17 ตุลาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

เวลาที่รู้สึกเบื่อหน่าย หรือมีปัญหาในชีวิต มักจะหันหน้าเข้าปฏิบัติธรรม ใช้ธรรมะนำมาปรับปรุงแก้ไข แต่บางคนก็ไม่สามารถที่จะเยียวยาได้…หรือมีบ้างที่ใช้เป็นที่หลบภัยจากการถูกกระทำจากคุณไสยมนต์ดำ…หรือบางที…ซึ่งเราก็คาดไม่ถึงเชียวล่ะ…

ฉันก็เป็นมนุษย์ปุถุชนทั่วไป มีรัก โลภ โกรธ หลง แต่บางครั้งบางเวลาเราก็อยากจะสลัดให้หลุดจากสิ่งเหล่านี้ แม้ไม่ได้มากมายอะไร เพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ที่จิตใจคนเราจะสงบมันก็คงเป็นสิ่งที่ดี…

ฉันเลยมีความคิดที่จะไปปฏิบัติธรรมสักสองสามวันที่วัดหรือสำนักปฏิบัติธรรมที่ไหนสักแห่ง เลยปรึกษาถามพี่ๆ ที่ทำงานที่แกไปบ่อยๆ โดยเฉพาะพี่หน่อง

“พี่หน่อง ฝ้ายอยากไปปฏิบัติธรรมบ้าง ไปที่ไหนดีพี่ ช่วยแนะนำที่พี่ไปบ่อยๆ ก็ได้ค่ะ”

“เธอไปได้เหรอ แล้วสามีล่ะเขาไม่ว่ารึ”

“ไม่หรอกค่ะ เปรยเขาไว้หลายครั้งแล้ว เขาไม่ว่าอะไร ถ้าว่างเขาจะไปบ้างเสียด้วยซ้ำ”

“งั้นดีเลย เธอเตรียมตัวให้พร้อม พี่ว่าจะไปในวันศุกร์เสาร์หน้ากลับวันอาทิตย์ สามวันสองคืนกำลังดี ไปเตรียมตัวได้ถ้าจะไปด้วยกัน”

ฉันแอบตื่นเต้นเพราะเป็นครั้งแรก เราตกลงกันว่าวันเดินทางจะให้สามีของฉันขับรถไปส่ง เพราะเวลากลับเขาต้องไปรับด้วย พอถึงกำหนดวันที่จะต้องไป คืนวันพฤหัสพี่หน่องโทรมาบอกว่า

“ฝ้าย…ขอโทษด้วยนะจ๊ะ พรุ่งนี้พี่คงไปด้วยไม่ได้แล้ว…พอดีญาติเสียเขาเพิ่งโทรมาบอกเมื่อสักครู่นี้เอง ต้องไปช่วยงานศพ พอพี่ไม่ไปเพื่อนพี่ก็เลยไม่ยอมไป ทีแรกพี่จะให้เขาไปกับเธอสองคน งั้นเป็นอันว่าทริปนี้ล้มเลิกไปก่อน หรือถ้าเธอตั้งใจจริงๆ ไปคนเดียวก็ได้ ไม่ต้องกลัว ที่นั่นมีคนไปปฏิบัติเยอะ ส่วนมากเขาก็ไปคนเดียวแล้วไปหาเพื่อนเอา ครั้งแรกพี่ก็ไปคนเดียวเหมือนกัน”

พี่หน่องพูดเสียยืดยาว ฉันได้แต่อือๆ แล้วแกก็วางหูไป ฉันบอกให้สามีฟังเขาพูดว่า

“ถ้าเธอตั้งใจอยากไปก็ไปสิ…ไม่ได้ไกลมาก คนอื่นเขาก็ไปกันเยอะ นี่ถ้าผมว่างไม่ติดงานวันเสาร์ผมก็อยากไปด้วยนะ”

