15 กรกฎาคม 2024
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

            มนุษย์มีความเชื่อเรื่องผีมาแต่อดีต เชื่อว่าคนที่ตายแล้วจะไปอยู่โลกวิญญาณ แต่จิตที่ยังผูกติดอยู่ที่เดิม วนเวียนกับสิ่งเดิมๆ ก็มีบางวิญญาณที่สนุกและพอใจกับการปรากฏตัวให้คนเห็นและเกรงกลัวตน…

            ผมกับเพื่อนร่วมงานสองสามคนมีงานต้องไปเจรจาและประชุมกับกรุ๊ปทางภาคเหนือ เราเดินทางโดยเครื่องบิน ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็ถึง ซึ่งจะมีรถตู้ของบริษัทที่เป็นสาขามารับไปส่งที่โรงแรม

            พอบ่ายสองโมงก็ต้องออกไปประชุมและพูดคุยเรื่องโปรเจกต์งานที่ต้องมีการประมูลในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นโครงการใหญ่พอสมควร

            เราประชุมกันทั้งหมดเจ็ดคน โดยเจ้านายบินตามมาภายหลัง วันรุ่งขึ้นเขาก็บินกลับเลย มีพวกเราที่ต้องอยู่อีกวันสองวัน

            สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านไม่มีปัญหา จะอยู่ต่อหรือจะกลับเลยก็ได้ แต่สองวันมานี้ผมเหนื่อย เมื่อย แล้วก็เพลียด้วย นึกได้ว่าที่โรงแรมน่าจะมีห้องสปานวดผ่อนคลาย เลยโทรติดต่อซึ่งทางโรงแรมบอกว่า

                “ขอโทษค่ะ สปาที่โรงแรมปิดตั้งแต่ช่วงโควิด แต่ถ้าอยากนวดจริงๆ ข้างโรงแรมมีร้านสปาที่เปิดให้บริการอยู่ จะจองให้นะคะ กี่โมงดี”

                ผมแจ้งไปว่าประมาณหนึ่งทุ่ม ผมยอมรับว่าเหนื่อยเมื่อยจริงๆ แต่แวะกินข้าวแล้วเพลินไปหน่อย ดูเวลาเกือบสองทุ่ม ผมรีบกลับและตรงไปร้านนวดทันที เขาแจ้งว่าอยู่ติดกับโรงแรม

            หน้าร้านก็แต่งสวยงามดี ด้านในเปิดไฟสว่างจนรู้สึกแปลกใจ เพราะปกติร้านนวดสปาเขาต้องเปิดไฟเย็นๆ สบายตา พนักงานยืนเรียงกันอยู่หกคน เมื่อผมผลักประตูเข้าไป เหมือนกับกำลังต้อนรับจนต้องอมยิ้ม

                “ขอโทษครับที่มาผิดเวลาไป…ไม่ทราบจะรีบปิดหรือเปล่าครับ”

                “ปกติที่นี่…ช่วงนี้ปิดประมาณไม่เกินทุ่มเจ้า…เอ่อ…คือช่วงนี้ลูกค้าบ่ค่อยมีเจ้า”

                ผมพยักหน้า หญิงสาวที่น่าจะเป็นแคชเชียร์เป็นคนตอบ ผมเลยถือโอกาสมองไปทีละคน เป็นหญิงสาวสี่คนและดูมีอายุหน่อยสองคน

                “คุณจะนวดแบบจะใดเจ้า มีสองแบบ”

                ผมรู้แล้วถ้าหญิงมีอายุหน่อย คงจะนวดแบบจับเส้น แต่ผมอยากผ่อนคลายเลยเลือกนวดแบบสปา

                หญิงสาวสองคนมองหน้ากันแล้วนำหน้าผมไป ผมเลยถาม

                “ผมรบกวนพวกคุณหรือเปล่า มันเลยเวลามาแล้ว”

                ซึ่งเธอก็ไม่ได้ตอบอะไร แล้วผายมือให้ผมขึ้นไปนอนบนที่นอน ที่วางเรียงรายอยู่กับพื้น แต่ที่ห้องนวดไฟสว่างจ้าเหมือนอย่างกับกลางวัน ผมรู้สึกว่าทำไมต้องสว่างขนาดนี้ แถมเข้ามานวดทั้งสองคน นวดคนละฝั่ง

                “น้องครับ ช่วยหรี่ไฟหน่อยได้ไหมครับ รู้สึกว่าจะสว่างไป”

                สองคนมองหน้ากันอึกอัก แล้วคนหนึ่งก็ลุกไปหรี่ไฟนิดหนึ่ง ผมเลยบอกให้หรี่ลงอีกหน่อย

            ผมเริ่มรู้สึกสบายจากที่เหนื่อยๆ มา เริ่มรู้สึกเคลิ้ม เสียงเพลงเบาๆ มีกลิ่นดอกไม้หอมๆ เหมือนดอกไม้โบราณ…ดอกอะไรนะ

            ผมคิดทั้งที่หลับตาเหมือนตกในภวังค์ แล้วอยู่ๆ ก็มีอีกมือมานวดที่ต้นคอ บ่าไหล่…ดีจัง เขามาช่วยกันนวดถึงสามคนเชียว…เพราะมีสองคนนวดขาคนละข้าง อีกคนมานวดคอบ่าไหล่

            ผมนอนคว่ำอยู่รู้สึกสบาย แหงะมองนิดนึง มีผู้หญิงอีกคนแต่งตัวไม่เหมือนสองคนนั้น แต่งชุดทางเหนือเต็มยศ..กำไลที่มือดังกรุ๊งกริ๊งๆ ผมล่องลอยอีกแล้ว อยู่ๆ เล็บแหลมๆ ก็ทิ่มเข้าที่คอจนผมสะดุ้งร้องออกมา

                “อุ๊ย…อะไรอะ ผมเจ็บนะ”

                “เป็นอะไรเจ้า…มีอะไรหรือเปล่า มีอะไรบอกได้นะเจ้า”

                สองสาวถามด้วยอาการร้อนรน ผมหันหัวไปมองก็เห็นมีคนนวดอยู่แค่สองคน สงสัยผมคงจะเคลิ้มแล้วเผลอหลับไปเลยฝัน แต่มันเหมือนจริงมากเลย

            คราวนี้สองคนเริ่มมานวดแถวแขนและหลัง ด้วยเหนื่อยแล้วก็สบายผมเคลิ้มอีกแล้ว…ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ พร้อมกับมีมือมาลูบไล้บีบที่ต้นคอ บ่าและไหล่ แล้วมือนั้นก็ลูบหัวผม

            ผมเริ่มรู้สึกไม่ค่อยพอใจที่มีใครก็ไม่รู้มาลูบหัว จริงๆ คนไทยถือนะครับ แล้วกลิ่นของดอกไม้โบราณจากที่หอมอ่อนๆ ก็โชยมาแรงขึ้น แรงขึ้นจนกลายเป็นกลิ่นฉุนจนผมเกือบสำลัก

                “โหย กลิ่นอะไรครับนี่ หอมจนฉุน กำยานหรือเปล่าครับ ผมไม่ชอบกลิ่นนี้เลย เอาออกไปได้ไหมครับ…แล้วอีกอย่าง ผมไม่ชอบให้ใครมาเล่นหัวผมนะครับ ผมถือ”

                “บ่มีเจ้า…บ่ได้จุดอะหยัง…เป็นอะไรหรือเปล่าเจ้า คำแปงเจ้ายะอะหยัง นายบ่พอใจนะเจ้า”

                เสียงหวานรื่นหูตอบปฏิเสธแล้วพูดตำหนิเพื่อน ผมยังไม่ได้หันหรือเอี้ยวตัวไปดูก็ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักชอบใจ

            มันจะขำอะไรนักหนานะ ผมเริ่มหงุดหงิด กำลังจะพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง อยู่ๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งก้มหน้าลงมาจนชิดใบหน้าผม…แล้วผมก็ต้องผงะ

                ใบหน้าสวยรูปไข่กำลังยิ้มให้ผม แต่ยิ้มนั้นกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนปากเริ่มฉีกออกไปจนถึงใบหู ผมตกใจลุกพรวดขึ้นนั่ง แล้วต้องตกใจหนักเข้าไปอีกกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า

                คุณพระ….ผู้หญิงทั้งสามคนแกยิ้มให้ผม รอยยิ้มนั้นเหมือนกันทั้งหมด คือมันกว้างแล้วฉีกขึ้นไปถึงใบหู อะไรกัน…ผมพยายามหยิกตัวเอง คิดว่าผมฝันอีกแล้วหรือนี่…แต่ความรู้สึกล้วนๆ

            ผมกระโดดพรวดเดียวลุกขึ้นยืน ผู้หญิงสาวทั้งสามคนที่หน้าตาสะสวยตอนนี้เปลี่ยนไป คนที่ใส่ชุดสไบเฉียงตอนนี้ยืนใกล้ผมที่สุด…หล่อนยังยิ้มปากกว้างอย่างน่ากลัว ส่วนผู้หญิงอีกสองคนที่ยืนตรงปลายที่นอนก็ส่งเสียงหัวเราะปากกว้าง

            ผมตัดสินใจวินาทีนั้น กำเสื้อที่ถอดวางไว้หลับหูหลับตาวิ่งฝ่าออกไป พร้อมตะโกนแหกปากสุดเสียง ตอนที่วิ่งออกมาไฟที่สว่างก็ดับพึ่บลงทันที ผมออกมายืนหอบอยู่หน้าร้าน

                มันเกิดอะไรขึ้นกับเราวะ…ผมรีบใส่เสื้อที่ถือติดมือออกมาด้วย แล้วมองเข้าไปในร้าน สิ่งที่เห็นและคิดว่าตาไม่ฝาด เนื่องจากมีป้ายปิดแขวนไว้ที่ร้านถึงสองป้าย ป้ายหนึ่งเขียนว่า…ปิดกิจการ ไม่มีกำหนด

            อีกป้ายห้อยร่องแร่งเขียนไว้ว่า…เปิด 11.00 น. ถึง 20.00 น.

                แล้วหน้าร้านที่มองดูสวยงาม บัดนี้มีแต่ฝุ่นเกรอะกรัง มีร่องรอยของไม้บางส่วนที่ไหม้ดำ เหมือนเคยถูกไฟไหม้ ต้นไม้ตามกระถางก็แคระแกร็น เหมือนไม่ได้รับการดูแลหรือรดน้ำ ทุกอย่างดูหักพังไปหมด

            แถมในร้านตรงส่วนที่เป็นกระจกก็มีแต่ฝุ่นเกาะเต็มไปหมด มองเห็นผ้าม่านที่ถูกไฟไหม้บางส่วน…ไม่เพียงแค่นั้น แม่กุญแจดอกใหญ่เบ้อเร่อยังห้อยเป็นสนิมเกรอะกรัง เหมือนจะฟ้องว่าได้ถูกปิดมานาน คุณพระคุณเจ้า

                “อะไรวะ แล้วเมื่อกี้เราเข้าไปได้ยังไง”

                แล้วผมก็ต้องช็อกอีกรอบ เมื่อมีใบหน้าฉีกยิ้มของผู้หญิงทั้งสามคนแนบอยู่ที่กระจก เผ่นสิครับรออะไร รีบวิ่งตรงดิ่งไปที่ฟรอนต์ของโรงแรมทันที ไปที่แผนกประชาสัมพันธ์

                “นี่คุณ…ใครเป็นคนจองร้านสปาให้ผม”

                “คุณประดิษฐ์ใช่ไหมคะ ร้านสปาเขาโทรมาว่ารอคุณเกินเวลาที่นัดหลายชั่วโมง เขาเลยขอแคนเซิลไปก่อน จะให้นัดใหม่เมื่อไหร่คะ”

                ผมระเบิดอารมณ์ทันที

                “จะบ้าเหรอ ผมเพิ่งจะวิ่งหนีออกมานี่แหละ…ร้านอะไรมีแต่ผี คุณเอาร้านอะไรให้ผมนี่ ผมถูกผีหลอกจะบ้าตาย”

                พนักงานสองคนทำหน้าตาแปลกๆ ก่อนหันมาพูดชื่อร้านสปา แล้วบอกว่าอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงแรม ตอนนั้นผมหัวเสียมาก

                “ตรงข้ามอะไร คุณบอกว่าร้านอยู่ข้างๆ โรงแรม ผมก็เข้าไปนะสิ แล้วเนี่ยผมเจอกับอะไร พวกคุณรู้บ้างไหม”

                “ร้านข้างๆ เขาปิดไปสองปีแล้ว คุณจะเข้าไปได้ยังไง…ร้านเขาถูกไฟไหม้”

            แล้วอยู่ๆ ก็มีคนที่มาพักโรงแรมเหมือนกันเขาฟังอยู่ เขาส่งยิ้มให้ผมพร้อมกับพูดว่า

                “คุณโดนแล้ว ผมก็เคยโดนเหมือนกัน…ไม่เป็นไรน้อง….คุณมานั่งกับผม ผมจะเล่าให้คุณฟัง”

                เขาพูดกับผม แล้วหันไปบอกกับพนักงาน ผมเดินตามไปนั่งโซฟาที่ล็อบบี้ แล้วเรื่องราวที่เขาเจอก็คล้ายกับผม ต่างกันที่รายละเอียดบ้างเล็กน้อย

                “สปานั้น ชั้นบนจะเป็นที่พักพนักงาน คิดว่าน่าจะเป็นเพราะจุดกำยานหรือเทียนแล้วลืมดับไฟ มันก็เลยไหม้ ที่ห้องนวดสาวๆ พวกนั้นสำลักควันที่ร้านสองคน อีกคนไปตาย รพ. สำลักควันเหมือนกัน นานๆ ครั้งก็จะมีคนเจอ แต่ที่โดนหนักๆ น่าจะเป็นคุณกับผมนะ…พรุ่งนี้ยังไงคุณก็ไปทำบุญให้พวกเธอหน่อย คงมาขอส่วนบุญ คุณน่าจะเป็นคนมีบุญเยอะนะครับ หรือไม่ก็ชอบทำบุญ”

                ผมพยักหน้าแล้วขอบคุณเขา เราพูดคุยกันอีกสักครู่ ผมเลยขอตัวเข้าที่พัก แล้ววันรุ่งขึ้นผมตื่นแต่เช้ารีบจับเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ ทันที

                จนกระทั่งผ่านไปอาทิตย์สองอาทิตย์ ผมก็ไม่ทำบุญให้ ยอมรับว่าผมโกรธผีครับ เล่นหลอกกันหนักแบบนี้อย่าเอาเลยบุญ น่าจะมาขอกันดีๆ

            ผมลืมไปว่าถ้าผมไม่เข้าไปเจอพวกเขา พวกเขาก็คงไม่รู้จะขอผมตอนไหน

            แล้วค่ำวันหนึ่ง ผมกลับจากทำงานขับรถจะถึงหน้าบ้านอยู่แล้ว ซึ่งตอนนั้นมันก็ดึกมาก เห็นมีคนสองสามคนด้อมๆ มองๆ อยู่ที่หน้าประตูรั้ว คิดว่าพวกขโมยเลยรีบเปิดไฟสูงสาดเข้าทันที แล้วสิ่งที่ผมเห็นก็คือ…ผู้หญิงสามคนที่ผมเจอที่สปาผีนั่น แกยิ้มให้ผมที่หน้าบ้าน ตอนนั้นผมตกใจมาก หลับหูหลับตายกมือไหว้อยู่ในรถแล้วพูดว่า

                “กลัวแล้ว อย่ามาหลอกมาตามผมเลย พรุ่งนี้ พรุ่งนี้ผมจะทำบุญไปให้ผมสัญญา ผมสัญญา”

                แล้วผมก็ค่อยๆ หรี่ตาดู ปรากฏว่าทุกอย่างว่างเปล่า ผมไม่กล้าลงจากรถจึงบีบแตรสองสามที คนในบ้านรีบมาเปิดประตูให้

                วันรุ่งขึ้น ผมชวนภรรยาไปทำบุญที่วัด ถวายสังฆทาน พอดีที่วัดนั้นกำลังบูรณะโบสถ์ ผมเลยร่วมปัจจัยไปด้วย อุทิศให้พวกเขาล้วนๆ แล้วไม่ต้องมาตามผมอีก

            ที่แปลกใจคือผีมาบ้านผมถูกได้ไง ผมเลยเล่าเรื่องราวที่เจอมาให้พระท่านฟัง ท่านก็บอกว่าเขาไปกันหมดแล้ว เขาไม่มากวนโยมแล้ว แต่ตอนโยมเข้ามา เขาเดินตามอยู่นะ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว

                ผมนี่ขนลุกเลย แล้วก็มีเสียงกระดิ่งเป็นพวกขี่จักรยานขายลอตเตอรี่มาจอดตรงหน้า พร่ำให้ช่วยซื้อหน่อย ผมเห็นพระท่านยิ้มๆ ก็เลยเอาก็เอา ไปสะดุดตาที่เลข 11 เลยหยิบมาคู่หนึ่งแล้วขับรถกลับบ้าน

            ผมส่งลอตเตอรี่ให้ภรรยาเก็บ จนผ่านไปประมาณหลายวัน ภรรยาผมบอกเขาลองตรวจดู ปรากฏว่าถูกเลขหน้าสามตัวสองใบ ผมเลยย้อนกลับไป เอาเงินส่วนหนึ่งทำบุญสร้างโบสถ์ที่วัดนั้นอีก หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไร ใช้ชีวิตไปตามปกติ

                ผมไม่รู้ว่าผีให้โชคหรือเปล่า หรือว่าเพราะดวง เมื่อซวยแล้วต้องโชคดี นี่แหละครับเรื่องราวที่ผมเจอมา

                จบกันไปอีกหนึ่งเรื่อง ขอให้อ่านด้วยความบันเทิงนะคะ เราต้องกล่าวลากันเหมือนเช่นเคย พบกันได้ใหม่ในนิตยสารสุสานผีฉบับต่อไป ขอให้ทุกท่านโชคดีร่ำรวยๆ มีความสุข ด้วยรักจากใจจากเราชาวสุสานผี สวัสดีค่ะ

*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

เรื่องโดย. กฤตยา อยู่ประเสริฐ

ภาพโดย. Ai


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

เรื่องที่เกี่ยวข้อง