17 ตุลาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

เมื่อไม่นานที่ผ่านมา ผู้เขียนเดินทางไปงานศพของคุณอา น้องชายของคุณพ่อซึ่งท่านจากโลกนี้ไปด้วยวัยชรา อายุ 83 ปี ระหว่างงานศพมีเรื่องเล่าระหว่างญาติพี่น้องที่นานๆ ได้มาพบเจอกันสักครั้ง ซึ่งลางสังหรณ์ก่อนคุณอาจะเสียชีวิต ได้มีเหตุมาเตือนรวม 7 วัน 7 คืน โดยมีวรรณ บุตรสาวของคุณอาเป็นผู้เล่า

“หลังจากที่พ่อเกษียณราชการที่การรถไฟ ตัวของพ่อเริ่มป่วยกระเสาะกระแสะ เข้าข่ายที่ว่าเช้าปวดหัว เย็นปวดหัว ปวดตามเนื้อตัว แต่ตอนนั้นพ่อก็รักษาตัวนะคะ…เข้าออกโรงพยาบาลตลอด ส่วนอาการเจ็บป่วยของพ่อนั้น อาการยังคงทรงๆ ทรุดๆ อยู่อย่างนั้น ทางออกสุดท้ายคือตัวของหนูนี่ล่ะค่ะที่ต้องพาพ่อไปหาร่างทรง ซึ่งร่างทรงคนนี้เป็นคนเก่าแก่อายุจะ 90 ปีแล้ว เป็นผู้หญิง ปกติคุณยายจะไม่ค่อยรับทรงนัก แต่จัดงานปีทุกปี

เมื่อคุณพ่อไปถึงบ้านร่างทรง ซึ่งตอนนั้นมีคนในบ้านรวม 4 คน คือตัวยายร่างทรง ลูกสาวของยาย และตัวพ่อ ตัวหนู แต่ภายในเรือนซึ่งตอนนั้นที่เป็นเรือนไม้ยกสูง มันเหมือนมีเสียงเดินย่ำเท้านับสิบคนบ้าง ได้ยินเป็นเสียงเดินบ้าง ได้ยินเสียงกระโดดโลดเต้นบ้าง เมื่อคุณยายนั่งประทับทรงได้ทักคุณพ่อว่า

ใช้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้น

จากที่ทำงานเป็นนายสถานีการรถไฟ ความที่คุณพ่อเป็นคนจิตใจดี เวลากิน เวลานอนก็มักเรียกผีตามรางรถไฟ ผีตายห่าตายโหงทั่วบริเวณให้มาอยู่มากินด้วยกัน ซึ่งก็เป็นความจริงค่ะ ที่คุณพ่อทำตลอดการเป็นนายสถานีคือก่อนกินข้าวตักข้าวใส่ปาก ท่านจะเรียกผีให้มากิน และก่อนนอนก็จะแผ่เมตตาให้ผีในบริเวณที่พ่อเป็นนายสถานีดูแล ขอให้เขาอยู่เย็นเป็นสุข ก็ประมาณนี้ค่ะ”

ซึ่งวรรณเองก็แปลกใจที่ร่างทรงรู้ได้อย่างไรในกิจวัตรประจำวันของพ่อ ส่วนสาเหตุที่พ่อป่วย ก็เพราะผีได้ติดตามเกาะมา และทำให้พ่อเจ็บป่วย ซึ่งตัวของพ่อคิดว่าเมื่อพ้นจากหน้าที่ตรงนั้นแล้ว ภาระคนกับผีก็จบกัน หากคนจบ แต่ผีไม่จบ! เมื่อหิวแล้วพาล ทำให้พ่อเจ็บไข้ได้ป่วย

เมื่อหนูถามว่าต้องแก้ไขอย่างไร อายุพ่อเพิ่ง 60 กว่าๆ แต่ต้องมานั่งโอย ลุกโอยเหมือนคนแก่อายุ 80 – 90 ปี รู้สึกสงสารพ่อมากๆ สุดท้ายคุณยายร่างทรงแนะนำให้ตัวพ่อนั้นรับขันธ์ 5 หรือขันธ์ 9 ต่อจากคุณยาย และยายได้พูดตรงๆว่า

“ต้องให้ผีชั้นสูงไล่ผีชั้นเลว ไม่อย่างนั้นพวกมันกินพ่อเอ็งแน่…ไม่เกินพรรษาหน้าเป็นต้องได้ขึ้นเมรุ”

จำได้ว่าตอนนั้นหนูตัดสินใจแทนพ่อ คือต้องรับขันธ์ เพราะไม่มีทางเลือก เสียค่าครู ค่าทุกอย่าง เบ็ดเสร็จ 109 บาทค่ะ นี่รวมค่าบายศรีที่คุณยายเอามาให้พ่อบูชาที่บ้านด้วยนะคะ

เป็นเรื่องที่น่าแปลก อาการของพ่อดีวันดีคืนจริงๆ เหมือนใช้ผีชั้นสูงรักษาตัว ไล่ผีชั้นเลวออกไปไกลตัวคุณพ่อจริงๆ! ซึ่งไม่ถึงเดือนดี ที่คุณพ่อหายป่วย กลับมาแข็งแรงกระฉับกระเฉงเหมือนเดิม

น้องวรรณได้เล่าไปเรื่อยๆ “หากครอบครัวเราต้องมาตกใจเพราะวันหนึ่ง ลูกสาวคุณยายได้มาแจ้งข่าวว่าคุณยายเสียแล้ว…ท่านนอนหลับไปเฉยๆ แต่ประการสำคัญคุณยายได้ขอให้คุณพ่อต้องจัดงานปี ไหว้เทวดา ไหว้ครูทุกปีอย่าได้ขาด เพราะครูและเทวดาจะปกปักรักษาดูแลพ่อตลอดไป ซึ่งคุณพ่อท่านได้ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องมาหลายปี ส่วนงานปี…งานบวงสรวงของเจ้าองค์อื่นๆ หากเทียบเชิญมาคุณพ่อก็ไปนั่งสวดมนต์ เมื่อกลับถึงบ้าน พ่อจะคุยให้ฟังว่า คนนี้ผีมาเกาะ คนนั้นมีเทวดารักษาดูแลจริง ซึ่งที่ว่าร่างทรงนี้ใช่จะเป็นเทพมาประทับทุกราย มันไม่มีจริงเสมอไปหรอกค่ะ

เมื่อก่อนที่พ่อจะล้มป่วย พ่อเปรยให้ลูกๆ ฟังว่า ตอนนี้ไม่อยากมีชีวิตอยู่จนถึง 100 ปีตามที่ขอไว้แล้ว พ่ออยากไปแล้ว รู้สึกเหนื่อยภายใน ไม่อยากฝืนกฎธรรมชาติ หลังจากที่พ่อสั่งเสียกับลูกๆ พ่อก็เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในห้อง มีแมวที่แกเลี้ยงไว้ 1 ตัวอยู่เป็นเพื่อน ชื่อว่าไอ้ล้ง อายุ 3 ขวบ ระหว่างที่หนูเอาข้าวไปให้พ่อกิน พ่อกินแค่คำสองคำ ส่วนไอ้ล้งก็แค่เล็มๆ อาหาร ทั้งที่ปกติแมวตัวผู้จะกินอาหารเก่ง พูดง่ายๆ คือซึมเศร้าทั้งคนทั้งแมวค่ะ

นกแสก (ใช้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้น)

ส่วนลางที่บอกเหตุว่าพ่อจะไปนั้น ปกตินกอีกามันจะไม่บินเข้าบ้านคน แต่มันบินมาเกาะที่หลังคาบ้านเป็นฝูงๆ จะบินมาตอนฟ้าสาง ร้องกาๆ ๆ นานอยู่หลายนาที ก่อนจะพากันบินหายไป ซึ่งฝูงของอีกานั้นมีไม่ต่ำกว่า 20 ตัว”

ผู้เขียนพยักหน้ารับรู้พร้อมขอให้น้องวรรณพูดคุยต่อ

“หากตรงนี้ไม่น่ากลัวเท่าตอนกลางคืน เพราะในตอนกลางคืนทั้งนกแสกและนกฮูกจะบินมาเกาะหลังคาบ้าน ร้องแสกๆๆ วนเวียนอยู่อย่างนี้จนฟ้าสาง เสียงถึงหายไป ตัวหนูเริ่มใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว และคืนที่พ่อจะจากไปมันแปลกตรงที่ว่า จู่ๆ พ่อลุกขึ้นกินอาหารอะไรเองได้ กินบะหมี่เกี๊ยวน้ำถึงสองชุด ส่วนไอ้ล้งแมวที่พ่อรัก มันลุกกินอาหารเองได้อีก หนูยืนดูมันกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ซึ่งใจหนูก็คิด ไอ้ล้งไม่ซึมเศร้าแล้วเดี๋ยวคงได้ออกมานั่งเล่น เดินเล่นพร้อมกับพ่อ

กระทั่งเที่ยงคืน เป็นเสียงเหมือนพ่อพูดคุยกับใคร? คุยกันนานมาก พูดดื่มงึมงำๆ เมื่อไขกุญแจเข้าไปดู พ่อพูดกับหนูว่า… “พ่อกำลังต่อรองกับเทวดา คือถ้าพ่อตาย พ่อขอพาไอ้ล้งไปอยู่เป็นเพื่อนได้มั้ย”

หนูเองนึกสนุกเลยถามกลับไป “แล้วเทวดาตอบพ่ออย่างไรล่ะ” เทวดาตอบพ่อว่า “ได้เลย ได้เลย” จำได้ว่าใบหน้าของพ่อนั้นพูดคุยยิ้มแย้มดีมาก ไม่ซึมเศร้าเหมือนวันก่อนๆ ส่วนไอ้ล้งก็เหมือนกัน คืนนี้มันกระโดดโลดเต้น ยอมรับค่ะว่าหนูออกจากห้องพ่อมาอย่างสบายใจกว่าทุกวัน

ส่วนเสียงนกแสกอะไรก็เงียบกริบ…บรรยากาศคืนนั้นมันเงียบแบบเฉียบพลันไปเลยค่ะ

กระทั่งเช้าวันใหม่…เก้าโมงแล้ว หนูถึงไขกุญแจเข้าไปดูพ่อตามปกติ ตั้งใจจะถามว่าทำไมพากันตื่นสายจังทั้งคนทั้งแมว เพราะไอ้ล้งจะนอนอยู่ในอ้อมแขนของพ่อทุกคืน แต่ภาพแรกที่เห็นคือพ่อนอนกอดแมวตามปกติ ผิดแต่กลิ่นถ่ายหนัก หรือกลิ่นอึมันเหม็นคลุ้งเต็มห้อง กลิ่นนี้ตลบอบอวลไปเลย

เมื่อเรียกพ่อ พ่อก็เงียบ ไอ้ล้งก็นอนนิ่ง…เมื่อจับตัวพ่อ อ้าว…เนื่อตัวแข็งแล้ว ส่วนไอ้ล้งก็ตัวแข็งทื่อ พอรู้ว่าพ่อเสีย…จึงโทร.หาญาติพี่น้องที่อยู่ใกล้ๆ กันให้ตามมูลนิธิ ตามหมอ ตามตำรวจ เพราะหนูก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ทั้งที่พอทำใจไว้บ้างแล้ว

เมื่อหมอชันสูตรพลิกศพ พ่อจากไปด้วยอาการหัวใจล้มเหลว มีอาการธาตุไฟแตก ทั้งอึ ทั้งฉี่เรี่ยราดเต็มที่นอน ส่วนไอ้ล้งก็อึแตกฉี่แตกคาก้น คาตัวมัน อาการเดียวกันกับพ่อ ช่างแปลกมั้ยล่ะคะ? มันเหมือนกับที่พ่อได้บอกไว้เมื่อคืนวาน…ว่าพ่อขอเทวดาจะเอาไอ้ล้งไปอยู่ด้วย แล้วพ่อก็พามันไปจริงๆ”

ญาติพี่น้องที่นั่งรับฟัง วรรณเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณอาตามมาด้วยคำถาม

แล้วหิ้งที่บูชาครูบายศรีขันธ์ 5 ขันธ์ 9 ตกลงวรรณจะทำอย่างไร ซึ่งน้องวรรณตอบโดยภาพรวมว่า วันที่ฌาปนกิจร่างคุณพ่อ น้องจะนำเอาข้าวของต่างๆ ไปเผารวมกับร่างคุณพ่อด้วย เนื่องจากไม่มีใครปรารถนาที่จะรับช่วงตรงนี้ต่อไป แล้วจะทำบุญอุทิศตามไปให้ไม่ขาด” น้องวรรณยืนยัน

ทั้งนี้ก่อนที่ผู้เขียนจะจุดประกายความคิดที่ใคร่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะเนื่องจากน้องวรรณได้โทรศัพท์มาพูดคุยด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น

ใช้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้น

“พี่คะ วันนี้ครบ 8 วันที่พ่อได้จากไป แต่ตอนนี้เหมือนพ่อยังอยู่ในห้อง และแมวคือไอ้ล้งก็ไม่ได้ไปไหนเหมือนกันค่ะ?”

เมื่อฟังแล้วได้แต่อ้าปากค้างอยู่อย่างนั้น

“เป็นไปได้ยังไงน้องวรรณ”

“ก็เมื่อคืนน่ะสิคะ…ทั้งที่ห้องล็อกกุญแจแล้ว ไม่มีใครเข้าไปได้ แต่หนูได้ยินเสียงพ่อ ได้ยินเสียงแมวร้อง เมื่อตัดสินใจไขกุญแจเข้าไปดู ทั้งที่หมอนมุ้งนั้นตลบยับยู่ยี่…สาบานได้ ทุกอย่างหนูเก็บเข้าที่เข้าทางเรียบร้อยค่ะ หากสภาพในห้องและกลิ่นเหมือนมีพ่ออยู่อาศัยกับแมวจริงๆ ค่ะ” ครั้นพอไปเล่าให้อาๆ น้าๆ ที่อยู่ละแวกบ้านเดียวกัน แกย้อนถามหนู

“อ้าวไอ้วรรณ เอ็งเพิ่งรู้รึว่าพ่อเอ็งไม่ได้ไปไหน…ตายแล้วยังอยู่ เห็นเดินอุ้มแมวอยู่รอบระเบียงทั้งกลางวันกลางคืน”

หนูเองก็แปลกใจ ที่ปกติพ่อเพิ่งเผาไป แทนที่พี่ ป้า น้า อาจะต้องมาพูดมาคุยอยู่เป็นเพื่อน แต่นี่เงียบกริบเลยค่ะ ทั้งที่แกรู้ว่าหนูอยู่ตามลำพัง

“หนูจะทำยังไงดีคะพี่ คิดไม่ออกจริงๆ?”

ยอมรับว่าผู้เขียนตีบตันในปัญหา เนื่องจากในเมื่อวิญญาณยังไม่อยากจะไป เพราะเป็นบ้านของท่าน แล้วจะให้ทำอย่างไร ถ้าให้ขับไล่ก็เป็นบาปแก่ลูกหลานอีกนั่นล่ะ…จึงสรุปให้น้องวรรณฟัง

“ก็อยู่กันไปอย่างนี้ล่ะน้องวรรณ…เพราะพ่อเค้าเคยบอกกับน้องไม่ใช่หรือ ว่าจะอยู่สัก 100 ปี อาคงเคยสัญญากับสิ่งไหนไว้ก็คงต้องอยู่จนครบ 100 ปีนั่นล่ะ” ผู้เขียนให้คำตอบจากใจ

น้องวรรณถอนหายใจเฮือกใหญ่ “คงต้องเป็นอย่างนั้นกระมังคะ” เธอพูดอย่างปลงๆ

“ พ่อนะพ่อไม่ยอมไปไหนจริงๆ?”

เรื่องโดย. รุ่งรัตน์

ภาพโดย. www.jooinn.com, www.shutterstock.com, www.longislandpress.com, www.sarakadee.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •