2 ธันวาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

                โดยทั่วไปคนไทยมีความเชื่อเกี่ยวกับพญานาคมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลที่พระพุทธเจ้าเสี่ยงทายลอยถาด แล้วถาดก็จมลงสู่ท้องน้ำที่มีพญานาคตนหนึ่งเฝ้ารักษาไว้ หรือเหตุการณ์ที่พญานาคมุจลินท์แปลงกายมาปกป้องลม ฝน ให้พระพุทธเจ้าถึงที่ประทับ หรือเหตุการณ์ที่พญานาคแปลงกายมาขอบวชเป็นพระในพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่อนุญาตให้บวช ด้วยเพราะเป็นสัตว์เดรัจฉาน

                จึงเป็นเรื่องที่น่าแปลก กล่าวว่าเป็นวิญญาณระดับเทวดาที่อยู่สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา แต่กลับเป็นสัตว์เดรัจฉาน เหตุผลจะเป็นเช่นใดก็ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่จากการที่ศึกษาพบว่า สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาเป็นสวรรค์ชั้นที่อยู่ใกล้ชิดกับโลกมนุษย์และเดรัจฉาน รวมทั้งมีความหลากหลายของวิญญาณระดับต่างๆ มากมายอยู่ในชั้นนี้

                จากที่ศึกษามา พญานาคมี 4 ตระกูลใหญ่ๆ

                1. ตระกูลวิรูปักษ์ จะมีผิวกายสีทอง

                2. ตระกูลเอราปถ จะมีสีกายเป็นสีเขียว

                3.ตระกูลฉัพพยาปุตตะ จะมีสีกายเป็นสีรุ้ง

                4. ตระกูลกัณหาโคตมะ จะมีผิวกายเป็นสีดำ

                มีข้อน่าสังเกตอย่างหนึ่งเกี่ยวกับชื่อของนาคตระกูลทั้ง 4 ทำไมเป็นภาษาบาลีและสันสกฤตทั้งหมด ทำไมไม่มีชื่อเป็นจีน เป็นฝรั่ง เป็นเกาหลี หรือเป็นภาษาอื่นเลย หรือภาษาบาลีและสันสกฤต คือภาษากลางของภพภูมิวิญญาณ รวมไปถึงภาษากลางของจักรวาล ขอตั้งข้อสังเกตไว้นะครับ

                ตามความเข้าใจ เราจะเห็นว่าพญานาคเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ ไม่ว่าจากตำนาน จากเรื่องเล่าของพระธุดงค์ พระวิปัสสนาทั้งหลาย ทำให้เรารับรู้ว่าพญานาคมีฤทธิ์แปลงกายเป็นงูหรือเป็นคนก็ได้ เรื่องการแปลงร่างของพญานาค สามารถแปลงเป็นเรือให้คนข้ามฟากก็ได้ เป็นเต่า เป็นจระเข้ก็เคยมี เรามักจะเคยชินกับรูปร่างของพญานาคจากการถ่ายทอดผ่านงานศิลปะ เช่น ภาพวาด หรืองานปั้นตามวัดวาอารามทางพุทธศาสนา บ้างก็มีหัวเดียว บ้างสามหัว ห้าหัว เจ็ดหัว เก้าหัวบ้าง ก็น่าแปลกทำไมจำนวนหัวไม่เป็นเลขคู่บ้างล่ะ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งข้อสังเกต

                “ถ้ำดินเพียง” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ถ้ำพญานาค” ถูกพบโดยลุงคำสิงห์ เกศศิริ ซึ่งเดิมเป็นเจ้าของผืนดินบริเวณปากถ้ำ ต่อมาได้ยกที่ให้กับทางวัดศรีมงคล และพัฒนาจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดหนองคาย

                สาเหตุที่ได้ชื่อว่าถ้ำดินเพียง เนื่องจากถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำใต้ดิน และปากทางเข้าถ้ำอยู่เสมอดินในระดับปกติ ทำให้หลายคนมักเข้าใจว่าเป็นเพียงหลุมธรรมดา ส่วนสาเหตุที่ชาวบ้านเรียกว่า “ถ้ำพญานาค” นั้น ก็เพราะว่าภายในถ้ำมีโพรงซึ่งมีลักษณะคล้ายรูอยู่มากมาย ซอยแบ่งแยกออกไปทั่วบริเวณ โดยแต่ละรูสามารถเชื่อมทะลุถึงกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ และขนาดรูนั้นก็ใหญ่กว่าตัวคนเพียงเล็กน้อย ดูๆ ไปเหมือนกับเส้นทางการเลื้อยของงูใหญ่หรือพญานาค มากกว่าจะเป็นทางสัญจรของมนุษย์ แถมโพรงเหล่านี้ยังมีน้ำไหลเอื่อยไปตามทางอีกด้วย ประหนึ่งว่าช่วยให้พวกงูเลื้อยไปมาได้สะดวกขึ้น และเมื่อนำมาพิจารณาประกอบกับเรื่องเล่าต่างๆ แล้ว ทำให้เชื่อได้ว่าถ้ำแห่งนี้ต้องเป็นที่อยู่และที่สัญจรของพญานาคแน่นอน

                จากเรื่องเล่าในอดีต ถ้ำแห่งนี้แต่เดิมนั้นเป็นเส้นทางเข้าออกของธิดาพญานาค ซึ่งมาหลงรักเจ้าชายของเมืองนี้บนโลกมนุษย์ แต่ครั้นพอถึงวันออกพรรษา ธิดาพญานาคต้องกลับสู่เมืองบาดาลเพื่อไปเล่นน้ำกับพญานาคด้วยกัน จนสุดท้ายเจ้าชายตามมาพบและรู้ว่าคนรักของตนเป็นพญานาค เจ้าชายจึงขอตัดขาดจากกันที่ถ้ำแห่งนี้ จากเรื่องเล่าดังกล่าวทำให้ทราบว่า ถ้ำแห่งนี้สามารถใช้เดินทางไปยังเมืองใต้บาดาลของพญานาคซึ่งอยู่ใต้แม่น้ำโขง จึงได้ทีผู้เล่าถึงสิ่งอัศจรรย์ต่อมาอีกว่า…

                ณ ถ้ำแห่งนี้ เป็นเส้นทางที่พระธุดงค์จากเมืองลาวใช้ข้ามฝั่งลอดใต้แม่น้ำโขงมายังเมืองไทย แต่พระที่ผ่านเข้าออกได้จะต้องเป็นพระอภิญญา เป็นผู้มีศีลอันแก่กล้าเท่านั้นจึงจะสามารถมองเห็นเส้นทางสัญจรดังกล่าวได้

                แต่ก็มีบ้างที่พญานาคนึกอยากที่จะเปิดบ้านเมืองให้มนุษย์ดู อย่างกรณีเรื่องเล่าของสามเณรรูปหนึ่ง ณ ถ้ำแห่งนี้ สามเณรเห็นว่าบรรยากาศร่มรื่นและดูสงบดี จึงมักจะมานั่งท่องหนังสือสวดมนต์อยู่บริเวณปากถ้ำเป็นประจำ อยู่มาวันหนึ่งได้มีสามเณรจากที่ใดไม่ทราบเดินออกมาจากถ้ำ และได้เอ่ยชวนให้เข้าไปเที่ยวภายในถ้ำ สามเณรจึงวางหนังสือแล้วตัดสินใจเดินตามเข้าไป เมื่อเข้าไปเพียงสองร้อยกว่าเมตรก็ได้พบเสาศิลาขนาดใหญ่ตั้งเป็นแถว สามเณรจึงนับเสาหินไปเรื่อยๆ ได้หลายร้อยเมตร

                ขณะที่เดินนับอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่เบื้องบนศีรษะ และมีเสียงเรือวิ่งด้วย จึงถามสามเณรผู้พาเข้าถ้ำว่าเสียงอะไร ก็ได้รับคำตอบว่าข้างบนนั้นเป็นแม่น้ำโขง ถ้ำที่เรากำลังเดินอยู่นี้ เป็นถ้ำที่อยู่ใต้แม่น้ำโขง สามารถเดินทะลุไปถึงเวียงจันทน์ได้ จากนั้นทั้งสองก็พากันเดินมาเรื่อยๆ เดินมาหลายชั่วโมงแต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสุดถ้ำ จนกระทั่งเดินมาพบพวงมาลัยที่ห้อยลงมาจากผนังถ้ำ เณรผู้สวดมนต์ก็คว้าพวงมาลัยนั้นเอามาคล้องคอไว้

                ทันใดนั้นเองก็รู้สึกว่าตนเองถูกดึงลอยขึ้นไปข้างบน มารู้ตัวอีกทีก็มานอนอยู่บนเรือของคนล่าปลาบึกแล้ว คนในเรือต่างพากันตกใจ ถามเณรว่าไปไงมาไงถึงได้มาอยู่ในน้ำ เณรก็เล่าให้ฟังตั้งแต่ต้น ระหว่างเล่าเณรได้เหลือบไปเห็นเณรผู้พาเข้าถ้ำกลายเป็นปลาบึกยักษ์ไปเสียแล้ว แล้วชาวประมงก็พาเณรมาส่งที่วัด เป็นเรื่องที่เล่าสู่กันฟังเมื่อนานมาแล้ว

                สู่เรื่องเล่าในปัจจุบัน ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าลุงคำสิงห์ เกศศิริ เป็นผู้ค้นพบถ้ำดินเพียงอย่างเป็นทางการ และเป็นหนึ่งในคณะสำรวจถ้ำเพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวผนวกเข้ากับความเชื่อเรื่องพญานาคที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของหนองคาย ปัจจุบันลุงคำสิงห์ยังเป็นหนึ่งในไกด์นำทางเข้าชมถ้ำดินเพียงอีกด้วย พร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับถ้ำแห่งนี้ให้กับนักท่องเที่ยวได้ทราบถึงที่มาที่ไป และความสำคัญของถ้ำ และการที่ลุงคำสิงห์ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับถ้ำนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีที่มาที่น่าสนใจ โดยลุงเล่าประสบการณ์ตรงของตนเองให้ฟังว่า

                เมื่อปี พ.ศ. 2530 ลุงได้เข้ามาถากถางทำไร่ที่นี่ อยู่มาวันหนึ่งก็ได้เห็นสัตว์ป่าเที่ยวออกมาเดินหากิน แต่พอเดินเข้ามาใกล้มันก็ผลุบหายลงหลุมไปทันที พร้อมๆ กับมีค้างคาวบินออกมาจากหลุม ก็เลยนึกเอะใจว่าน่าจะมีถ้ำอยู่ข้างในแน่ๆ จึงได้ชวนพรรคพวกลงไปสำรวจกัน แล้วก็ได้เจอโพรงถ้ำเป็นห้องและคูหามากมาย หลังได้พบถ้ำก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก จนวันหนึ่งได้มาทำไร่แถวนี้อีก และเผลองีบหลับไปแล้วก็ได้ฝันไปว่า มีพญานาคตัวสีเหลืองใหญ่ยาวขึ้นมาจากแม่น้ำโขง บอกให้ลุงช่วยเฝ้าดูแลรักษาถ้ำ เพราะเคยเป็นคนเฝ้าถ้ำแห่งนี้มาก่อนเมื่อชาติที่แล้ว

                ในตอนแรกลุงไม่เชื่อ แต่จากนั้นไม่กี่วันลุงก็เป็นไข้ป่า รักษาหมอปัจจุบันเท่าไหร่ก็ไม่หาย ลุงเลยไปหาหมอนั่งทางใน เขาบอกว่าให้ไปขอขมาพญานาคซะ พอลุงทำตามก็หาย นับจากนั้นลุงเลยมาช่วยดูแลถ้ำ คอยพาคนลงไปเที่ยวชมถ้ำ

                นำสู่ความจริง…รอการพิสูจน์ นับจากที่ลุงคำสิงห์ได้เข้ามาดูแลถ้ำและทำหน้าที่ไกด์ไปด้วย มีอยู่ครั้งหนึ่งได้ร่วมไปกับคณะเดินทางเป็นเวลาถึง 6 วัน พิสูจน์แล้วว่าเส้นทางคดเคี้ยวในถ้ำสามารถนำไปสู่แม่น้ำโขงได้จริง แต่การเดินทางไปยังจุดนั้นยังยากลำบากอยู่ เนื่องจากสภาพภายในถ้ำมีช่องทางคดเคี้ยวเลี้ยวลดไปมามากมาย อาจทำให้พลัดหลงได้ง่ายๆ อีกทั้งขนาดของเส้นทางก็แคบมาก ไม่สามารถยืนหรือเดินเข้าไปแบบธรรมดาได้ จะต้องก้มตัว มุด ลอด หมอบ คลาน ไปตลอดทาง เรียกว่าต้องเคลื่อนที่ไปให้เหมือนกับงูก็ว่าได้

                ปัจจุบันถ้ำดินเพียงเปิดให้เข้าชมทุกวันเป็นระยะทางสั้นๆ ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาทีเท่านั้น ขึ้นอยู่ว่าจะมุดคลานได้เร็วแค่ไหน หรือหากพอมีเวลาและต้องการเที่ยวชมไกลกว่านี้ สามารถแจ้งความประสงค์กับไกด์ได้ ใช้เวลาเดินทางอยู่ที่ประมาณ 2 ชั่วโมง ในส่วนของปากทางเข้าถ้ำคับแคบหน่อย แต่พอมุดเข้าไปได้ ส่วนทางออกจะต้องปีนบันไดขึ้นไป

                หากผู้ใดต้องการพิสูจน์ให้เห็นกับตาและสัมผัสเมืองบาดาลอย่างใกล้ชิด ควรศึกษาเส้นทางภายในถ้ำ และเคารพกติกาอย่างเคร่งครัด อาทิ ก่อนเข้าถ้ำให้จุดธูปขออนุญาตก่อน ห้ามใส่รองเท้าเข้าถ้ำ เข้าถ้ำแล้วห้ามบ้วนน้ำลาย ห้ามปัสสาวะ และห้ามส่งเสียงดัง เป็นต้น รวมถึงทุกคณะต้องมีไกด์นำทาง ห้ามเข้าไปเองโดยเด็ดขาด ซึ่งจุดที่ไกด์นำชมนั้นมีชื่อเรียกว่า “ศาลาพันห้อง” แบ่งออกเป็น 8 ห้อง บางห้องสามารถสักการบูชาอธิษฐานขอพรได้

                ใครตกลงใจว่าไปแน่ๆ อย่าลืมพกหรือสะพายกล้องเข้าไปเก็บภาพภายในถ้ำเด็ดขาด เพราะไม่แน่ว่าท่านอาจเป็นผู้หนึ่งที่ได้ภาพถ่ายติดพญานาคมาโดยบังเอิญก็ได้

*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

/

เรื่องโดย. ทิวากร สุวพานิช

ภาพโดย. ทิวากร สุวพานิช, medium.com, listkota.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •