17 ตุลาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

บ้านผมอยู่ริมถนนพระรามที่ 5 จะว่าไปแล้วที่แถวๆ นี้ก็นับเป็นแหล่งชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่ง ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนเก่าแก่แทบทั้งนั้น

ถนนที่เก่าแก่ควบคู่กับชุมชนแถบๆ นี้ก็คือ ตลาดราชวัตร ศรีย่าน บางกระบือ จะว่าไปแล้ว ถนนพระรามที่ 5 สายนี้เริ่มตั้งแต่หัวมุมโรงเรียนราชวินิตฯ ตรงข้ามวัดเบญจมบพิตรฯ ยาวไปจนสุดที่สะพานสูงย่านบางซื่อ…

…และที่แถวๆ นี้ก็มีคลองสำคัญสายหนึ่งเหมือนกัน 

“…คลองนี้ยาวขนานไปกับถนนพระรามที่ห้า เราเรียกคลองนี้ว่า คลองเปรมประชากร เป็นคลองที่ขุดขึ้นในราวๆ เดียวกันกับคลองผดุงกรุงเกษม จะเห็นว่าชื่อคลองทั้งสองนั้นสอดคล้องกัน” 

ถนนที่ตัดผ่านคลองเปรมประชากรนี้มีอยู่หลายถนน เช่น ถนนราชวิถี ถนนสุโขทัย และอีกเยอะแยะ ซึ่งโดยรวมๆ แล้วชุมชนต่างๆ ที่อยู่รายล้อมนี้ ล้วนเป็นชุมชนเก่าเฉกเช่นกัน

คลองเปรมประชากร

ยิ่งเป็นชุมชนเก่ายิ่งมีเรื่องเล่าอยู่มากมายหลายเรื่อง บางเรื่องเป็นเรื่องแปลก บางเรื่องเป็นเรื่องตลก แต่ส่วนใหญ่จะหนักไปทางเรื่องผีๆ สางเพราะสมัยนั้นชุมชนนี้อุดมไปด้วย วัด ยิ่งมีวัดเยอะเท่าไหร่เรื่องภูตผีปีศาจยิ่งชุมเท่านั้น

บ้านผม อย่างที่บอกไปแล้วว่าเป็นร้านค้า ตั้งแต่อยู่ที่ละแวกราชวัตร ดังนั้นเรื่องเก่าๆ หลายๆ เรื่องก็เกิดขึ้นในละแวกนี้เหมือนกัน เพราะแถวๆ นี้ก็มีวัดมากมายด้วยน่ะซิครับ

ไม่ต้องอะไร ในอาณาบริเวณบ้านผมในรัศมีราวห้าร้อยเมตรถึงหนึ่งกิโลเมตร จะพบวัดอยู่โดยรอบ เช่นใกล้ๆ ทางรถไฟสามเสน มีวัดไพรงาม…ถัดไปสองถนนมีวัดสุคันธาราม ข้ามคลองเปรมฯ มีวัดอัมพวัน วัดน้อยนพคุณ เลยไปทางศรีย่านมีวัดแค วัดโบสถ์ ไปทางบางซื่อมีวัดประชาระบือธรรม

นี่ไม่รวมวัดอื่นๆ ที่อยู่ไปทางสะพานแดง และข้ามฟากไปทางด้านบางกระบือ เห็นมั้ยครับ แค่นี้ก็เห็นแล้วว่า แถบๆ นี้มีวัดอยู่รายล้อมแค่ไหน ดังนั้นเรื่องต่างๆ ที่ออกมาจากวัดก็คงไม่พ้นเรื่อง ‘ผี’ แน่นอน

ก่อนผมเกิด อาม่าผมเคยเล่าให้ฟังถึงเรื่องผีสองพี่น้องวัดอัมพวัน ก่อนหน้านั้นอากงท่านเคยเล่าเรื่องเปรตที่วัดน้อยนพคุณให้ฟัง…

“ท่านว่าน่ากลัวมาก แต่เรื่องที่ผมยังไม่เคยพูดถึงและจดบันทึกไว้เลยก็คือเรื่องผีพรายที่คลองเปรมประชากร” 

เรื่องนี้อาอึ้มที่เป็นน้องสาวอาม่าแท้ๆ ของผม ท่านเล่าเอาไว้ให้ฟัง

“ผมเห็นว่า ต่อไปเรื่องนี้อาจจะต้องสูญหายไปกับกาลเวลาอีกแน่ๆ ดังนั้นเราลองมาฟังดูครับ”

อาม่า…ท่านเล่าไว้ว่า

“สมัยนั้น (ราวๆ ห้าสิบ ถึงหกสิบปีมาแล้ว) ถนนหนทางแถวๆ นี้ยังไม่เจริญถึงขั้นลาดยาง หรือมีไฟฟ้าทั่วไปทั้งหมด ถนนยังเป็นถนนดิน ตรอกซอยไม่ต้องพูดถึง ขนาดถนนยังเป็นถนนดิน นับประสาอะไรกับตรอกซอย”

ไฟฟ้าก็ยังไม่มี เสาไฟแต่ละต้นยังเป็นเสาเตี้ยๆ มีโคมไฟห้อยเอาไว้ โคมที่ว่า…ข้างในมีตะเกียงน้ำมันก๊าด จะมีพนักงานถือกาน้ำมันคอยเติมน้ำมันตะเกียง พนักงานจะมาเติมน้ำมันทุกๆ เย็น

“เค้าจะเอาคีมคีบไส้ตะเกียงและก็ดูแลความเรียบร้อยอื่นๆ นอกเหนือจากคอยจุดตะเกียงทุกวัน”

พอเริ่มโพล้เพล้จะเห็นพนักงานมาแล้ว 

คราวนั้นอาม่าผมบอกว่าท่านยังเด็ก ก็กระโดดน้ำเล่นอยู่ริมคลองเปรมฯ ดำผุดดำว่ายกับเพื่อนๆ ท่านสมัยนั้น เพราะเวลานั้นพวกท่านยังเล็กกันอยู่ ท่านบอกว่าน้ำในคลองสมัยนั้นสะอาด น้ำใสไม่สกปรก กลืนน้ำลงท้องไม่ต้องกลัวว่าจะท้องร่วง

“กุ้งนางก็ชุมหน้าหนาวท่านจะชวนกันมางมกุ้ง เอามือล้วงลงไปในคลองริมๆ ตลิ่ง ไม่นานก็ได้กุ้งนางตัวโตมาพอทำข้าวต้มกุ้งได้แล้ว…ผู้คนร้านค้าแถวๆ นี้รู้กันดี…”

เนื่องจากท่านมีบ้านอยู่ริมถนนและใกล้คลอง ดังนั้นท่านจึงมาเล่นน้ำ และอาบน้ำกันแบบนี้ทุกเย็น พอพนักงานเติมไฟมาแล้วก็เลิกเช็ดตัวกลับเข้าร้าน…เป็นแบบนี้ทุกวัน

จนวันหนึ่ง วันนั้นดูเหมือนจะเป็นข้างแรม…อากาศหนาวเย็นตั้งแต่หัววันแล้ว พอตกค่ำอากาศยิ่งหนาวมากขึ้นอีก อากงคือคุณพ่อของอาม่าผม ท่านก็บอกว่า

ใช้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้น

“วันนี้พวกลื้ออย่าเล่นน้ำกันเลยวะ อากาศหนาวอย่างนี้ดีไม่ดีตะคริวมันจะจับ ดีไม่ดีจะตายเอาได้ อาม่าและอาอึ้มท่านก็เลยไม่เล่น…”

พอเย็นท่านก็มานั่งทานข้าวต้มกันที่ศาลาท่าน้ำ ฝั่งตรงข้ามหน้าร้าน…คอยดูคนแจวเรือขายของกลับบ้าน เรือพายมาหลายลำ ต่างขายของกันหมดแล้ว บ้างรู้จักกันทักทายกัน แวะคุยกันบ้างก็มี…ที่หัวเรือจะจุดไต้บ้าง แขวนตะเกียงบ้างเพื่อส่องทาง เวลาเรือผ่านมาแสงตะเกียงสว่างสลัวดูน่ากลัวยิ่งนัก

พวกท่านนั่งเล่นเพลินๆ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนกระโจนลงน้ำ พวกท่านก็โผล่ไปดู กะจะรู้ว่าใครนะกล้าหาญจริงๆ อากาศหนาวออกปานนี้ยังใจกล้าลงไปว่ายน้ำเล่นอีก

“แต่ในคลองนั้นไม่มีใครเลยสักคน…?” ท่านมองหน้ากันอย่างงงๆ

“ก็มันจะเป็นไปได้ยังไง เมื่อสักครู่ยังได้ยินเสียงคนกระโดดน้ำอยู่เลย มาตอนนี้ไหงไม่เห็นใครสักคนเลยล่ะ”

ท่านบอกว่า “…ในบริเวณคลองดำมืด…แต่น้ำในคลองยิ่งมืดมากกว่า เห็นแต่เพียงแสงสะท้อนของตะเกียงจากบ้านริมคลองส่องกระทบกับน้ำเท่านั้น”

ไม่มีร่องรอยของคนในคลองเลย จะว่าเป็นหมาเป็นตัวตะกวดก็ไม่น่าจะใช่ เพราะสัตว์สองอย่างนี้ลงคลองทีไร ก็เห็นหัวมันโผล่พ้นน้ำไหวๆ แต่นี่ไม่มีแม้แต่เงา ดูอยู่สักพักไม่เห็นใคร ก็เก็บจานและเก็บวงข้าวข้ามถนนกลับไปที่ร้าน

“เวลานั้นทุกคนไปหลังร้านกันหมดแล้ว แต่ไม่รู้ว่าวันนั้นอาม่าผมท่านนึกเอะใจอะไรขึ้นมา ท่านว่าท่านย้อนกลับไปดูที่ท่าน้ำอีกครั้ง แล้วท่านก็ได้เห็นอะไรบางอย่างอยู่ในคลอง…”

ท่านบอกว่า “…ไอ้อะไรที่ว่านั้นมันโผล่หัวขึ้นมา ดูไกลๆ ก็หัวคนนี่แหละ ค่อยๆ เคลื่อนไปช้าๆ แล้วก็โผล่ขึ้นมาครึ่งตัวก่อนจะดำผลุบหายไปอีก อาม่าท่านชะเง้อมองอยู่นานก็ไม่มีวี่แววว่าจะโผล่ขึ้นมาให้เห็นเลย”

หลายวันต่อมาท่านลืมเรื่องนี้ไปแล้ว…ไม่ได้นึกถึง พออากาศหนาวค่อยๆ คลายความเย็นลง ท่านและคุณป้าก็ลงไปอาบน้ำในคลองอีก คราวนี้ท่านลงเล่นน้ำกันตั้งแต่หัววัน พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินดี ท่านเล่นกันอยู่ในน้ำนั่นแหละ ท่านบอกว่าเล่นซะตะไคร่น้ำจับเขียวปื๋อไปเลย

ใช้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้น

อาม่าท่านว่า “…ท่านอายุมากที่สุดเป็นหัวโจก ก็ว่ายนำออกไปกลางคลอง กะจะหลอกหลานๆ คืออากิ๋มกับอาอึ้มที่กำลังดำผุดดำว่ายอยู่ แต่แล้วทันใดนั้นเอง จู่ๆ ท่านก็รู้สึกเหมือนมีคนมาจับขาลากและฉุดกระชากท่านลงไปในคลองอย่างแรง ท่านตกใจ จะร้องให้ช่วยก็ไม่ได้ ท่านถูกลากจนลงไปมิดหัวเลยทันที”

ท่านลืมตาดูในน้ำก็มองเห็นผู้ที่ดึงท่านลงมา…ครั้งแรกท่านคิดว่าเป็นคนรู้จักหรือเพื่อนท่านแถวๆ นั้นมาหยอกล้อท่านเล่น ก็ตั้งใจดู แต่พอดูดีๆ แล้ว จะว่าไป…คนคนนี้ท่านก็เคยรู้จักจริงๆ นั่นแหละ แต่ทว่าเค้าตายไปนานแล้วนี่นา…

แล้วไหงตอนนี้เค้ากลับมาอยู่ในน้ำได้ และตอนนี้เค้าก็กำลังจ้องมองท่านอยู่ไม่กะพริบตาเลย ท่านได้ยินเสียงใจเต้นตึ่กๆ ดังลั่นอยู่ในหัว ท่านว่าใบหน้าเค้าซีดมาก

“อาม่าท่านกลัวจับใจ ก่อนที่หมดอึดลมหายใจ ท่านจำได้ว่า ท่องนะโม ท่องอิติปิโสออกไป เค้าสะดุ้งนิดนึง ก่อนจะหายวับ…มือที่กำเท้าท่านลากลงไปก็คลายแรงจับท่านเลยรีบทะลึ่งพรวดโผล่ขึ้นพ้นน้ำ”

อาอึ้มกับอากิ๋มไม่รู้ก็คิดว่าท่านดำน้ำแกล้งกันเล่นๆ แต่ท่านไม่สนุกแล้ว รีบชวนทุกคนขึ้นจากน้ำทันที และมาเล่าให้ทุกๆ คนฟังในภายหลัง อากงก็นั่งฟังอยู่ด้วย ท่านบอกนั่นแหละ

“ลื้อน่ะ โดนผีพรายมันลักน้ำเอาแล้ว” แต่นี่ดี…ดีนะที่ลื้อยังไม่ถึงฆาต ถ้าถึงฆาตก็เรียบร้อยขาดใจตายไปแล้ว ใครไม่รู้ก็คิดว่าตะคริวกิน ว่ายน้ำไม่ได้ ตายเป็นเพื่อนเค้าคนนั้นอยู่ในคลองนั่นแหละ”

ท่านมารู้ทีหลังว่า คนที่ท่านเห็นในน้ำนั้นก็ตกน้ำตายในคลองนี้เหมือนกัน เค้าตายมาหลายปีแล้วเลยกลายเป็นผีดุ…เฝ้าคลองอยู่อย่างนั้น หลังจากท่านโดนดีมา ไม่นานก็มีคนบอกว่าโดนแบบเดียวกับท่านบ้าง ที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง 

ไม่นานเรื่องนี้เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่

“เด็กๆ อย่างพวกท่านเลยถูกห้ามไม่ให้ลงน้ำ หรือเฉียดไปใกล้ๆ คลองตั้งแต่นั้นมา”

แต่ถึงกระนั้นคลองเปรมฯ แห่งนี้ก็มีคนตกน้ำตายอยู่เรื่อยๆ ทุกปี…ตายคนเดียวบ้าง ตายสองคนสามคนบ้างไม่ได้ขาด ว่ากันว่าผีพรายที่เป็นผีเฝ้าคลองนั้น คงพยายามจะหาเพื่อนมาโดยตลอด…แล้วแต่ว่าใครจะดวงซวยหรือไม่เท่านั้นเอง

และล่าสุด…ไม่นานมานี้ก็มีเด็กแถวๆ บ้านผมจมน้ำตายในคลองเปรมฯ อีกแล้ว หรือว่าผีพรายตัวนี้ยังไม่ได้ไปไหน ยังคงอยู่รอคนที่ชะตาขาด หรือพวกที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ที่มาว่ายน้ำเล่นอยู่ในคลองเปรมฯ นั่นเอง

เรื่องโดย. จุติ จันทร์คณา

ภาพโดย. www.th.wikipedia.org, www.livingculturalsites.com, www.forum.munkonggadget.com, www.painaidii.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •