2 ธันวาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

เรื่องราวแห่งท้องทะเล  ว่ากันว่ายังมีเรื่องแปลกอีกมากที่เล่าขานกันไม่มีวันจบสิ้น หนึ่งในนั้น คือสัตว์แปลกๆ สัตว์หลงสำรวจ หรืออสุรกายใต้ท้องสมุทร กับสิ่งแปลกประหลาดที่ผู้คนทั่วไปไม่เคยพบเห็นอีกมากมาย

เรื่องอสูรสัตว์ใต้สมุทร ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่มีผู้คนพบเห็น หรือบันทึกไว้ในบันทึกการเดินเรือมานานแล้ว ค้นกลับไปก็อย่างน้อยๆ เป็นร้อยปี

สัตว์ประหลาด จำพวก ปลา งูทะเล  หรือปลาหมึกที่มีขนาดยักษ์ ก็เป็นเรื่องที่มีผู้คนพบพานกันมาก ในการเดินเรือท่องมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล โอกาสที่จะได้พบกับสัตว์ทะเลรูปร่างแปลกๆ จึงมีโอกาสพบได้มาก แต่กระนั้นก็ยังมีสัตว์แปลกๆ ที่หลงสำรวจอยู่อีกเป็นจำนวนมาก

“…ซึ่งเรื่องราวข่าวประหลาดในการพบสัตว์แปลกๆ ที่ว่านี้มีอยู่เป็นระยะ ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นเรื่องที่คล้ายๆ กัน จำพวกพบงูทะเลขนาดยักษ์ที่โผล่ขึ้นมากลางมหาสมุทร”

บ้างก็พบปลาหมึกขนาดยักษ์บ้าง หรือพบซากปลาหมึกที่ถูกกัดกินโดยปลาวาฬบ้าง พบปลาประหลาดๆ ที่ไม่เคยพบเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ซึ่งเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ล้วนคล้ายคลึงกัน จะต่างกันบ้างก็สถานที่ และรูปร่างลักษณะของสัตว์ประหลาด หรืออสูรสัตว์ที่พบเพียงเท่านั้น

กับบางเรื่องบางอย่าง เรื่องราวและสถานที่พบยังไม่น่าแปลกประหลาดใจเท่ากับสิ่งที่พบ หรือปรากฏการณ์ขณะที่กำลังพบสิ่งนั้น ซึ่งบางอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะมีอะไรอย่างนั้นด้วย

ดังเรื่องที่จะนำมาเสนอในครั้งนี้  โดยเรื่องแรก เป็นเรื่องที่เล่าโดยผู้โดยสารของเรือท่องเที่ยวรายหนึ่งที่เดินทางไปเที่ยวยังหมู่เกาะทางตอนเหนือของประเทศฟิลิปปินส์

ผู้ที่พบเห็นและบันทึกเรื่องราวนี้ไว้ ชื่อ มิส อกาธา นาสตัลย่า ( MISS ARKATHA NASTALYAA ) เธอเป็นนักศึกษาจากประเทศ โบลิเวีย  เดินทางไปทำวิทยานิพนธ์ที่หมู่เกาะลูซอน และหมู่เกาะต่างๆ ในประเทศฟิลิปปินส์

คราวหนึ่งในการเดินทางผ่านหมู่เกาะแถบนี้ เธอที่ว่าจ้างเรือขนาดเล็กเพื่อสำรวจสิ่งมีชีวิตทางน้ำ และขณะหนึ่งที่กำลังจะเข้าสำรวจ ทางเหนือของหมู่เกาะลูซอน เธอและคนขับเรือก็ได้พบกับปรากฏการณ์ และสัตว์ประหลาด

นี่เป็นบันทึกจากปากคำของเธอ ที่ให้สัมภาษณ์ไว้ในหนังสือเรื่องแปลกในประเทศโบลิเวีย หลังจากที่เธอกลับไปและเขียนเล่าถึงประสบการณ์ที่พบมานั้น

“…เธอเล่าว่า เธอไปติดต่อขอเช่าเรือจากนายอาดัส โซวี ( MR. ARDUS SOVERE ) นายอาดัส มีเรือให้เช่าและนิสัยดีมาก อาสาพา มิส อกาธา สำรวจทางเหนือของหมู่เกาะด้วยตัวเอง”  เธอบันทึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นไว้ว่า..

“หลังจากไปติดต่อ และพูดคุยทาบทามกับอาดัสแล้ว เขาก็ตกลงให้เช่าเรือ และอาสาพาเธอไปสำรวจหมู่เกาะ โดยคิดค่าเช่า ค่าบริการ ทั้งหมดในราคาที่ถูกมาก เขาบอกเพียงว่า ถูกอัธยาศัยกับเธอ”

อาดัสพาเธอไปสำรวจหมู่เกาะ ถ่ายรูป ทั้งทำข้อมูลเรื่องสัตว์น้ำอยู่ราวสองสามวัน  ทั้งสองคนต้องรอนแรมกันในเรือ เพราะในเรือมีขนาดใหญ่ และขนเสบียง น้ำจืด และน้ำมันพอไปได้หลายวัน

วันหนึ่งในช่วงกลางสัปดาห์ อาดัสขับเรือไปสำรวจที่ด้านหนึ่งของหมู่เกาะมินดาเนาว์ และพบสัตว์แปลกๆ มากมาย ขณะที่กำลังกลับมาที่ลูซอน 

บ่ายวันนั้น เธอกับอาดัสลงน้ำด้วยชุดว่ายน้ำ สำรวจแนวปะการังทางตอนเหนือ อาดัสพาเธอเข้าไปดูในถ้ำใต้น้ำ และจดบันทึก ทั้งถ่ายภาพฝูงปลาแปลกๆ ที่ไม่น่าพบในทะเลแถบนี้

“มันแปลกประหลาดมากทีเดียว  ที่พบปลาแปลกๆ ที่ไม่น่ามีอยู่ในน่านน้ำเหล่านี้”  มิส อกาธา กล่าว

“..ขณะที่กำลังลงสำรวจใต้น้ำอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีคลื่นใต้น้ำที่มีกำลังแรงเข้ามาปะทะ…อาดัสให้สัญญาณให้ขึ้นจากน้ำทันที “

เราพากันมาที่เรือที่จอดทอดสมออยู่ เราปีนขึ้นมาบนเรือ  และมองดูสภาพรอบตัว เวลานี้เหมือนมีพายุใหญ่กำลังเกิดขึ้นกลางทะเล  อาดัสรีบนำเรือเข้าหาที่หลบตามชายฝั่งที่มีแนวหินป้องกันคลื่นลม

“..เรามาได้ที่ที่พอหลบลมได้ มันเป็นแนวหินติดกับชายหาดที่ทอดยาวไปบนฝั่ง  เวลานั้นเราไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นที่ไหน รู้แต่ว่าหาดนั้นมีแก่งหินโสโครกที่พอบังคลื่นลมได้”

อาดัสเอาเรือเข้ามาหลบในแนวหินนั้น ผูกเรือและทอดสมอเอาไว้อย่างแน่นหนา เรามองเห็นถ้ำๆ หนึ่งอยู่ไม่ไกลจากชายหาดนัก ท่าจะหลบพายุและคลื่นลมได้ เขาพาดิฉันลงจากเรือ เราลุยน้ำมาที่ชายหาด ทันเวลาพอดีกับที่พายุมาถึง เราเข้าไปหลบในถ้ำ ก็พอดีฝนเริ่มตกหนักจนแทบจะไม่ลืมหูลืมตา

“.. ..ชั่วขณะหนึ่งที่ฝนกำลังตกอย่างหนัก เราได้ยินเสียงแปลกดังขึ้นบนท้องฟ้าหลายครั้ง เสียงที่ว่านั้นไม่ใช่เสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า หรืออะไรทั้งนั้น แต่มันเป็นเสียงแปลกๆ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน”

อาดัสออกมามองดูหน้าปากถ้ำ ฝนเริ่มซาลงไปแล้ว เขาดูอยู่ครู่หนึ่งก็เรียกดิฉันเสียงดัง พลางให้มาดูอะไรด้วยกันตรงนี้

“ดิฉันเดินตามมาหาเขาตามที่เขาบอก เขาชี้มือไปข้างหน้า ดิฉันมองตามไปก็พบสิ่งแปลกประหลาดที่ปรากฏขึ้นบนฟ้า กลางทะเล ไม่ไกลจากเกาะนี้มากนัก”

อะไรแปลกประหลาดที่ว่านั้น เราเห็นเป็นดวงไฟสุกสว่างเป็นสีแดง และตรงกลางเป็นโพรงสีดำ เวลานี้มันกำลังขยายตัวออกเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว  เรามองเข้าไปในวงกลมสีดำที่กำลังขยายตัวออกนั้น ก็พบว่ามันมีอะไรบางอย่างอยู่ในวงกลมนั้นด้วย อะไรที่ว่านั้น เป็นเงาดำและมีลักษณะยาว ไม่นานมันก็หล่นลงมาจากวงกลมนั้น

“…ทันทีที่สิ่งนั้นหล่นมา ฉันกับอาดัสก็มองดูไม่วางตา และพบว่ามันเป็นปลา หรืองูทะเล หรืออะไรสักอย่างหนึ่ง ที่มีขนาดใหญ่โตมาก ๆ”

ทันทีที่มันหล่นลงมา มันก็หล่นตูมลงไปในน้ำทะเล มันโผล่ขึ้นมาดิ้น และชูหัว ชูหาง ตวัดไปตวัดมา  อาละวาดฟาดงวงอีกหลายครั้ง ก่อนจะดำน้ำหายไป

แต่วงกลมสีดำๆ บนท้องฟ้านั้นก็ยังไม่หายไป มันยังปรากฏอยู่ แสงสว่างสีแดงเรืองๆ รอบๆ มันกลับยิ่งเปล่งแสงแรงมากยิ่งขึ้น และในวงกลมนั้น เวลานี้ก็กำลังมีอะไรบางอย่างกำลังปรากฏขึ้นมาอีก  สิ่งที่เราเห็นอยู่ตอนนี้ เราไม่สามารถบอกได้เลยว่ามันคืออะไร? งูใหญ่เมื่อสักครู่ เราพอบอกลักษณะของมันได้ว่ามันคล้ายงู

“…แต่สิ่งที่เราเห็นอยู่ตอนนี้ เราบอกไม่ถูกจริงๆ ว่ามันคืออะไร?” มิสอกาธากล่าว

“…มันเป็นสัตว์จำพวกงู หรือปลาก็บอกไม่ถูกนัก เห็นแต่ว่ามันมีสองหัว หรือสามหัว มันมีคอยาว ลำตัวใหญ่ หางยาว มีหนามที่ปลายหาง และหัวมันเหมือนนก เพราะมีจะงอยปาก”

สีตัวมันเหลือบๆ จะว่าสีน้ำเงินก็ไม่ใช่ สีดำก็ไม่เชิง และดวงตามีสีเขียว มันหล่นลงมาจากวงดำๆ นั้นอีก คราวนี้หล่นลงมาแล้วมันก็ลงน้ำดังตูม เพราะขนาดและน้ำหนักตัวของมันนั่นเอง

แต่ถ้าจะให้บอกว่า สัตว์ที่เราเห็นอยู่ตอนนี้ คือตัวอะไร เราเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน เพราะเราไม่เคยเห็นมาก่อน  มันหล่นลงมาแล้วก็ดำผุดดำว่ายในน้ำอยู่อีกครู่หนึ่งก็หายไป

เวลานี้วงกลมสีดำที่มีขอบสีแดงเพลิงค่อยๆ หดตัวเล็กลงเรื่อยๆ รูวงๆ สีดำนั้นค่อยๆ มีขนาดแคบลง  และเล็กลงเรื่อยๆ มันหดตัวได้เร็วกว่าเมื่อครั้งปรากฏตัวแรกๆ มาก ขนาดของมันลดลงเรื่อยๆ จนหดตัวเล็กลงและเล็กลงจนเหลือเท่าลูกปิงปอง พอมันหดเล็กลงจนหมดแล้วก็มีแสงสว่างวาบ  มันสว่างจ้าไปทั้งบริเวณ และทุกอย่างก็หายไป

“…ที่น่าแปลกกว่านั้นก็คือ พายุร้าย ที่ทำท่าว่ากำลังปั่นป่วนและฝนตกลงมาอย่างหนัก ก็พลันหยุดตกไปด้วยพายุสงบลงอย่างรวดเร็ว” มิสอกาธาบอกว่า…พายุฝนที่กำลังตกกระหน่ำอย่างหนัก จู่ๆ ก็หยุดไปอย่างรวดเร็ว เหมือนกับว่ามีใครไปปิดก๊อกน้ำเสียอย่างนั้น

“มันหยุดกึกไปโดยปริยาย คือฝนตกๆ อย่างหนัก จนมองอะไรไม่เห็น แต่พอวงๆ สีดำนั้นหายไป แล้วมีแสงสว่างจ้าสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง ฝนที่ตกอยู่ก็หยุดทันที”

ฝนหยุดตกทันทีทันใด ฟ้าที่มืดครึ้มก็แยกตัวออกจากกัน  แล้วฟ้าก็เปิด เมฆฝนสีดำที่มีอยู่เต็มท้องฟ้าและยาวไปจนจรดขอบฟ้ากลับหายไปจนหมด  

“..มิสอกาธาบอกว่า เธอกับอาดัสยืนงงงวยกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า มันไม่น่าเป็นไปได้เลย  อาดัสจูงมือเธอออกมาจากถ้ำ แล้วตรงไปดู ตรงที่เห็นสัตว์แปลกๆ สองตัวหล่นลงมาจากฟ้า”

ปรากฏว่าที่ชายหาดริมน้ำตรงนั้น มีร่องรอยบางอย่างปรากฏอยู่ อาดัสพบเกล็ดหรือชิ้นส่วนแปลกๆ ของสัตว์หนึ่งในสองตัวนั้น ตกอยู่บนหาด

“มันน่าจะเป็นเกล็ด หรืออะไรสักอย่าง มันมีสีน้ำเงินเข้ม อาดัสบอกว่า น่าจะเป็นเกล็ดของสัตว์สองหัวตัวที่สอง อาดัสเอาเกล็ดที่ว่านั้นให้เธอเก็บไว้”

พอพายุหายไปอย่างไร้ร่องรอย และแสงแดดกลับมาส่องสว่างอีกครั้ง เราสองคนก็ออกจากเกาะและนั่งเรือมุ่งหน้ากลับมาที่อู่เรือของอาดัส มิสอกาธาบอกว่า ถึงตอนนี้เธอเขียนรายงานไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะเขียนลำดับเรื่องราวที่ว่านั้นอย่างไร

อาดัสบอกว่าเรื่องที่เราพบนี้ เล่าไปก็ไม่มีใครเชื่อหรอก เพราะสัตว์สองตัวที่เราเห็นนั้น ก็ไม่รู้ว่าตัวอะไรหล่นลงมาได้อย่างไร และหายไปที่ไหน อาจจะอยู่ในทะเล หรือบาดเจ็บล้มตายอย่างไร ไม่มีทางรู้ได้เลย

และเรื่องนี้ หากนำไปรวมกับรายงานวิจัยของเธอ มันจะทำให้ความน่าเชื่อถือในงานวิจัยของเธอหมดความน่าเชื่อถือลง  ทำให้มิสอกาธาแยกเรื่องที่พบออกมาต่างหาก

เธอกลับไปทำวิทยานิพนธ์ที่โบลิเวียต่อจนจบ แล้วไม่นานเธอก็กลับมาที่ฟิลิปปินส์เพื่อมาแต่งงานกับอาดัส และเขียนเรื่องแปลกๆ ของเธอลงในนิตยสารเรื่องแปลกประจำโบลิเวีย

เธอมีบุตรกับอาดัส และยังทำการสำรวจหมู่เกาะต่างๆ ในฟิลิปปินส์ และปัจจุบันเธอก็เป็นนักเขียนในคอลัมน์เรื่องแปลกๆ และเป็นคอลัมนิสต์ในเรื่องสัตว์หลงสำรวจ ตีพิมพ์เรื่องต่างๆ ลงในหนังสือ “เรื่องแปลกทั่วโลกของโบลิเวีย”

เรื่องโดย. ดิษฏึกษ์

ภาพโดย. www.bbc.com, www.blacktomato.com, unsplash.com, miahgraceness/www.pinterest.com, images.wallpapersden.com, www.wallpaperflare.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •