23 เมษายน 2024
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

            คุณผู้อ่านคงเคยได้ยินได้ฟังมาบ้างแหละว่า เคยมีคนที่สลบหมดสติไปด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม เมื่อฟื้นขึ้นมาก็จะมีลักษณะอาการผิดไปไม่เหมือนเดิม บางครั้งถึงขั้นที่จำคนใกล้ชิดรอบข้างไม่ได้ จำไม่ได้แม้แต่ว่าตนเองเป็นใครมาจากไหน และการดำเนินชีวิตที่ดำเนินต่อมาก็ผิดเพี้ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

            เช่น ไม่เคยสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้ามาก่อน ก็กลายเป็นคนสูบบุหรี่จัดและดื่มจัดแบบหัวราน้ำ เป็นต้น อาการอย่างนี้ตามความเชื่อของคนไทยพื้นบ้านเชื่อว่าเกิดจากระหว่างที่หมดสติไป วิญญาณล่องลอยออกไปจากร่างแล้ว และมีวิญญาณเร่ร่อนจรจัดเข้ามาสิงสู่ในร่างแทน

            หากได้วิญญาณดีๆ มีคุณธรรมก็ดีไป ได้วิญญาณร้ายมาสิงสู่ก็ซวยไปอย่างช่วยไม่ได้ นั่นเป็นเรื่องที่เล่าขานกันมาปากต่อปาก คนที่ได้ยินได้ฟังที่ทันสมัยหน่อยก็ว่าเป็นเรื่องที่เชื่อถืองมงายไปโน่นเลย

            พวกหัวนอกนักเรียนนอกก็ว่าเป็นความคิดความเชื่อของคนในชาติที่ล้าหลัง คนในชาติที่เจริญแล้วอย่างชาวตะวันตกไม่มีเรื่องอย่างนี้หรอก

            พอดีได้ไปอ่านพบเรื่องราวประเภทนี้ของชาวตะวันตกชั้นแนวหน้าอย่างชาวอเมริกันที่มีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นมากมาย จึงต้องขออนุญาตเถียงท่านที่คิดว่าตนเองทันสมัย หรือล้ำสมัยไปไกลจนสมัยตามไม่ทันว่า…ที่ว่าคนที่คิดและเชื่ออย่างนี้เป็นผู้ล้าหลังคร่ำครึโง่เง่าเต่ากระดอง เพราะมีหลักฐานของชาวอเมริกันหลายรายที่นำเรื่องแบบนี้ที่เกิดกับตนเองมาเผยแพร่

            บางคนก็แค่นำมาเล่าผ่านสื่อต่างๆ บางคนก็รวบรวมเรื่องราวของตนมาเขียนเป็นหนังสือเล่มโตๆ กันเลย บางคนนอกจากเขียนหนังสือเล่าเรื่องของตนและคนอื่นที่มีประสบการณ์แบบเดียวกันนี้แล้ว ยังมีการวิเคราะห์เจาะลึกไปถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น และมีการตั้งชมรมของคนที่มีประสบการณ์แบบนี้ มีสมาชิกมากมาย

            แต่ก่อนจะไปว่าถึงการวิเคราะห์ที่มาที่ไปนั้น ต้องขอนำเสนอเรื่องราวของผู้ที่มีประสบการณ์วิญญาณสลับร่างมาเล่าเสียก่อน

            เรื่องแรกเป็นเรื่องของสตรีวัยกลางคนที่มีชื่อว่าคุณแอนน์ ซึ่งมีประวัติว่าเมื่อครั้งยังอยู่ในวัยเด็ก คุณแอนน์เธอเป็นเด็กเจ้าปัญหาและได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้องชอบธรรม ความรู้สึกกดดันแบบนี้สะสมเพิ่มพูนมาเรื่อยๆ

            จนอายุย่างเข้าวัยรุ่น เธอพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ และความกดดันก็ยังอยู่จนทำให้เธอต้องเข้ารับการบำบัดรักษาในโรงพยาบาลประสาท

            ซึ่งช่วงนั้นเองที่เธอบอกว่ามีวิญญาณแปลกปลอมเบียดแทรกเข้ามาสิงสู่ และผลักดันวิญญาณดวงเดิมของเธอที่มีอยู่เดิมออกไป รวมทั้งความทุกข์ระทมสะสมในใจก็ออกไปจากร่างด้วย

            แม้ว่าจะดูเป็นเรื่องแปลก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นกับคุณแอนน์คนเดียว มีคนมากมายเกิดเหตุแบบที่เกิดขึ้นกับเธอซึ่งเขาเรียกกันว่าคนประเภท “วอล์กอิน” คือมีวิญญาณหน้าด้านเข้ามาเบียดแทรกแย่งร่างจากวิญญาณเจ้าเก่าเจ้าประจำโดยไม่มีใครเชิญมา

            เมื่อเข้ามาแล้ว นอกจากจะไม่ยอมไปไหน ยังพยายามเบียดดันแย่งที่วิญญาณเจ้าประจำจนกระเด็นหลุดออกจากร่างไป แล้วก็ใช้คุณสมบัติของวิญญาณดวงใหม่ทำให้ชีวิตคนที่เป็นเจ้าของร่างเปลี่ยนไปอีกด้วย

            ขณะนี้คุณแอนน์เธออายุย่าง 37 ปีแล้ว จดจำเรื่องราวชีวิตในอดีตของตนได้เพียงรางๆ จำแทบไม่ได้เลยว่าตนเองเคยคิดฆ่าตัวตาย เพราะเมื่อออกจากโรงพยาบาลประสาทแล้วก็มีลักษณะแปลกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

            นอกจากจำชื่อตนเองไม่ได้ยังไม่ยอมใช้ชื่อแอนน์ที่คนรอบข้างมาบอกว่าคือชื่อของเธอ จึงจัดการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นเคดี้ และใช้ชื่อนี้มาตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมา คือตั้งแต่เธอเป็นนักศึกษาภาควิชาศิลปกรรมตามพรสวรรค์และความชอบที่เธอมีอยู่ติดตัว

            ซึ่งก็หมายความว่า ถึงลักษณะนิสัยจะเปลี่ยนไปจากเดิม แต่พรสวรรค์ก็ไม่เปลี่ยนไปด้วย เคดี้ซึ่งมาทราบเองภายหลังว่าเธอถูกสลับด้วยวิญญาณดวงใหม่ ซึ่งเธอบอกว่ามันไม่ต่างอะไรกับการซ่อมแซมตกแต่งบ้านใหม่นั่นเอง คือความไม่ดีไม่งามของบ้านหลังเก่าหายไป มีความหมดจดงดงามมาแทนที่ แต่บ้านยังมีรูปร่างเค้าโครงเดิม

            เมื่อได้พบเพื่อนเก่าๆ เธอจำไม่ได้เลยว่าใครเป็นใคร ใครดีใครร้ายกับเธอแค่ไหนอย่างไร เธอจำไม่ได้เสียแล้ว เมื่อพบปะพูดคุยกันก็พูดด้วยเสมือนพูดคุยกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แม้จะรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาคุยด้วย เธอก็ไม่มีอาการอะไรที่แสดงว่าตอบสนองเรื่องที่พูด ประมาณว่าอือๆ ออๆ ไปตามเรื่อง

            เพื่อนสนิทบอกว่านอกจากทัศนคติของเธอจะเปลี่ยนไป อารมณ์ความรู้สึกก็เปลี่ยนไปด้วย แอนน์หรือเคดี้บอกว่า เมื่อเธอมองย้อนกลับไปคิดถึงเรื่องในอดีต มันไม่ต่างกับการมองดูภาพถ่ายหรือภาพสเกตช์ที่เก่ามากจนซีดจางไป มองไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่างที่ให้ความรู้สึกใดๆ เลย

            เมื่อลองไปเยี่ยมครูเก่าที่บ้านของครู เธอบอกว่านึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าเคยมาที่บ้านครูคนนี้มาแล้ว

            ครั้งหนึ่งเธอบอกว่านับแต่เกิดเหตุการณ์วิญญาณสลับร่างขึ้นมา เธอจะมีความรู้สึกคล้ายกับมีอะไรสองอย่างเกิดขึ้นคู่กันในอารมณ์ความรู้สึกเดียวกันที่กำลังต่อสู้กันอยู่ภายใน

            เช่น เกิดเหตุการณ์ที่น่าจะโกรธแค้นชิงชัง จะมีอารมณ์หนึ่งบอกให้โกรธ บอกให้แสดงความชิงชัง แต่อีกอารมณ์ความรู้สึกหนึ่งแย้งว่าไม่มีอะไรน่าโกรธน่าชังสักนิด อย่างนี้เป็นต้น

            อีกรายหนึ่งคือเรื่องราวของเอ็ดแฮเกอร์ซึ่งนั่งเซื่องซึมสับสนในความรู้สึกระหว่างที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ในช่วงเวลาที่มีความมืดมนในจิตวิญญาณ เขามีอาการซึมเศร้าและต้องดื่มจัด เขาเกิดอาการท้อแท้สิ้นหวังและตื่นกลัวจนถึงขั้นที่สวดมนต์อ้อนวอนให้พระเจ้ามาเอาชีวิตของตนเสีย

            เขาบอกว่า “ในที่สุดผมก็หมดสติล้มลงกับพื้น และรู้สึกว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับตนเอง” สองอาทิตย์ต่อมาหมอก็อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลกลับบ้านได้ แต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น

            ทันทีที่กลับถึงบ้านเขาก็เก็บกวาดยาแก้อาการซึมเศร้าและยากล่อมประสาทต่างๆ ทิ้งโถส้วมและกดชักโครกทิ้งไปจนหมด แล้วก็กลับมาดื่มหัวราน้ำอีก

            แต่ต่อมาไม่นานเขาก็เลิกดื่มโดยเด็ดขาด แล้วก็กลายเป็นเอ็ดแฮเกอร์คนใหม่ที่มีความสุขุมเยือกเย็นอย่างไม่เคยเป็น สร้างความปลาบปลื้มยินดีให้กับทุกคนในบ้านอย่างยิ่ง

            ซึ่งเอ็ดแฮเกอร์บอกว่าที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากมีวิญญาณดวงใหม่เข้ามาแทนวิญญาณดั้งเดิม

            รายต่อมาได้แก่รูธมอนโกเมอร์รี่ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับวิญญาณสองเล่มได้แก่ “คนแปลกหน้าในหมู่พวกเรา” กับเรื่อง “บนธรณีประตูสู่วันพรุ่งนี้”

            รูธมอนโกเมอร์รี่กล่าวไว้ในหนังสือที่เธอเขียนขึ้นว่าพวกวอล์กอิน…หรือมีอาการวิญญาณสลับร่างนี้มักจะเกิดมีอัจฉริยภาพและความสามารถใหม่ๆ ขึ้น จะมีการหยั่งรู้ มีความสามารถทางจิตที่เฉียบคมกว่าเดิม และยังกล่าวด้วยว่าวิญญาณใหม่ที่สลับเข้ามาจะไม่รับเอากรรมเก่าของวิญญาณดวงเดิม แต่ก็ยังคงรับผิดชอบต่อครอบครัวเหมือนเดิม

            วิญญาณใหม่ที่วอล์กอินหรือสลับที่เข้ามาจะรับเอาความทรงจำเก่าๆ รูปแบบและความปรารถนาของวิญญาณดวงเดิมไว้ ในขณะที่ต้องการทำสิ่งใหม่ๆ ผิดไปจากเดิม

            สำหรับอารมณ์ความรู้สึกและความสับสนว้าวุ่นในจิตใจจะไม่เหมือนเดิม แต่ลักษณะของดวงวิญญาณเข้าสิงสู่กับวิญญาณเดิมจะพยายามผสมกลมกลืนกันไปโดยใช้เวลา ระหว่าง 9-11 ปี

            ลิซเนลสัน ประธานชมรมผู้ที่เกิดอาการวิญญาณสลับร่างกล่าวว่า วิญญาณที่สลับเข้ามาใหม่รู้สึกว่ามีหน้าที่ที่จะต้องทำสองอย่างในขณะเดียวกัน คือต้องทำตามแบบของตนเองและตามแบบของวิญญาณดวงเก่า จะเกิดความรู้สึกขัดแย้งขึ้นในจิตใจ

            ในการทำงานทุกอย่างจะต้องทำการปรับแนวทางและสร้างสมดุลขึ้นตลอดเวลา แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนาน

            บางคนอาจต้องใช้เวลานานถึง 9 ปีกว่าจะรู้สึกและยอมรับว่าตนเองเป็นพวกวอล์กอิน…หรือพวกวิญญาณสลับร่าง กว่าที่จะสามารถเดินหน้าใช้ชีวิตในการทำงานต่อไปโดยไม่เกิดความขัดแย้งขึ้นในกระบวนความคิด

            กล่าวกันว่าการที่คนเกิดอาการวิญญาณสลับร่างนั้น ได้แก่คนที่มีความเศร้าโศกอย่างรุนแรงและมีอาการเจ็บปวดสาหัส มีอาการซึมเศร้าอย่างรุนแรง หรือคนที่ตกอยู่ในภาวะเฉียดตาย เช่น ผู้ที่ได้รับการผ่าตัด

            ส่วนคนที่ยังมีสติสัมปชัญญะปกติดีมักไม่พบอาการวิญญาณสลับร่าง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเลย

            สำหรับรายของคุณแครอล แพริช นั้นเกิดอาการวิญญาณสลับร่างระหว่างที่เธอคลอดลูกคนที่ 6 ระหว่างที่ทำการคลอดด้วยการผ่าตัด และตกอยู่ในภาวะเฉียดตาย

            หลังจากนั้นสามีของเธอและคนในครอบครัวก็ได้สังเกตเห็นว่าบุคลิกของเธอเปลี่ยนไป อุปนิสัยก็เปลี่ยนไป จากการชอบเก็บตัวอยู่กับบ้านกลายเป็นชอบออกสังคม

            การเปลี่ยนแปลงของเธอนำไปสู่การหย่าร้าง แต่แครอลก็ยังทำงานในหน้าที่เดิมต่อไปในตำแหน่งคณบดีของสถานศึกษาแห่งหนึ่ง และเป็นนักบวชนิกายใหม่ รวมทั้งจัดตั้งโรงเรียนสอนศาสนานิกายใหม่ด้วย

            แครอล แพริช เชื่อว่าอาการวอล์กอินนั้นคือผู้เดินสารทางจิตวิญญาณซึ่งเข้ามาในช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมเพื่อรับใช้มวลมนุษยชาติ แต่การที่จะอยู่ร่วมกันของวิญญาณดวงใหม่กับร่างกาย อารมณ์ ความรู้สึก และจิตใจ อาจต้องต่อสู้กันบ้าง

            สำหรับเรื่องนี้ เคดี้กล่าวว่าการหยั่งรู้เรื่องราวของชีวิตของเธอนั้นกว้างขวางอย่างน่าทึ่ง เธอเชื่อว่าการสลับร่างของดวงวิญญาณคือเทพธิดาแห่งความตาย ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับพลังชั้นสูง และเธอรู้สึกว่าขณะนี้เธอมีความสามารถที่จะต่อท่อรับพลังงานจักรวาลได้โดยตรง

            ส่วนผู้สันทัดกรณีอย่างรูธมอนโกเมอร์รี่ชี้ว่า วอล์กอินหรือวิญญาณสลับร่างนั้นเป็นวิญญาณชั้นสูงซึ่งเข้าสิงร่างเพื่อหาประสบการณ์ชีวิตมนุษย์ เธอชี้ว่าตัวตนชั้นสูงนี้ได้รับอนุญาตให้ข้ามผ่านวัยเด็กและวัยผู้ใหญ่ขั้นแรกไปได้

            ถึงแม้ว่าจะมีปรากฏการณ์วิญญาณสลับร่างเกิดขึ้นแก่คนวัยเด็กก็ตาม วิญญาณสลับร่างจะได้รับการแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตในอดีต หรือการเชื่อมโยงกับวิญญาณเดิมที่ถูกขับออกไป

            สำหรับมาร์ริลีน ฮาร์เปอร์นั้น อัจฉริยภาพของมาร์ริลีนคนเดิมหรือแมร์ในชื่อใหม่ถักทอเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เธอบอกว่า “ฉันจะต้องหาร่างที่มีเครื่องมือที่ใช้ในการพูดจา การแสดงออก ซึ่งตัวฉันจะเป็นสะพานเชื่อมหรือเป็นล่ามแปล”

            วิญญาณที่ถูกแทนที่ของมาร์ริลีนสำเร็จปริญญาโททางด้านศิลปะการแสดง วิญญาณเดิมของมาร์ริลีนนั้นสนใจเรื่องภายนอกมาก ในขณะที่วิญญาณใหม่ของเธอชอบใช้ชีวิตสันโดษ ชอบขลุกอยู่กับธรรมชาติ เช่น สนใจก้อนหินและขนนก ชอบสื่อกับจิตใจภายใน

            แมร์หรือมาร์ริลีนคนใหม่ยังคงถูกชักนำไปในเรื่องการพูดในที่สาธารณะและงานการแสดงอยู่เช่นเดิม แต่ก็มีความคิดอยากจะเปลี่ยนอยู่เสมอ

            มาร์ริลีนก็เหมือนกับมนุษย์ที่มีวิญญาณสลับร่างรายอื่นๆ คือเธอไม่ทราบเรื่องราวในอดีตของตนเลย แต่ก็พยายามค้นหาคำตอบในเรื่องนี้เสมอ

            มีคนแนะนำให้เธออ่านหนังสือที่เขียนโดยรูธมอนโกเมอร์รี่ และบางคนก็มาแบ่งปันประสบการณ์ในเรื่องวิญญาณสลับร่างกับเธอ

            มาร์ริลีน ฮาร์เปอร์ เกิดเหตุวิญญาณสลับร่างขึ้นระหว่างที่เธอได้รับการผ่าตัดที่ซับซ้อนในโรงพยาบาลในการตัดถุงน้ำดี

            “ฉันคิดว่าตนเองเป็นโรคจิตร้ายแรง ประเภทจิตเภทอยู่ถึงสองปี ฉันไม่ชอบคบหากับเพื่อนสนิท มาร์ริลีนคนเดิมนั้นเป็นคนชอบการเข้าสังคมมาก แต่คนใหม่กลับชอบเก็บตัว ก่อนเกิดวิญญาณสลับร่างฉันได้เขียนบทละครเสร็จไปเรื่องหนึ่ง เมื่อเกิดวิญญาณสลับร่างกลับเกิดไม่ชอบใจ ต้องแก้ไขใหม่หมด”

            ปัจจุบันแมร์หรือมาร์ริลีนคนใหม่กลายเป็นคนเยือกเย็นขึ้น มีคนสังเกตุเห็นกันมากถึงความเปลี่ยนแปลงของเธอว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพียงด้านบุคลิกภาพเท่านั้น เค้าโครงใบหน้าและการแสดงออกทางสีหน้าก็เปลี่ยนไปด้วย

            ในที่สุดเธอก็จำต้องยอมเผชิญกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปโดยการยอมขจัดสิ่งเหลวไหลที่เกิดขึ้นกับมาร์ริลีนคนเก่า ตลอดจนพยายามและเริ่มมามีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน พยายามยอมรับสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจมาเป็นของตนให้ได้

            เรื่องนี้จอห์น ชูทเล อดีตเพื่อนร่วมชั้นเรียนของมาร์ริลีน เมื่อได้ทราบเรื่องราวของเธอก็เริ่มรู้สึกว่าตนเองจะถูกสลับวิญญาณเหมือนกัน เพราะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องความสนใจ บุคลิกภาพ ลักษณะนิสัยก็เปลี่ยนไปอย่างมาก

            จอห์นบอกว่าเกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้นในชีวิตของเขาสองครั้ง ครั้งแรกเมื่ออายุสามขวบ ครั้งที่สองเมื่ออายุ 27 ปี เมื่อเกิดอาการอกหักในความรัก เขาบอกว่าความชอกช้ำในจิตใจทำให้เกิดอาการวิญญาณสลับร่างขึ้นกับเขา

            มีการทำวิจัยไว้ว่าคนที่เกิดวิญญาณสลับร่างนั้นจะมีลักษณะอย่างไร โดยมีการจำกัดความเป็นข้อๆ ไว้ ว่าจะมีสัญญาณบอกให้รู้ดังนี้

            เริ่มอยากเลิกกับคนรัก และต้องการหย่ากับคู่สมรสเมื่อรู้ว่ามีความคิดอ่านและรสนิยมไม่ตรงกันหลายอย่าง

            เริ่มไม่ชอบชื่อเดิมของตน และอยากเปลี่ยนชื่อใหม่ให้เป็นไปตามความเรียกร้องจากส่วนลึกของหัวใจ

            มีความรู้สึกอยากย้ายไปอยู่ที่อื่นและอยากเปลี่ยนงาน

            ความรู้สึกผูกพันกับเพื่อนสนิทและครอบครัวเริ่มจืดจางไป

            รสนิยมในเรื่องอาหาร เรื่องงานอดิเรก และสิ่งที่ชอบใจเป็นการส่วนตัวเริ่มเปลี่ยนไป

            รสนิยมในเรื่องสีของเสื้อผ้า และรูปแบบของเครื่องแต่งกายเปลี่ยนไปจากเดิม

            คุณเริ่มจดจำเรื่องเร้าใจในอดีตของคุณไม่ค่อยได้

            คุณผู้อ่านลองสำรวจตนเองดูว่ามีข้อไหนเกิดขึ้นกับคุณบ้าง หากเกิดขึ้นทั้งหมดหรือเป็นส่วนมากแล้วละก็ เข้าข่ายวิญญาณสลับร่างแล้วละ

            แต่หากอยากรู้เรื่องวิญญาณชัดๆ กระจะกระจ่างตาแล้ว ลองไปชมละครหลังข่าวของช่อง 3 เรื่องจงกลกิ่งเทียน ดูบ้างก็จะถึงบางอ้อทันที

            ละครเรื่องนี้ว่ากันว่าผู้ประพันธ์คงได้เค้าโครงเรื่องมาจากชีวิตจริงของคนไทยบางคน แล้วมาเสริมเติมแต่งให้สนุกขึ้น ซึ่งแสดงว่าวิญญาณสลับร่างก็เกิดขึ้นกับคนไทยไม่น้อยเหมือนกัน แต่ก็เก็บไว้รู้คนเดียวเงียบๆ ไม่มีการตะโกนโพนทะนาให้แพร่หลาย จนได้เพื่อนร่วมคิดมิตรร่วมก๊วนกันมากมายเหมือนฝรั่งที่ชอบเปิดเผยตนเองออกมาเสียเกือบทุกเรื่อง

*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

เรื่องโดย. ทิวากร สุวพานิช

ภาพโดย. Ai


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •