15 กรกฎาคม 2024
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                ความลี้ลับของอาณาจักรแอตแลนติสที่ล่มสลายจมใต้มหาสมุทรไปนั้น ไม่มีเรื่องอะไรน่าสนใจเท่าเรื่องของแก้วผลึกลึกลับประจำอาณาจักรที่เป็นสัญลักษณ์ของความลี้ลับทางด้านอำนาจจิตหรืออำนาจทางการเมือง เป็นที่เก็บแร่ธาตุสำหรับใช้กับหม้อแบตเตอรี่ สำหรับจุดประกายพลังความลี้ลับทางเทคโนโลยีอีกแล้ว

                เป็นไปได้ไหมว่า มันยังคงจมอยู่ภายใต้ซากปรักหักพังของมหานครโบราณใต้ก้นมหาสมุทรอันลึกลับ แต่มีหลักฐานบางอย่างชี้ว่า มีชาวแอตแลนติสผู้เอาตัวรอดจากภัยพิบัตินี้นำมันขึ้นมาจากก้นมหาสมุทรไปยังแผ่นดินใหม่แล้ว แต่ว่าแผ่นดินใหม่คือที่ไหนกันแน่ก็ยังไม่รู้ แม้จะสงสัยค้นหาคำตอบมานับหมื่นนับพันปีแล้วก็ตาม

                มาถึงวันนี้ เริ่มได้เค้าเงื่อนรางๆ แล้วว่า หากอยากรู้คำตอบนี้ต้องไปพิจารณาเอาจากถ้อยคำนักปราชญ์ นักปรัชญายุคใหม่นาม เอ็ดการ์ เคย์ซี (Edgar Cayce) ซึ่งจริงๆ แล้วเขาน่าจะได้ชื่อว่าเป็นคนทรงซึ่งมีอำนาจจิต เป็นยอดคนทรงที่โด่งดังในโลกยุคศตวรรษที่ยี่สิบ

                เขาได้รับฉายาว่าเป็น “นิทราศาสดาพยากรณ์” เนื่องจากลึกลงไปในก้นบึ้งของสัมปชัญญะของเขา จิตวิญญาณของเขาสามารถล่องลอยไปไกลถึงมิติที่อยู่ไกลแสนไกล ในขณะจิตกำลังอยู่ในภวังค์ล้ำลึก ทำให้เขาสามารถมองย้อนไปในอดีตกาล รับรู้เรื่องราวของอาณาจักรแอตแลนติสได้ครบถ้วน

                นับจากปี 1920 จนถึงปี 1945 อันเป็นปีที่เขาเสียชีวิต เขาได้บรรยายเรื่องราวโดยละเอียดของมหานครที่จมอยู่ก้นมหาสมุทร รวมทั้งการกล่าวถึงเรื่องแก้วผลึกมหัศจรรย์ซ้ำๆ อยู่หลายครั้ง ซึ่งคาดเดากันว่าน่าจะใช้ประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรม

                เชื่อว่ามีการกระทำการลบหลู่ต่อแก้วผลึกวิเศษนี้อย่างร้ายแรง ทำให้เกิดความวิบัติขึ้น ถล่มอาณาจักรนี้จนจมลงสู่ก้นมหาสมุทร มีไม่กี่คนที่รอดพ้นความวิบัตินี้ได้ และสามารถนำแก้วผลึกมหัศจรรย์นี้หนีภัยขึ้นไปยังแผ่นดินใหม่ และเป็นผู้วางรากฐานปูทางไปสู่การเกิดอารยธรรมใหม่ในกาลต่อมา

                แต่เดิม เรื่องราวของอาณาจักรแอตแลนติสนี้ ผู้ที่นำมาเปิดเผยเป็นคนแรกได้แก่ พลาโต นักปรัชญาชื่อดังแห่งอาณาจักรกรีซโบราณ เมื่อ 2,350 ปีมาแล้ว พลาโตเล่าเรื่องราวของความรุ่งโรจน์และพลังอำนาจของอารยธรรมของมนุษย์ยุคทองสัมฤทธิ์ แต่พลาโตไม่ได้กล่าวถึงแก้วผลึกและเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับแก้วผลึกของชาวแอตแลนติสไว้เลย

                การที่พลาโตไม่ได้กล่าวถึงแก้วผลึก ไม่ได้หมายความว่าพลาโตมีความเห็นขัดแย้งกับ “เอ็ดการ์ เคย์ซี” แต่เป็นเพราะว่าพลาโตสนใจเรื่องการทหารและด้านจริยธรรมของวัฒนธรรมแอตแลนติสมากกว่า

                ทว่าทั้งสองท่านให้ความเห็นตรงกันว่า การล่มสลายของอาณาจักรนี้เกิดจากการกระทำของชาวอาณาจักรเองทั้งสิ้น ทั้งสองท่านเห็นตรงกันว่าชาวแอตแลนติสเป็นคนมีความสามารถและมีพรสวรรค์เป็นเลิศ สามารถสร้างอารยธรรมของตนให้รุ่งเรืองถึงขีดสุด แต่ก็เป็นผู้ทำให้เสื่อมลงจนถึงกับล่มสลายด้วยตนเอง

                เมื่อพลาโตบรรยายเรื่องราวมาถึงตอนนี้ก็หยุดการบรรยายลงกะทันหันโดยไม่รู้สาเหตุ ปล่อยให้เป็นความลับดำมืดตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

                “เอ็ดการ์ เคย์ซี” ได้มาจับความสานเรื่องต่อจากที่พลาโตทิ้งค้างไว้ว่า เกิดภัยพิบัติจากพลังอวกาศต่ออาณาจักรแอตแลนติส เกิดจากการที่รังสีจากดวงอาทิตย์แผ่รังสีกระทบแก้วผลึกมหัศจรรย์ของอาณาจักร ทำให้เกิดอิทธิพลต่อภายในใจกลางโลก ทำให้เกิดพลังทำลายล้างมหาศาล

                แก้วผลึกนี้เป็นเทคโนโลยีสุดยอดของชาวแอตแลนติส สามารถดึงพลังจักรวาลมาใช้ประโยชน์ ใช้เป็นตัวกลางในการสื่อสารกับพลังในอวกาศภายนอก เพื่อนำมาใช้ภายใน

                อาณาจักรแอตแลนติสให้ความสำคัญกับแก้วผลึกนี้มาก ถึงกับสร้างวิหารทรงกลมหรือโดมไว้เป็นที่เก็บรักษา เพื่อให้แก้วผลึกสามารถรับรังสีที่แผ่จากดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์อื่นๆ ได้

                พลังงานที่กระจายออกจากแก้วผลึกจะออกมาในรูปแบบของเปลวไฟเปล่งออกมารอบดวงแก้ว ลักษณะเดียวกับความเข้มข้นของแสงส่องผ่านแท่งปริซึมหรือเลนส์ ซึ่งจะส่งผ่านไปยังเครื่องมือเครื่องใช้ที่ถูกเชื่อมต่อด้วยวิธีการเหนี่ยวนำแบบต่างๆ

                เชื่อกันว่า บันทึกรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีชั้นสูงของแอตแลนติสยังเหลืออยู่ในส่วนที่จมอยู่ใต้มหาสมุทร ที่เรียกว่า “โพลิเดีย” ซึ่งซากวิหารต่างๆ ยังค้นไม่พบ เชื่อว่าอยู่นอกชายฝั่งฟลอริด้าบริเวณที่เรียกว่าบิมินี (Bimin) บางส่วนถูกเก็บไว้ในวิหารอาณาจักรอียิปต์โบราณ ส่วนที่เหลือจะถูกเก็บไว้ในแคว้นยูคาทานของเม็กซิโก

                “เอ็ดการ์ เคย์ซี” ชี้ว่าการที่ชาวแอตแลนติสสามารถสร้างสังคมที่ก้าวหน้าได้สูงยิ่งเช่นนี้ เกิดจากการที่มีการสั่งสมอารยธรรมมายาวนาน มีวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมติดต่อกันมานานหลายศตวรรษ จนมีความเจริญก้าวหน้าสูงทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความรู้ความเข้าใจในการนำพลังของหินแก้วผลึกมาใช้ประโยชน์ได้ เป็นต้น

                เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ ที่มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์จะมีวิทยาการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสูงยิ่ง แต่ได้สาบสูญไปพร้อมกับการล่มสลายจมอยู่ใต้มหาสมุทร และมนุษย์ยุคต่อๆ มา ต้องเริ่มต้นเรียนรู้รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์กันใหม่ ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะมีความเจริญทางวิทยาการได้ใกล้เคียงกับเทคโนโลยีของชาวแอตแลนติส

                เอ็ดการ์ เคย์ซีกล่าวว่า นอกจากเทคโนโลยีทางการก่อสร้างแล้ว เทคโนโลยีทางการเกษตรของชาวแอตแลนติสที่ถ่ายทอดให้กับชาวอินคายังสูงส่ง ก้าวหน้ายิ่งกว่าในยุคปัจจุบัน ผลผลิตทางการเกษตรทุกสาขาตามวิทยาการที่ได้รับการถ่ายทอดจากชาวแอตแลนติสให้ผลผลิตมากกว่าวิทยาการเกษตรที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันถึงสามเท่า

                ย้อนกลับไปฟังพลาโตบ้าง พลาโตบันทึกไว้ว่า ชาวแอตแลนติสสามารถต่อเรือได้ใหญ่โตมีขนาดยาวถึง 400 ฟุต หรือราวร้อยเมตรเศษ ซึ่งยังไม่มีใครสามารถต่อเรือด้วยไม้ให้มีขนาดที่ใหญ่โตขนาดนี้ได้เลยในยุคต่อมาจนถึงปัจจุบัน เช่นเดียวกับที่วิศวกรในปัจจุบันไม่ทราบถึงเทคโนโลยีโดยละเอียดของการสร้างพีระมิด

                กล่าวกันว่าเทคโนโลยีหินแก้วผลึกนี้สูงส่งจนสามารถส่งพลังออกไปนอกโลก ไปขุดแร่ทองแดงมาใช้ จนสามารถผลิตเป็นอาวุธทองสัมฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างดี

                นอกจากนั้น ลำแสงพลังหินแก้วผลึกนี้ยังสามารถขุดเอาทองคำบริสุทธิ์จากดาวเคราะห์ดวงอื่นมาใช้ในโลกได้มากเหลือเฟือจนสามารถนำมาหุ้มกำแพงเมืองได้รอบด้าน ดังที่พบในซากปรักหักพังเมืองที่สร้างด้วยทองคำในอาณาจักรอินคา

                แต่เกิดปรากฏการณ์คล้ายภูเขาไฟระเบิด ลูกไฟหล่นจากฟ้าลงเผาเมืองจนวอด แล้วเกิดแผ่นดินถล่มผู้คน ชาวแอตแลนติสส่งเสียงกรีดร้องพากันหนีไปหาที่ปลอดภัยกัน แต่ก็หนีไม่พ้นเพราะทุกแห่งในอาณาจักรต่างกำลังถูกดูดลงไปใต้มหาสมุทรพร้อมกันทั้งหมดอย่างหมดทางขัดขืน

                เอ็ดการ์ เคย์ซี บันทึกไว้ว่าพลังหินแก้วผลึกนี้ใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ และทางจิตวิญญาณ มีการเก็บรักษาไว้อย่างมิดชิดในห้องปลอดภัยพิเศษ สาเหตุที่เกิดการล่มสลาย คงเนื่องจากมีการใช้พลังจากแก้วผลึกผิดวิธี จนพลังย้อนกลับมาทำลายอาณาจักรชนิดที่ไม่อาจควบคุมหรือระงับได้

                นักวิจัยค้นคว้าเรื่องราวของอาณาจักรแอตแลนติสที่ได้อ่านพบบันทึกของเอ็ดการ์ เคย์ซี ครั้งแรกต่างไม่มีใครเชื่อ จนกระทั่งมีการพบร่องรอยอารยธรรมโบราณยืนยันเรื่องนี้จึงยอมเชื่อ

                เช่น พบในจารึกของอาณาจักรอินคา ว่าเกิดน้ำท่วมใหญ่ในอาณาจักรแอตแลนติส จนอาณาจักรล่มสลายจมไปอยู่ก้นมหาสมุทร มีสิ่งที่รอดชีวิตมาเพียงอย่างเดียวคือมนุษย์ที่เรียกกันว่า “นาคาขนปุย” (Feather Serpent) เท่านั้น

                ในจารึกกล่าวว่า “นาคาขนปุย” ได้พากันขึ้นจากทะเลมาสร้างบ้านเมืองขึ้นเป็นแห่งแรกในแคว้นยูคาทานของเม็กซิโกปัจจุบัน จารึกยังกล่าวด้วยว่า พวก “นาคาขนปุย” เหล่านี้ ล้วนแต่มีความรู้ทางวิชาการสูงส่ง มีความปราดเปรื่องทางภูมิปัญญา มีการนำหินแก้วผลึกมาด้วย

                “เอ็ดการ์ เคย์ซี” กล่าวว่าปัจจุบันหินแก้วผลึกมหัศจรรย์นี้ยังคงอยู่ที่นั่น แต่ไม่มีใครสนใจ เนื่องจากไม่รู้ว่าเป็นอะไร มีการกล่าวถึงแก้วผลึกวิเศษที่ลุกโพลงเป็นไฟตลอดเวลาด้วย

                เรื่องราวของแอตแลนติสนี้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในหมู่คนโบราณสองฟากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติส ที่ว่ากันว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ เป็นที่ตั้งของอาณาจักรแอตแลนติสอันรุ่งเรือง และวิทยาการก้าวหน้าของอาณาจักรนี้ไม่ได้จมหายลงไปพร้อมกับอาณาจักรนี้เสียทั้งหมด ยังมีชาวแอตแลนติสที่สามารถหนีรอดขึ้นฝั่งได้

                เข้าใจว่าผืนแผ่นดินที่อยู่ใกล้ที่สุดน่าจะเป็นบริเวณทวีปอเมริกาเหนือ ที่มีชาวแอตแลนติสอพยพขึ้นไปอาศัยอยู่ และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับชาวพื้นเมือง และชาวเผ่าอินเดียนแดงในทุ่งราบกว้างใหญ่ตอนกลางของสหรัฐฯ และได้รับการถ่ายทอดวิทยาการชั้นสูงจากชาวแอตแลนติสไว้มาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีในการใช้พลังจาก “ผลึกหินควอตซ์” (Qaurtz Crystal)

                หมอผีของชาวอินเดียนแดงเผ่าพิมา (Pima) มีชื่อเสียงโด่งดังในการรักษาโรคเป็นอย่างมาก สามารถรักษาโรคทุกโรคได้หายเป็นปกติได้ในเวลาอันรวดเร็ว โดยการใช้ผลึกหินควอตซ์กดลงบริเวณที่เจ็บป่วย เพียงเท่านั้นก็จะหายป่วยแล้ว แสดงว่าหมอผีคนนี้ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากชาวแอตแลนติส

                นอกจากนั้นหมอผีในอาณาจักรโบราณของเม็กซิโกก็ยังใช้กระจกที่ทำจากผลึกหินควอตซ์ทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ และสามารถดูเหตุการณ์ย้อนหลังไปในอดีตได้อีกด้วย

                เรื่องราวที่พลาโตนำมาจุดประกายขึ้น มีใจความว่าเมื่อประมาณ 12,000 ปี ได้มีอาณาจักรที่ร่ำรวยรุ่งเรือง มีอำนาจกล้าแข็งนามว่า “แอตแลนติส” ตั้งอยู่ทางตะวันตกของช่องแคบยิบรอลต้า ชาวแอตแลนติสมีอำนาจปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปและแอฟริกา

                และการที่กระหายอำนาจไม่มีที่สิ้นสุดจึงพยายามขยายดินแดนออกไปเรื่อยๆ จึงทำให้เกิดสงครามกับชาวนครรัฐเอเธนส์กับชาวอาณาจักรกรีซอื่นๆ แต่ก็ต้านทานพลังแสนยานุภาพอันมหาศาลของกองทัพแอตแลนติสไม่ได้ จึงแตกพ่ายกันไปหมด มีเพียงกองทัพของเอเธนส์เท่านั้นที่ยืนหยัดต่อต้านอยู่ได้

                เทพซูส พระบิดาแห่งกรีกทั้งมวลได้ออกมาช่วยกองทัพเอเธนส์ด้วยการใช้อิทธิฤทธิ์ทำให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ตามด้วยคลื่นยักษ์ถล่มอาณาจักรของชาวแอตแลนติสและโหมกระหน่ำไม่หยุดยั้งจนอาณาจักรแอตแลนติสจมลงสู่ก้นมหาสมุทรพร้อมกับประชาชนชาวแอตแลนติสเกือบทั้งหมด พลาโตว่ายังมีทหารในกองทัพกรีซที่กำลังทำการรบติดพันอยู่จมลงสู่ก้นมหาสมุทรด้วยเช่นกัน

                โซลอนนักปราชญ์และรัฐบุรุษชาวเอเธนส์ที่เดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ หลายประเทศ ได้พบเรื่องราวของอาณาจักรแอตแลนติสจากจารึกในวิหารใหญ่ในกรุงไซส์ (Sais) นครหลวงของอียิปต์โบราณ บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์

                แต่เรื่องนี้ แม้จะมีหลักฐานยืนยันอย่างนี้ แต่ก็ไม่ค่อยมีคนเชื่อถือเท่าไรนัก แม้แต่อริสโตเติล ศิษย์เอกก็ยังไม่เชื่อ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง

                ทว่านักโบราณคดียุคต่อๆ มาก็พยายามค้นหาหลักฐานมาพิสูจน์ตลอด จนในที่สุดก็ได้พบซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างด้วยฝีมือชั้นยอด ตลอดจนอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย และงานศิลปหัตถกรรมฝีมือเยี่ยมในก้นมหาสมุทรแอตแลนติสนอกฝั่งบาฮามาส นอกจากนั้นยังพบซากโบราณสถานที่เชื่อกันว่า เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรแอตแลนติส บนเกาะซาโตรินีในปี 1967

            อาณาจักรก้นสมุทรแอตแลนติสจะมีอยู่จริงหรือไม่ จึงเป็นเรื่องที่นักโบราณคดีที่กำลังค้นหาหลักฐานกันอยู่อย่างไม่หยุดยั้ง จะเป็นผู้ให้คำตอบสุดท้ายได้

เรื่องโดย. ทิวากร สุวพานิช

ภาพโดย. Ai


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •