17 ตุลาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

จากความบังเอิญที่ได้พบเพื่อนเก่าท่านหนึ่ง หลังจากที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานานร่วม 20 ปี ขอเรียกชื่อเขาว่า ยศ

ทั้งนี้เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ยศมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการของธนาคารแห่งหนึ่ง ทว่ามาวันนี้ ฉันพบว่ายศได้มานั่งขายขนมหวานใส่ถุงที่บริเวณเชิงบันไดหน้าไปรษณีย์ ซึ่งวันนั้นถ้ายศไม่ทักทายเรียกชื่อจริงฉันก่อน ฉันคงจำเขาไม่ได้แน่นอน ด้วยเนื่องจากภาพผู้ชายร่างสันทัด มีผิวสีขาว กิริยาท่าทางสุภาพ สวมเสื้อคอปิด ผูกเนกไทตลอดเวลาที่อยู่ในธนาคาร มาวันนี้เพื่อนสวมรองเท้าแตะ นุ่งกางเกงขาสั้น มีตะกร้ารอบข้าง 2-3 ใบเพื่อใส่ขนมหลายสิบถุง เกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนที่ชื่อสมยศนั้นเล่า…

เมื่อได้จัดการธุระในที่ทำงานไปรษณีย์แล้วเสร็จ ให้อดออกมานั่งคุยถามสารทุกข์สุกดิบกับเพื่อนเสียไม่ได้ ซึ่งทั้งสมยศและคุณปราณีภรรยาเขานั้นสนิทกับฉันมาก

เมื่อถามสมยศในประโยคแรก “คุณลาออกจากงานนานแล้วหรือยศ?” เขาตอบว่า ไม่ได้ลาออก แต่ถูกเชิญให้ออก เพราะดันไปทุจริตยักยอกเงินของลูกค้าประจำเป็นเงินหลายล้านบาท ซึ่งเรื่องดังกล่าวยังลงข่าวหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ซึ่งตัวเขาก็ได้ไปรับโทษในเรือนจำนานถึง 3 ปี

“ที่ผมพูดนี่คือเรื่องจริงครับ ใครถามผมก็บอกความจริง เพราะบางคนเขาจำเราได้ เคยเจอที่ในแบงก์ บางคนเห็นเราพูดจาดี ดูมีการศึกษาก็ถาม ดูลุงมีความรู้ ทำไมถึงต้องมานั่งขายขนมที่ตีนบันไดไปรษณีย์อย่างนี้ ผมก็บอกครับๆ เพราะไม่เสียค่าที่ ค่าแผง ส่วนขนมนั้นก็เป็นฝีมือของปราณีเขาทำ ลูกผู้ดีเก่าไม่น่าจะมีชีวิตตกระกำลำบากเอาตอนอายุ 50-60 ปีเลย” เมื่อเอ่ยถึงภรรยา น้ำเสียงของคุณยศฟังแล้วทอดอาลัยนิดๆ “เป็นเพราะความโลภแท้ๆ ที่พาครอบครัวล่มจม!”

สมยศเล่าย้อนอดีตว่า เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ขณะที่ยังอยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการ เขาแอบยักยอก เงินจากลูกค้าสูงวัยรายหนึ่ง ที่นานๆ อาม่าท่านจะให้ลูกหลานมาดูบัญชีที่ธนาคารของตนสักครั้ง ส่วนการฝากเงินของอาม่า บางครั้งก็โทร.ตามให้สมยศไปรับเงินสดที่บ้าน เรียกว่าสนิทสนมกันมานานนับสิบปี

“ถ้าถามถึงสาเหตุที่ผมทำลงไป คงเป็นความโลภล้วนๆ ครับ คืออยากให้ลูกชายคนเดียวที่ใกล้ เรียนจบมหาวิทยาลัยมีรถเก๋งขับ อยากให้ภรรยามีการเงินทัดหน้าเทียมญาติพี่น้อง เนื่องจากก่อนที่เธอจะมาสมรสกับผม ก็ถูกบรรดาพี่ๆ น้องๆ พูดจาปรามาสไว้ว่าไอ้ตำแหน่งที่ผมอยู่น่ะ เป็นแค่หัวโขน วันๆ จับแต่เงินชาวบ้าน ไม่ได้รวยอย่างที่คนเขาคิดหรอก ซึ่งมันก็เป็นความจริง ผมทำทุกอย่างก็เพื่อลูกและเมีย

หากลืมไปว่า เงินที่แอบยักยอกออกจากบัญชีอาม่ามาเรื่อยๆ นั้น พอเรื่องแตก…ผมกับลูกน้องอีกหนึ่งคนถูกจับได้ นั่นล่ะคุณ…จากคำอวยพรทุกครั้งที่เจอหน้า หลังจากนั้นทุกวินาทีเต็มไปด้วยคำสาปแช่ง แม้กระทั่งตัวผมถูกคุมขังที่ในเรือนจำ อาม่ายังอุตส่าห์ให้ลูกหลานเขียนจดหมายตามไปด่าถึงในคุก! ซึ่งแกเน้นใจความว่า…ขอให้ครอบครัวผมฉิบหาย ทำอะไรไม่เจริญ พบแต่ความวิบัติ! สารพัด ตามอารมณ์ของคนแก่ที่ให้ลูกหลานเขียนส่งไปครับ”

…คุณยศนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ จนฉันบอกคุยไปเถิด เพื่อให้สบายใจ ยังไงเดี๋ยวจะเหมาขนมในส่วนหนึ่งเอง ไม่ต้องกังวล…

“ซึ่งช่วงที่ถูกคุมขัง ผมยังไม่มีความทุกข์อะไรสักเท่าไร เพราะยังมีเงินของอาม่าที่ผมยักยอกไว้ เหลือเป็นเงินสดอีกราว 7 ล้านบาท อยู่แบบไม่ทุกข์ไม่ยาก คิดอยู่อย่างเดียว ‘ไว้ให้กูออกได้ก่อนเถิด ค่อย ใช้เงินให้หนำใจทีเดียว’ ส่วนลูกชาย…ปีนั้นเขาเรียนจบพอดี ผมขอให้ลูกชายเปลี่ยนนามสกุลไปใช้ของแม่เขา เพื่อเป็นใบเบิกทางไปหางานทำ และลูกชายก็ได้งานทำทันที เป็นองค์กรระดับประเทศ พูดง่ายๆ ผมสบายเมื่อออกจากคุกมา” ทว่าคำพูดในประโยคท้ายของสมยศ ช่างขัดกับสีหน้าที่อมทุกข์ของเขาในตอนนี้

“หากเมื่อผมพ้นโทษออกมา พูดคุยกับลูกชายไม่ถึงอาทิตย์ เขาก็จากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ เสียชีวิตคาที่! ซึ่งรถคันนี้ก็นั่นล่ะครับ เป็นเงินที่ยักยอกลูกค้ามา กลายเป็นว่าผมออกจากเรือนจำ ตั้งใจจะไปทำบุญ กลับกลายเป็นต้องมาจัดงานศพให้ลูกชายแท้ๆ ครับ” คุณยศปล่อยน้ำตาไหลพรากออกมา

“แต่ที่หนักไปกว่านั้น คุณปราณีได้ป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก ต้องผ่าตัดสมอง กะโหลกหายไปหนึ่งซีก แต่ความที่เธอนั้นรักผม เมื่อลืมตาตื่นฟื้นพอจำความได้ ญาติๆ จะรับตัวไปอยู่ด้วย แต่เธอไม่ยอม ขอลำบากอยู่กับผม ซึ่งผมก็นำเอาเงินที่ซุกซ่อนแอบยักยอกนั่นมารักษาเมียจนอาการดีขึ้นตามลำดับ แต่กว่าจะหายแทบเป็นปกติ เงินก้อนนั้นหมดพอดีครับ มันช่างสมกับคำที่อาม่าเจ้าของเงินได้สาปแช่ง คือขอให้ครอบครัวผมฉิบหาย พบแต่ความวิบัตินั่นล่ะครับ

มาวันนี้รู้ซึ้งเลยทีเดียว เวรกรรมมีอยู่จริง โดยเฉพาะเรื่องการเงิน หากเจ้าหนี้เขาไม่ยอมยกโทษ ยกเงิน อโหสิกรรมให้เราก่อนที่เขาตายล่ะก็ อย่าหวังเลยว่าตัวลูกหนี้จะมีความสุข ที่กล้าพูดเพราะเจอกับครอบครัวตัวเองไงคุณ มาจนทุกวันนี้ ใครมาถามผม ถามถึงชีวิตอดีตเป็นมาอย่างไร ผมเล่าให้เขาฟังหมด คิดเสียว่าเป็นวิทยาทาน เป็นการทำบุญ ขออโหสิกรรมแก่วิญญาณของอาม่าท่านไปในตัว เพราะปัจจุบันผมได้สำนึกแล้ว ได้ไตร่ตรองแยกแยะในบาปบุญคุณโทษ

หากย้อนวันเวลากลับไปได้ ผมคงไม่ทำชั่ว! ซึ่งที่เขาแช่งเรา เพราะเป็นเงินที่เขาเก็บมาทั้งชีวิต…ลูกๆ คนไหนให้ก็รวบรวมเข้าธนาคาร แต่ผมแอบยักยอกเอาเงินตรงนี้ไปใช้…เป็นใครใครก็โกรธเคืองครับคุณ ยิ่งตอนอาม่าเสียชีวิต มีคนกลับมาเล่าให้ผมฟัง นัยน์ตาแกหลับไม่สนิทครับ ซึ่งก่อนที่แกจะตาย แกยังให้ทอง ให้กำไลหยกกับคนที่ดูแล และอาม่าได้สั่งเสียกับคนดูแลไว้ว่า…ถ้าเจอหน้าผม ทวงได้ทวง เลยเรื่องเงิน เพราะแกไม่ยกให้! เบ็ดเสร็จที่ผมยักยอกไป 8 ล้าน ส่วนลูกน้องอีก 4 ล้าน แต่ตอนนี้ลูกน้องคนดังกล่าวที่หนีรอดไปได้ เขาก็ตายไปแล้ว เป็นโรคเอดส์ตาย ก่อนตายก็อนาถาเหมือนกัน ด้วยเหตุเพราะโรคนี้เมื่อ 15-16 ปีก่อนยังไม่มียารักษา พอรู้ว่าเป็นพี่น้องก็ทอดทิ้ง กรรมอีกเหมือนกันครับ เสียอนาคตเพราะเงินตัวเดียว ทั้งเขา ทั้งผม แต่เขาโชคดีที่ยังไม่มีครอบครัว เมื่อตายก็คือจบ หากตัวผมคือต้องมีลมหายใจอยู่เพื่อชดใช้กรรมไปก่อน พูดไปแล้วก็สงสารเมีย ไม่น่าเลยที่ต้องมาตกระกำลำบากเอาตอนที่ต่างคนต่างอายุมาก”

ฉันเอ่ยปลอบใจคุณยศ คนเรามีความทุกข์กันคนละอย่าง การที่คุณยศคิดได้ คิดแยกแยะดี-ชั่วได้ตอนนี้ นับว่าเป็นกุศลติดตัวแล้ว ทำบุญกุศลคราวใดขอให้ตั้งจิตอธิษฐาน เกิดชาติหน้าฉันใด จะขอหลีก เลี่ยงการคดโกงผู้อื่น ขอให้เกิดเป็นคนที่ดีพร้อมด้วยกาย วาจา ใจ

พร้อมกันนี้เวลาทำบุญจะกี่มากน้อย ขอให้ส่วนหนึ่งอุทิศแก่ดวงวิญญาณของเจ้าหนี้คืออาม่า ที่บัดนี้ได้กลายมาเป็น ‘เจ้ากรรมนายเวร’ ของคุณเต็มตัวแล้ว ขอให้ต่างอโหสิกรรม วิญญาณจะรับรู้หรือไม่ ขอให้ทำไป เพราะอย่างน้อยเราก็สบายใจ ไม่ติดค้างมากนัก

วันนั้นเราจากกันด้วยน้ำตาก็จริง แต่เป็นน้ำตาแห่งความอบอุ่น เพราะคนเรามีสิทธิ์ที่จะผิดพลาดกันได้ เมื่อรู้ตัวให้แก้ไขเพื่อเป็นคนดีสืบไป เทวดาฟ้าดินย่อมเห็นใจ อย่าเพิ่งด่วนหมดแรง ท้อแท้เสียก่อน

**โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

เรื่องโดย. ประทุมทิพย์

ภาพโดย. www.sanook.com, anupghosal.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •