20 มิถุนายน 2024
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

            ใครเคยมีประสบการณ์ นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล จะมีห้องอยู่สามแบบ ห้องพิเศษ ห้องคู่และห้องรวม ถ้าเป็นคุณอยากนอนห้องไหนดี

            วันนี้ทั้งวัน ผมปวดท้องอย่างหนัก มันมากขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนจะมีไข้ตามมาด้วย จนเพื่อนร่วมงานเป็นห่วง

            “นุ นายปวดขนาดนี้ไปโรงพยาบาลเถอะ…เดี๋ยวไปส่ง เกิดเป็นอะไรขึ้นมา ไส้ติ่งอักเสบหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไปๆ”

            ทีแรกผมคิดว่าเดี๋ยวคงหาย แต่มันกลับปวดมากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องยอมให้เพื่อนร่วมงานพาไปส่งที่โรงพยาบาล ซึ่งผลการตรวจออกมาว่าผมเป็นไส้ติ่งอักเสบจริงๆ ต้องได้รับการผ่าตัดด่วน ไม่งั้นแตกแน่ แล้วอาจเป็นอันตราย

            หมอได้จัดการผ่าไส้ติ่งในวันนั้นเลย แต่ก่อนอื่นต้องแจ้งกับทางโรงพยาบาลว่าเราต้องการห้องแบบไหน ผมแจ้งไปว่าขอห้องพิเศษ

            “ขอโทษค่ะคุณภานุ ห้องพิเศษเต็มหมดเลย เหลือห้องคู่กับห้องรวมห้าคนค่ะ…แต่ถ้ามีห้องพิเศษว่างจะรีบมาแจ้งนะคะ”

            เป็นอันว่าผมได้ห้องพิเศษคู่ ก็ไม่เป็นไร ผมเผื่อไว้เกิดมีเพื่อนๆ มาเยี่ยม คนอื่นจะได้ไม่รำคาญ แต่ที่ป่วยผมไม่ได้บอกทางบ้าน ซึ่งเขาอยู่ต่างจังหวัดไปมาลำบาก กลัวว่าพ่อแม่จะเป็นห่วง พักรักษาตัวไม่กี่วันก็คงหาย

            หลังจากผ่าตัดเสร็จ เจ้าหน้าที่เข็นผมไปที่ห้อง หูได้ยินแต่ตายังลืมไม่ขึ้น มารู้สึกตัวตื่นเต็มที่ก็ประมาณสี่ห้าทุ่มเพราะได้ยินเสียงกุกๆ กักๆ เหมือนมีคนขยับหรือลากเตียง

            ผมลืมตาขึ้นสำรวจไปรอบห้อง ผมนอนอยู่เตียงด้านในที่ติดกับหน้าต่าง มีม่านกั้นระหว่างอีกเตียงที่อยู่ด้านซ้ายมือ (ผมขอเรียกว่าเตียง 1) มีม่านปิดแค่เฉพาะหน้านิดหน่อย มองเห็นแต่ส่วนขาที่ผอมแห้งเหมือนหนังติดกระดูก พอผมขยับตัวก็มีเสียงทักจากเตียงข้างๆ พร้อมกับผู้หญิงสูงอายุยื่นหน้ามามองยิ้มให้

            “ตื่นแล้วเหรอคุณ…เป็นไงมั่ง มีอะไรให้ช่วย เรียกป้าได้นะ”

            “อ๋อ ครับ…ขอบคุณครับ”

            แล้วป้าก็พูดต่อว่า “ลุงเขาป่วย ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ นอนไม่มีเรี่ยวมีแรง ต้องมาคอยเฝ้ากันอยู่อย่างนี้แหละ มีอะไรให้ช่วยไม่ต้องเกรงใจป้านะคุณ”

            “ครับ…ขอบคุณครับ”

            ด้วยความที่ผมเพิ่งผ่าตัด ส่วนใหญ่ก็จะหลับ แต่ทุกครั้งที่ลืมตาตื่นขึ้นมา มักจะเห็นคุณป้าที่เฝ้าลุงเตียงข้างๆ แกมายืนมองอยู่ที่ปลายเตียงและยิ้มให้ ผมเห็นครั้งแรกก็ไม่เท่าไร แต่สองสามครั้งที่ลืมตาตื่นขึ้นมา แกก็จะยิ้มให้ ทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ เลยถามออกไป

            “มีอะไรเหรอครับคุณป้า”

            “อ๋อ…เปล่าจ้า ป้าก็แค่มาช่วยดูแลคุณ เห็นไม่มีญาติเพื่อนฝูงมาเยี่ยมเลย ป้าก็เลยเป็นห่วง ไม่ต้องเกรงใจนะหนู”

            “ไม่เป็นไรครับคุณป้า ไม่ต้องห่วงผมเลย…ขอบคุณครับ อีกวันสองวันผมก็คงดีขึ้น ถ้ามีอะไรรบกวนคุณป้า ผมจะบอกนะครับ….เออ แล้วคุณลุงป่วยเป็นอะไรเหรอครับ”

            “ลุงเหรอ แกไม่มีแรง…กินข้าวไม่ได้ นอนซมมาหลายวัน ก็มาให้น้ำเกลือที แต่นี่แกนอนมาหลายวันแล้ว มาบ่อยจนพยาบาลที่นี่เขาจำได้แล้ว ว่าแต่คุณ ได้ยินว่าผ่าตัด เป็นอะไรล่ะ”

            “ไส้ติ่งครับ เพิ่งผ่าเมื่อวานครับ”

            จังหวะพยาบาลเดินเข้ามาวัดความดันวัดไข้พอดี แล้วพยาบาลเขาก็ดึงม่านมาปิดระหว่างผมกับเตียง 1 เป็นอันจบการสนทนาไป แล้วพยาบาลก็ถามป้าว่า

            “ลุงดีขึ้นยัง กินข้าวได้ไหม เห็นคุณหมอบอกว่าพรุ่งนี้ลุงน่าจะกลับบ้านได้ เพราะอาการก็ทรงๆ อยู่อย่างนี้เอง”

            พยาบาลเดินออกไปแล้ว ผมได้ยินป้าพูดเบาๆ กับลุงว่า

            “พรุ่งนี้ต้องออกแล้ว แกอย่ามัวชักช้า จะอดกันหมด…คืนนี้”

            ผมไม่ได้สนใจในความหมายนั้น ผมหลับๆ ตื่นๆ ไปทั้งวัน จากฤทธิ์ยาแก้ปวดบ้าง เจ็บแผลบ้าง จนกระทั่งกลางคืน ขณะที่ผมกำลังหลับก็ได้ยินเสียงดังตุ๊บเหมือนกับมีอะไรหล่นลงมา

            ผมลืมตาขึ้นมามองไปรอบๆ แล้วก็ต้องแปลกใจที่ตัวเองลงมานอนอยู่ใต้เตียง บนพื้นที่เย็นเฉียบ ผมพยายามขยับตัวเพราะด้วยความที่เจ็บแผล กลับรู้สึกว่าตัวเองขยับเขยื้อนตัวไม่ได้

            เสียงที่ได้ยิน แสดงว่าผมตกลงมาจากเตียง…แล้วผมตกลงมาได้ยังไง ผมนอนอยู่ในท่าตะแคง พยายามที่จะยันตัวลุกขึ้นเพื่อจะกลับขึ้นไปบนเตียง พอพลิกตัวมานอนหงายผมก็ต้องตกใจ เพราะที่ปลายเท้าของผม…ลุงที่นอนแบบไม่มีแรง แกยืนอยู่กับป้าเมียแกที่กำลังส่งยิ้มให้ผม

            แกยิ้มจนปากกว้างจนเกือบถึงใบหู ผมรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล อยากจะพูดก็พูดไม่ออก ลุงที่ไม่มีแรงแกเอื้อมมือมากระชากลากขาผมออกมาจากใต้เตียง…ไหนบอกไม่มีแรง…แรงดึงนั้นมหาศาล

            ผมใช้มือเหนี่ยวรั้งขาเตียงเอาไว้ไม่ให้ตัวหลุดออกไป เขาจะทำอะไรกัน…เขาสองคนจะทำอะไรผม ลุงโน้มหน้าเข้ามาใกล้ๆ หน้าผม พยายามจะทำอะไรสักอย่าง…เสียงยายป้าเร่งเร้า

            “เร็วสิแก ชักช้าจะไม่ทัน เดี๋ยวมีคนเข้ามา…ไม่ทันแล้ว”

            ผมได้ยินเสียงลูกบิดประตูดังคลิกๆ เหมือนมีใครพยายามจะเข้ามาแต่เข้าไม่ได้…ได้ยินเสียงพยาบาลพูดว่า

            “ล็อกประตูทำไม…เปิดหน่อยค่ะ คุณป้า…เปิดหน่อยค่ะ”

            พอสิ้นเสียง ประตูก็เปิดออก พยาบาลเดินฉับๆ เข้ามา…ผมนอนอยู่บนเตียง นี่ผมฝันไปเหรอ…ช่างเป็นฝันที่น่ากลัวจริงๆ พยาบาลวัดไข้วัดความดันให้ผม แล้วให้ยาลดไข้ผมหนึ่งเม็ด

            “ยังมีไข้นะคะ…ทานยาก่อน”

            แล้วเธอก็เดินออกไป ผมหันไปมองทางลุงป้าผัวเมีย เห็นเขานอนหลับกันนิ่ง ผมโล่งใจ นี่เราฝันร้ายจริงๆ ฝันเป็นตุเป็นตะ แล้วผมก็เคลิ้มๆ หลับไปอีกครั้ง

            คราวนี้เตียงที่ผมนอนกระเทือนหน่อยๆ จนรู้สึกตัวลืมตา แล้วก็ต้องตกใจเพราะสิ่งที่ผมเห็นคือ ลุงที่อยู่เตียงข้างๆ แกกำลังทำท่าปีนขึ้นมาจากปลายเท้าผม ด้วยท่าที่สองมือเกาะขอบ แล้วโน้มดึงตัวขึ้นมา

            ด้วยความตกใจ…ผมยกเท้าขวาขึ้นถีบเข้าไปที่หน้าแกเต็มแรง…แกผงะ เห็นใบหน้าได้ชัดๆ แก้มตอบ ใบหน้าเสี้ยม แทบจะเห็นเป็นรูปกะโหลก มือยังเหนี่ยวก่อนที่แกจะเข้ามาถึงตัวอีกครั้ง

            ผมรวบรวมพลังที่มีทั้งหมดฮึดสู้ ยกเท้าถีบเข้าไปที่กลางหน้าอกแก คราวนี้ได้ผล แกหล่นกระเด็นลงไป…แต่กลับไม่มีเสียงดังตุ๊บหรือโครมคราม

            ผมพยายามตั้งสติว่าเกิดอะไรขึ้น…ฝันหรือว่าเรื่องจริง แต่ไม่มีเวลาให้คิดมากนัก คราวนี้ป้ามายืนข้างๆ เตียงฉีกยิ้มให้ผม เป็นยิ้มที่น่ากลัว คงไม่มีทางหนีไปไหนได้ ผมหลับตาปี๋…นึกว่าจะสวดมนต์อะไรดี

            นะโม ตัสสะ…ตัสสะ…ภะคะวะโต

            ป้าโน้มหน้ายื่นเข้ามาแล้วพูดว่า “แกท่องผิด…ท่องใหม่…”

            ตายละวา…ผมสวดมนต์ไม่ได้ ทำยังไงดี คราวนี้ทั้งผัวทั้งเมียมันมารุม อีตาผัวพยายามจะเอาอะไรบางอย่างในปากแกมาพ่นใส่ผม…ซึ่งตัวผมเองตอนนั้นพยายามใช้มือปัดป่ายเปะปะ แล้วผมก็นึกถึงพ่อกับแม่…ช่วยผมด้วย…แม่ช่วยผมด้วย ผมร่ำร้องอยู่ในใจ

            แล้วก็เหมือนตัวเองหลุดผลัวะออกมาจากความอึดอัด…แสงฟ้ารำไรเริ่มส่องเข้ามา ผมนอนอยู่บนเตียง พยาบาลมาปลุกเพื่อที่จะเช็ดตัวพอดี

            “วันนี้ได้ย้ายไปอยู่ห้องพิเศษเดี่ยวแล้วนะคะ…ว่างห้องหนึ่งพอดี มีคนไข้ออกห้องหนึ่งค่ะ ยังจะอยากทำเรื่องย้ายอยู่ไหมคะ”

            “ย้ายครับ ย้ายไปเดี๋ยวนี้เลยได้ไหมครับ…”

            “เดี๋ยวให้แม่บ้านทำความสะอาดห้องก่อนนะคะ เดี๋ยวจะมาแจ้งค่ะ”

            แล้วพยาบาลไปดูเตียงลุง…สักพักก็มีพยาบาลเข้ามาอีกหลายคน พยาบาลรูดม่านระหว่างผม ปิดไม่ให้ดู แต่ก็จับใจความได้ว่าตาลุงนั่นเสียแล้ว ส่วนเมียแกก็ไม่อยู่ ไม่รู้ออกไปไหนแต่เช้า

            ถามว่ากลัวไหม มีคนตายอยู่เตียงข้างๆ ก็กลัวครับ แต่ผมมาคิดดูว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น ทำไมผมถึงฝันแบบนั้น หรือว่าตาลุงกับยายป้า แกจะเป็นพวกผีปอบ ผีกระสือ จะมาหาทายาท…ดูๆ มันตลก

            แต่ที่แกพยายามจะพ่นน้ำลายใส่ผม แกจะถ่ายทอดวิญญาณผีร้ายให้ผมน่ะเหรอ…พูดไปใครจะเชื่อผม หรือไม่ก็หาว่าผมบ้า นี่มันยุค 4G,5G ผมคิดว่าคงไม่พูดดีกว่า แต่ก็โชคดีที่ได้ย้ายห้องออกไปก่อนที่เขาจะเอาศพตาลุงออกไป…

            ผมอดเหลือบมองเลขประตูหน้าห้องไม่ได้…713 คงต้องจำไปจนตาย ผมไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง จนกระทั่งวันนี้ ผมไม่ได้ติดตามข่าวสองคนผัวเมีย อะไรยังไงต่อก็คงจบแค่นั้น

            ผมนอนอยู่โรงพยาบาลได้ห้าวันก็กลับมาพักรักษาตัวที่คอนโด ผมก็ยังฝันร้ายอยู่อีก เลยตัดสินใจว่าจะไปทำบุญที่วัด หาพระรดน้ำมนต์ล้างซวย

            ในวัดมีลอตเตอรี่อยู่หลายแผง ผมสะดุดตาเข้ากับเลข…713 ได้มาสองใบ อดคิดไม่ได้ว่าไหนๆ ก็ซวยแล้ว ขอโชคบ้างแล้วกัน…

            ปรากฏว่าผมถูกรางวัลที่ห้าสองใบ ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ถูกกับเขา ก็เอาเงินไปทำบุญบางส่วน…ผมไม่ได้อุทิศให้สองผัวเมียนั่นหรอกครับ ผมอุทิศให้เทวดาที่รักษาตัวที่คุ้มครอง และไม่ลืมโอนเงินไปให้แม่ใช้ซึ่งเป็นพระในบ้านของผมครับ นี่แหละครับเรื่องราวของผม

            ท้ายนี้เราต้องกล่าวลากันเหมือนเช่นเคย พบกับเราได้ใหม่ในนิตยสารสุสานผีฉบับต่อไปนะคะ อย่าลืมติดตาม…ขอให้ทุกท่านโชคดี ร่ำรวย แข็งแรง มีโชคมีลาภมากมาย…ด้วยรักจากใจเราชาวสุสานผี สวัสดีค่ะ

เรื่องโดย. กฤตยา อยู่ประเสริฐ

ภาพโดย. Ai


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

เรื่องที่เกี่ยวข้อง