ฉันเลยตัดสินใจว่า เอาไงเอากัน เราไปทำความดีถือศีล ทำไมเราต้องติดเพื่อนด้วย รุ่งขึ้นวันศุกร์ให้สามีไปส่งที่สำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้ พอไปถึงเห็นคนแต่งชุดขาวเดินกันขวักไขว่ คงเป็นช่วงพักรับประทานอาหาร ฉันรีบเข้าไปหาแม่ชี ซึ่งเขาพาไปลงทะเบียน เพื่อขอเข้าที่พักและแจ้งว่าจะมากี่วัน เตรียมตัวปฏิบัติธรรมใส่ชุดขาวและรับศีล 8 แล้วแม่ชีที่ดูแลก็พาไปหาที่พักซึ่งเป็นเรือนนอน ปรากฏว่าเต็มเพราะมีผู้มาปฏิบัติมาก

“อ้อ…ยังมีเหลืออีกที่หนึ่ง แม่ชีจะพาไปดู หลังนี้เขาอยู่คนเดียว เธอน่าจะอยู่ได้ไปดูก่อนนะ”

แล้วแม่ชีก็พาไปห้องหนึ่ง ห้องนั้นมีเสื่อปูอยู่กับกระเป๋าข้าวของเครื่องใช้ แต่ยังไม่เจอเจ้าของที่นอนตรงนั้น คงอยู่ข้างล่าง แม่ชีก็เลยพาฉันไปอีกหลังติดกัน ซึ่งเป็นที่ที่แม่ชีอยู่

“เธอจะนอนกับแม่ชี หรือจะนอนที่เรือนนั้นก็ได้นะว่าไง”

ใช้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้น

ฉันคิดว่า ถ้านอนกับแม่ชีคงไม่สะดวก ขอนอนกับคนที่ปฏิบัติด้วยกันดีกว่า ซึ่งได้บอกแม่ชีไปท่านก็ไม่ว่าอะไร ให้ฉันเอาของไปเก็บที่ห้องนั้นได้ คนเก่านอนอยู่ด้านในสุดของห้อง ซึ่งห้องไม่ได้กว้างนอนได้แค่สามสี่คน ฉันเลยเลือกนอนที่ติดประตู เพราะเป็นคนขี้ร้อน จะมีระยะที่ห่างกันพอสมควร หลังจากนั้นก็ตามแม่ชีลงไปปฏิบัติภารกิจของการปฏิบัติธรรมร่วมกับทุกคน

จนได้เวลาอาบน้ำเข้านอน ฉันจึงได้เจอกับคนที่อยู่ในห้อง เลยทักทายตีสนิทด้วย เขาเป็นผู้หญิงรูปร่างไม่อ้วนไม่ผอม ผิวคล้ำหน่อยหน้าตาเฉยเมยไม่สบตา ไม่มองแม้ตอนที่ฉันเดินเข้ามา

“พี่คะ…พี่…มาได้กี่วันแล้วคะ…ฝ้ายเพิ่งมาครั้งแรก”

ไม่มีเสียงตอบ เขาทำเหมือนไม่ได้ยินและไม่สนใจ ฉันยังตื๊ออีก หรือเขาอาจจะคิดว่า ฉันมาทำลายความเป็นส่วนตัวของเขาหรือเปล่า

“พี่คะ…พี่มาจากที่ไหนคะ ฝ้ายมาจากกรุงเทพฯ และนี่ก็เป็นครั้งแรกของฝ้ายเลยนะคะ”

เขายังนั่งรื้อข้าวของในกระเป๋า ฉันเลยเดินเข้าไปแต่ไม่ได้ใกล้มาก เขาถึงได้แหงนหน้ามองฉัน…หน้าตาเขาดูเฉยๆ ดุๆ นิ่งๆ

“พี่จะนอนแล้วเหรอคะ… เออ…ฝ้ายขอถามอีกหน่อย พี่ชื่ออะไรคะ…คือจะได้เรียกถูก”

“จัน…จันดา”

เขายอมเปิดปากพูดแล้ว แต่น้ำเสียงก็กระด้างๆ ฉันเลยรุกต่อ

“จันดา…ชื่อแปลกเพราะดีค่ะ แล้วพี่…พี่จันมาปฏิบัติกี่วันแล้วคะ ของฝ้ายก็สามวันสองคืน”

“ฉันมาอยู่ที่นี่จะเป็นเดือนแล้ว…ฉันอยู่บ้านไม่ได้หรอก เขาไม่ให้อยู่”

“อ้าวทำไมล่ะคะ…แฟนพี่เหรอคะ”

“ลูกกับผัวฉันไม่ว่าอะไรหรอก แต่ฉันอยู่ไม่ได้… ต้องอยู่ตามวัด…แล้ววัดอื่นก็อยู่ไม่ได้ อยู่ได้แต่ที่นี่…”

พี่จันเริ่มเปิดปากคุยขึ้นบ้างแล้ว ซึ่งดูท่าทีแกเป็นมิตรมากขึ้น หลังจากนั้นเราก็แยกย้ายกันนอนคนละมุม หลับสบายดี จนตีสามต้องลุกขึ้นมาเตรียมตัวเพื่อที่จะทำภารกิจของการปฏิบัติธรรม

ใช้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้น

วันนั้นทั้งวัน พอถึงช่วงเวลาพัก เราก็จะไปช่วยแม่ชีทำงาน แล้วแต่แม่ชีจะสั่ง ทำให้ฉันได้เพื่อนใหม่อีกหลายคน แต่พี่จันแกจะไม่สุงสิงหรือเข้ากลุ่มกับใครเลย กินข้าวก็จะกินคนเดียว ทำอะไรคนเดียวอยู่ห่างๆ จากคนอื่นไม่พูดไม่คุย ก้มหน้าก้มตา ฉันรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้คงมีอะไรในใจแน่ๆ

จนกระทั่งได้เวลากลับเข้าที่พัก หลังจากอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ฉันก็เตรียมตัวจะนอนชวนพี่จันแกคุยนิดหน่อย แล้วอยู่ๆ แม่ชีก็พาผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในห้อง เนื้อตัวหัวหูเหมือนไปเปียกฝนมาจากที่ไหน

“อยู่ที่นี่แล้วกันนะ…นอนสบายๆ สามคน”

พอแม่ชีออกไป ผู้หญิงคนที่เข้ามาใหม่พูดขึ้นทันที

“ดูสิมาไม่ทันติดฝน…ทีแรกหลวงพ่อจะให้มาใหม่พรุ่งนี้ เลยบอกท่านว่าจะให้กลับไปแล้วมาใหม่มันลำบาก ขออยู่ที่นี่คืนนี้เลยแล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยทำพิธีบวชถือศีล 8…ดูสิเนื้อตัวเปียกไปหมด”

แกพูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด พลางหยิบผ้ามาเช็ดเนื้อตัว

“แล้วจะให้นอนตรงไหน เธอสองคนนอนตรงนั้นเหรอ งั้นฉันนอนตรงกลางนี่แล้วกัน แล้วนี่มาบวชกันกี่วัน”

แกพูดถามอะไรต่ออะไร ฉันก็ตอบนะคะ แต่พี่จันดูท่าจะไม่ค่อยชอบคนที่เข้ามาใหม่ เพราะพี่จันไม่มองไม่ตอบไม่พูดด้วยเลย แกบอกว่าแกชื่อยุรี ให้เรียกแกว่ายุก็ได้ แล้วแกก็ล้มตัวลงนอนบนเสื่อ…แกใส่เสื้อสีขาวนุ่งกางเกงยีนกับกระเป๋าอีกสองใบ พอล้มตัวลงนอน แกตะแคงหันมาทางฉัน พี่ยุก็ยังชวนพูดคุยถามนั่นนี่ต่อไปเรื่อย ฉันชะเง้อดูพี่จันนอนตะแคงหันหน้าไปทางข้างฝา หันหลังให้เราสองคนนอนนิ่ง…สักพักก็ต่างคนต่างหลับไป

ปั๊ก…ปั๊ก…ครืนๆๆ…ปึงงง…ปึงง…

เสียงเหมือนคนกำลังดิ้นทุรนทุรายทำเอาฉันตื่น และสิ่งที่ฉันมองเห็น ก็คือพี่ยุรีแกกำลังนอนดิ้นไปดิ้นมา มือของแกจับอยู่ที่ลำคอตัวเองแล้วก็ดิ้น สองเท้ากระแทกพื้นดังปังๆ ฉันรีบดีดตัวลุกขึ้น ถลาเข้าไปหาพี่ยุทันที

“พี่ยุ…พี่…พี่ยุ…ตื่นค่ะ…ตื่นๆๆ พี่ยุฝันร้ายเหรอคะ…”

ใช้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้น

ฉันพยายามดึงมือพี่ยุออกจากคอ ได้ยินเสียงเหมือนแกกำลังสวดมนต์พึมพำฟังไม่ชัดแต่ตาไม่ลืม แกคงฝันแน่ๆ เรียกเท่าไหร่แกก็ยังดิ้นทุรนทุราย เอามือป่ายปัดป้องเหมือนกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่าง

จะทำยังไงดี ชะเง้อมองพี่จันแกก็นอนนิ่งหันหลังให้ ฉันหวังว่าแกได้ยินจะมาช่วยกันบ้าง แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย เอาไงดีว่าจะไปตามแม่ชี ก็ห่วงพี่ยุว่าแกจะเป็นอะไร ช่วงนั้นเป็นอะไรที่แย่มากๆ พักใหญ่เหมือนพี่ยุแกสะดุ้งเฮือก แล้วดีดตัวลุกขึ้นนั่ง หน้าตาแกเหลอหลามาก หันไปมองทางพี่จันนอน ทำท่ารนรานเหมือนกลัว ฉันเขย่าตัวแกเรียกให้ได้สติ ซึ่งแกพูดว่า

“ขอบใจนะ…ขอบใจฝ้าย…พี่ได้ยิน…”

แล้วแกก็ไม่พูดอะไรต่อ หันหน้าไปมองแต่ทางพี่จันดา ดูท่าทางพี่ยุหวาดกลัวมากๆ มันเกิดอะไรขึ้น

“ฝ้าย…ขอพี่นอนใกล้ฝ้ายหน่อยนะ…พรุ่งนี้ค่อยคุยกัน”

แล้วพี่ยุก็ลากเสื่อมาใกล้ๆ ต้องมีอะไรแน่ๆ พรุ่งนี้ต้องรู้ให้ได้ ฉันรู้ว่าพี่ยุแกไม่ได้นอนทั้งคืน แกพลิกไปพลิกมา แกคงไม่กล้าที่จะหลับตาแน่ๆ แต่อีกไม่กี่ชั่วโมงพวกเราก็ต้องตื่น

วันรุ่งขึ้น พี่ยุดูสะโหลสะเหลมาก แกโทรมไปเลย แล้วที่เคยพูดเก่งๆ แกเงียบขรึมลงไป ฉันหาจังหวะเข้าไปถาม พี่ยุชวนฉันไปคุยกันสองคน…แต่ฉันเห็นพี่จันแอบมองเราอยู่ ซึ่งพี่ยุเล่าให้ฟังว่า

“ฝ้ายระวังตัวนะ…ยัยจันเป็นปอบ”

ตลกล่ะฉันคิด ปอบมาถือศีลอยู่ในวัดเนี่ยนะ

“เชื่อพี่…เมื่อคืนมันเล่นงานพี่ ปล่อยหมาดำมาขย้ำ มากัดพี่แต่พี่สู้ พี่สวดมนต์ ตอนที่เธอเรียกเขย่าพี่ พี่รู้สึกตัวได้ยินหมด แต่พี่กำลังสู้กับปอบของมันอยู่ พี่เห็นมันสั่งให้หมาดำมาขย้ำพี่แล้วมันก็นั่งดู…เธอไม่เห็นมันแต่พี่เห็น ระวังตัวนะ มันรู้ว่าเรารู้แล้วว่ามันเป็นอะไร”

“แต่หนูนอนกับเขาสองคน คืนวานก็ไม่มีอะไรนะพี่ ไม่เห็นเขามาทำอะไรเลย เพียงแต่เขาไม่ค่อยคุย”

“ไม่ใช่…เธอบวชรับศีลแล้ว เธอบวชเนกขัมมะแล้ว มันทำอะไรเธอไม่ได้ต่างหาก…เธอโชคดีที่พระพุทธคุณคุ้มครอง…แต่พี่ไม่ พี่ยังไม่ได้บวช มันเลยเล่นงานพี่…เชื่อพี่นะฝ้าย แล้วคืนนี้พี่จะย้ายไปนอนกับแม่ชี แล้วเธอล่ะ”

พอดีฉันเหลือบไปเห็นพี่จันดา…ทำทีเดินเข้ามาใกล้ๆ คงอยากรู้ว่าพี่ยุบอกอะไรฉัน…ฉันเห็นสายตาที่คมกริบจนน่ากลัวแล้วก็หลบตาลง…รู้สึกขนลุกขึ้นมาทันที นึกถึงเมื่อคืนที่พี่ยุดิ้น เสียงดังขนาดนั้นเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่ได้ยิน แต่นอนเฉยเหมือนคนใจดำ ที่แท้…จิตเขาออกจากร่างมาทำร้ายพี่ยุนี่เอง

“ฝ้ายมาบวชแค่สองคืนพี่ เย็นๆ สามีฝ้ายก็มารับ แล้วนี่จะมีใครรู้ไหมว่าเขาเป็น…นึกออกแล้วเขาบอกว่าเขาอยู่ที่บ้านไม่ได้…มาอยู่ที่นี่ได้เพราะมีผู้ปฏิบัติธรรม เขาเลยทำร้ายใครไม่ได้ แต่พอเขาคงเห็นพี่ไม่มีเกราะป้องกัน…โอยพี่ ฝ้ายนอนกับเขาสองคนดีนะที่ไม่เป็นอะไร…พุทธัง ธัมมัง สังฆังสาระนัง คัจฉามิ…”

เราคุยกันอีกพักหนึ่ง แล้วต้องไปสวดมนต์ต่อ ซึ่งหลังจากนั้นฉันก็ต้องไปลาพระอาจารย์เพื่อกลับบ้าน โดยจะมีเจ้าหน้าที่นำดอกไม้ธูป เทียน เพื่อทำพิธีลาศีลและขอขมาพระรัตนตรัยเป็นอันเสร็จพิธี…

ตอนแฟนไปรับ เห็นพี่จันดาแอบดูฉันด้วยสายตาที่บอกไม่ถูก ฉันกลับมาเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้สามีและแม่ฟัง แม่บอกว่า

เป็นความโชคดีของฉันแล้วที่พระพุทธคุณรักษา ไม่งั้นอาจจะแย่เพราะนี่เป็นครั้งแรก และฉันก็ยังสวดมนต์ไม่คล่อง แต่ฉันคิดว่าใจที่แน่วแน่ในการทำความดี คุณพระคุณเจ้าย่อมคุ้มครอง และฉันก็ตั้งใจว่าจะไปปฏิบัติธรรมอีกถ้ามีโอกาส เพราะหลังจากที่ไปถือศีล ชีวิตฉันก็ดีขึ้นทั้งหน้าที่การงาน และความเป็นอยู่ที่คล่องตัว มีครอบครัวที่ดี…นี่ก็คือโชคของฉันแล้วค่ะ

เรื่องโดย. กฤตยา

ภาพโดย. กฤตยา, www.sites.google.com, www.daveasprey.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •