภทการแข่งขัน

                พระเจ้าไมนอสได้เสด็จยกพยุหโยธาไปยึดกรุงเอเธนส์เพื่อทรงแก้แค้นในการสูญเสียพระโอรสเป็นผลสำเร็จ และบังคับให้กรุงเอเธนส์ “ถูกพิบัติภัยร้ายแรง บังคับให้ใช้ค่าปฏิกรรมสงครามในการคร่าชีวิตแอนโดรเจียส” โดยพระเจ้าอีเจียสแห่งเอเธนส์ต้องทรงชำระค่าปฏิกรรมสงครามนั้นด้วยการส่ง “ชายหนุ่มและหญิงโสดพร้อมกันไปเป็นภักษาหาร” ของมิโนทอร์ ส่งให้มิโนทอร์บริโภคถึงในที่พักที่เขาวงกต

                ทว่า ในคราวที่จะต้องส่งคนไปเป็นครั้งที่สาม ธีเซียส พระโอรสพระเจ้าอีเจียสอาสาไปฆ่ามิโนทอร์ถวาย โดยให้คำมั่นว่าถ้าภารกิจสำเร็จ จะล่องเรือกลับมาโดยชักใบสีขาวหาใช่ใบเรือสีดำอย่างเดิม

                ครั้นไปถึงเกาะครีต แอรีแอดนีกับฟีดรา ธิดาทั้งสองของพระเจ้าไมนอสเกิดมีใจปฏิพัทธ์ธีเซียสด้วยกันทั้งคู่ นางแอรีแอดนีซึ่งเป็นคนพี่จึงเสด็จมาแนะวิธีรอดพ้นจากกลไกเขาวงกตให้แก่ธีเซียส ด้วยการมอบด้ายให้เขาผูกบานประตูไว้ เมื่อเข้าไปในเขาวงกตแล้วสาวด้ายทิ้งไว้ตามทางที่เดินไป เมื่อประหารมิโนทอร์โดยใช้กระบี่ของพระเจ้าอีเจียสตัดศีรษะแล้วก็กลับออกมาด้วยการเดินตามสายด้ายที่โรยไว้ตามทางเดิน โดยนำพาชายหญิงคนอื่นๆ ที่เข้าไปพร้อมกันในคราวนั้นออกมาด้วย

                เมื่อกลับถึงกรุงเอเธนส์ ธีเซียสทิ้งนางแอรีแอดนีไว้บนเกาะแน็กซอส แล้วเอานางฟีดราเป็นภริยาเพียงหนึ่งเดียว แต่ลืมเปลี่ยนใบเรือจากสีดำเป็นสีขาว ขณะนั้น พระเจ้าอีเจียสประทับอยู่บนแหลมซูเนียน ทอดพระเนตรเห็นใบเรือดำจึงเข้าพระทัยว่าพระโอรสถูกฆ่าด้วยเงื้อมมืออสุรกายมิโนทอร์เสียแล้ว ก็โทมนัสคร่ำครวญหวนไห้ กระโจนจากแหลมนั้นลงสู่ท้องน้ำเบื้องล่าง ปลิดพระชนม์ชีพพระองค์เอง

                ทะเลนั้นจึงถูกขนานนามว่า “ทะเลอีเจียน” เป็นเหตุให้ธีเซียสได้ราชสมบัติต่อมา ส่วนมิโนทอร์จึงได้รับการขนานนามว่า “ปีศาจร้ายแห่งเกาะครีต” มานับแต่นั้น

                อย่างไรก็ตาม ปีศาจร้ายแห่งเกาะครีตไม่ได้มีแต่สัตว์ครึ่งมนุษย์ครึ่งวัวอย่างมิโนทอร์เท่านั้น ยังเต็มไปด้วยนางเงือกมากมายมหาศาลที่อาศัยอยู่ในทะเลรอบๆ เกาะครีตด้วย

                ขึ้นชื่อว่าเป็นนางเงือกแล้ว ย่อมต้องมีความสวยงามเป็นเลิศเหนือสตรีนางใดในพื้นพิภพ แม้ในวรรณกรรมทุกชนชาติทั่วโลกจะบรรยายลักษณะของนางเงือกเป็นแบบเดียวกันหมด ว่ามีร่างกายส่วนบนเป็นมนุษย์ผู้หญิง แต่ท่อนล่างเป็นปลา แต่ก็บรรยายเหมือนกันหมดว่าหน้าตาของแต่ละนางสวยสดงดงามกว่ามนุษย์ผู้หญิงทั้งหลายบนผิวโลก

                เช่นเดียวกับนางเงือกบนเกาะครีตที่ว่ากันว่าหน้าตางดงาม แต่นางเงือกที่นี่ไม่ได้สวยงาม และอ่อนหวานนุ่มนวล น่าทะนุถนอมอย่างที่ควรจะเป็น แต่นางเงือกที่นี่โหดร้ายมาก มักจะโผล่จากผิวน้ำขึ้นมาใช้ความสวยล่อให้ชายหนุ่มทั้งหลายหลงใหลจนมาพัวพันใกล้ชิด แต่แล้วในที่สุดก็จะถูกนางเงือกแห่งเกาะครีตฆ่าแล้วกินเป็นอาหาร

                ในการหาอาหารจากเนื้อมนุษย์นั้น นางเงือกเหล่านี้จะใช้หลายวิธี ที่นิยมที่สุดก็คือเมื่อเห็นเรือเดินสมุทรผ่านมา ก็จะพากันส่งเสียงเจื้อยแจ้วจนเรือเดินทะเลสับสน พลัดหลงเข้าไปชนปะการังใต้ทะเลจนเรือแตก แล้วช่วยกันจับลูกเรือมาฆ่ากินเป็นอาหาร

                เรื่องนางเงือกที่เป็นตำนานแห่งเกาะครีตนั้นมีเรื่องเล่าว่า สมัยโบราณมีชายหนุ่มคนหนึ่งเล่นพิณได้ไพเราะมาก วันหนึ่งเขาไปนั่งเล่นพิณที่โขดหินซึ่งยื่นเข้าไปในทะเล ทุกคนต่างพูดกันว่านางเงือกนั้นเป็นพวกพรายทะเลและอันตราย แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้สนใจ

                ขณะที่ชายหนุ่มนั่งเล่นพิณอยู่นั้นก็มีนางเงือกกลุ่มหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากน้ำที่มีคลื่นแรง ราวกับโดนสะกดจิต พวกนางต่างเลื้อยขึ้นมาฟังเพลงจากพิณของชายหนุ่ม และไม่ได้มีท่าทีดุร้ายอะไร ครั้นเมื่อฟังจบเพลงพวกเงือกก็ค่อยๆ ดำน้ำหายไป

                ชายหนุ่มรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เขาได้เห็น เขาจึงมาเล่นอีกในวันถัดไป ซึ่งบรรดานางเงือกก็ขึ้นมาฟังเสียงพิณอีก และในวันต่อๆ มาพวกเงือกก็มาฟังทุกครั้ง แต่ครั้งหลังๆ ชายหนุ่มเริ่มกวาดตาดูเงือกแต่ละตนชัดๆ เขาก็รู้สึกว่านางเงือกเป็นสิ่งมีชีวิตที่งดงามไม่น้อย โดยเฉพาะเงือกสาวตนหนึ่งที่มักจะนั่งอยู่ไกลจากที่ที่ชายหนุ่มนั่งดีดพิณทุกครั้งที่มา

                นางสวยสดงดงามมาก มีผมเป็นคลื่นสีขาวราวกับสาหร่ายคลุมร่าง ชายหนุ่มจึงกลับไปที่หมู่บ้านถามหญิงชราผู้มีความรู้เรื่องสิ่งลี้ลับว่า ถ้าเขาอยากจะจับนางเงือกไปไว้ที่บ้านต้องทำอย่างไร

                หญิงชรากล่าวเตือนเขาว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย แต่ก็ยอมแนะวิธีบอกแก่เขาว่า หลังจากที่เขาเล่นพิณเสร็จให้ดึงผมนางเงือกเอาไว้และอย่าปล่อย ไม่ว่านางจะกัดจะทำร้ายหรือแยกเขี้ยว กระพือครีบอย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มก็เชื่อและทำตาม

                ครั้นพอเล่นพิณจบคราวนี้ ชายหนุ่มได้ดึงผมของนางเงือกที่อยู่ไกลสุดนางนั้นไว้ ในขณะที่เงือกตนอื่นต่างแตกตื่น กระโจนลงน้ำและดำน้ำหนี นางเงือกที่ชายหนุ่มดึงผมไว้นั้นได้แปรเปลี่ยนจากหน้างามๆ เป็นอสูรร้าย ทั้งกัด ทั้งพ่นไฟ และทำร้ายชายหนุ่มสารพัด

                แต่ชายหนุ่มก็ไม่ปล่อย เขาต้องรอให้นางทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ และไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่ยอมปล่อยผมของนาง แล้วนางเงือกก็หมดฤทธิ์ นางไม่สามารถจะสลัดได้อีก เมื่อนั้นเองที่ชายหนุ่มได้จับนางเงือกใส่แหและอุ้มกลับบ้าน เขาได้นำนางมาทำเมียจนนางเงือกตั้งท้อง คลอดลูกออกมาเป็นเด็กผู้ชาย

                ชายหนุ่มนับวันก็ยิ่งกลุ้มใจมากยิ่งขึ้น เพราะเมียเงือกของเขาไม่เคยเอ่ยปากพูดกับเขาเลยแม้แต่คำเดียว นอกจากใบหน้าบึ้งตึงและดวงตาเศร้าหมอง ชายหนุ่มจึงกลับไปถามหญิงชราคนเดิมอีกครั้ง ซึ่งหญิงชราก็ไม่อยากแนะนำเขาอีก

                แต่ชายหนุ่มก็อยากจะรู้ให้ได้ว่าทำอย่างไรนางเงือกถึงจะพูด หญิงชราจึงแนะเขาว่าให้อุ้มลูกของนางไว้ และขู่นางว่าหากนางไม่ยอมพูด ก็จะโยนลูกของนางลงไปในกองไฟ ซึ่งชายหนุ่มก็ทำตามอีกเช่นเคย

                แต่คราวนี้ผิดคาด นางเงือกได้ยินเช่นนั้นก็น้ำตาไหล ก่อนที่จะกล่าวกับเขาว่า “เจ้าคนใจร้าย” แล้วนางก็กระโดดเข้ามาแย่งลูกของนางจากมือของชายหนุ่ม ก่อนจะกระโดลงไปในกองไฟตาย หลังจากนั้น ชายหนุ่มก็สูญเสียทั้งนางเงือกและลูกของเขา และไม่มีเงือกตนไหนปรากฏกายให้มนุษย์ได้เห็นอีกเลย

                ชายหนุ่มได้นำขี้เถ้าของนางเงือกและลูกของเขาเอาไปโปรยในบ่อน้ำธรรมชาติแห่งหนึ่งในเกาะ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังทะเล ซึ่งตอนกลางคืน หากมองลงไปจะเห็นเงาร่างของนางเงือกอุ้มลูกอยู่ในบ่อน้ำนั้น

            ชาวบ้านของเกาะครีตเชื่อว่าเป็นวิญญาณของนางเงือกซึ่งโดนเนรเทศจากเงือกตนอื่นๆ อันเนื่องมาจากการไปสมสู่กับมนุษย์นั่นเอง

เรื่องโดย. ทิวากร สุวพานิช

ภาพโดย. Ai


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •