17 ตุลาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

คนเรามีอายุเข้าเลข 5 หรือเลข 6 นำหน้า ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องโรคประจำตัว ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันสูง เบาหวาน โรคหัวใจ เชื่อว่าการบริโภคอาหารแบบคนไทยในยุค 50-60 ปีที่ผ่าน คนไทยหลายคนได้จับจองโรคดังกล่าวไปเสียสิ้นแล้ว

เพื่อนบ้านของผู้เขียนคนหนึ่ง เธอชื่อป้านิด อยู่ในวัย 65 ปี โดยป้านิดนั้นเหมาโรคภัยข้างต้นดังกล่าว แถมตามด้วยโรคหอบ ซึ่งยามที่หอบหนักๆ จนหายใจไม่ทัน แม้ยาพ่นเพื่อขยายหลอดลมก็เอาไม่อยู่ เดือดร้อนถึงบุตรสาวคนเดียวที่ชื่อว่าเมย์ ต้องพาร่างที่อ้วนตุ๊ต๊ะ น้ำหนักเกินร้อยกิโลกรัม พาแม่ขับรถเก๋งไปโรงพยาบาลประจำอำเภอในระยะทางไปกลับ 15 กิโลเมตร ซึ่งอาการของป้านิดเป็นอยู่อย่างนี้หลายปี จนผู้เขียนชินแล้ว หากป้านิดหายหน้าไปสัก 2-3 วัน เป็นอันเดาได้ว่าป้าต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล

ทั้งนี้ก่อนเหตุการณ์สูญเสียของครอบครัวป้านิดจะเกิดขึ้น โดยก่อนหน้าราวสองเดือนที่บ่อน้ำท้ายหมู่บ้านที่อยู่อาศัย ได้มีเด็กชายวัย 10 ขวบสองคนจมน้ำเสียชีวิต น้องคนหนึ่งชื่อว่าพี อีกคนชื่อว่าผอม เป็นเพื่อนสนิทกัน และที่พากันไปเสียชีวิตพร้อมกัน ก็เพราะความที่ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ดื้อรั้น เมื่อพ่อแม่ออกไปทำงานที่โรงงานก็นัดพากันหนีเที่ยว

เรื่องราวความสลดใจจึงบังเกิดขึ้น คราวนี้ด้วยความที่ผู้เขียนกับป้านิดมีความสนิทสนมกันมาก เจอหน้ากันทุกเช้าเป็นได้โม้กันตามประสาผู้สูงวัย หากวันดังกล่าวป้านิดได้กวักมือเรียกผู้เขียนเชิงให้เดินไปหาแกที่รั้วหน้าบ้าน

“เมื่อคืนเธอได้ยินเสียงหมาหอนไหม?” ป้านิดกระซิบถามทัก แหม…ไม่รู้มันเป็นบ้าอะไร หอนได้ลากยาวเป็นชั่วโมงๆ จนไอ้เมย์ลูกสาวตื่นลุกขึ้นมาดู ที่ไหนได้…”

ป้าหยุดหันซ้ายแลขวาก่อนกระซิบเบาๆ พอได้ยิน

“คือไอ้เมย์มันเห็นทั้งเจ้าพีกับเจ้าผอม มันเดินลากไม้เล่น และเอาไม้ไล่แหย่หมาตามประสาของมันในครั้งที่ยังมีชีวิต”

“ว่าแต่เด็กๆ มันตายไปเป็นเดือนแล้วนะป้านิด เมย์มันตาฝาดรึเปล่าจ๊ะป้า?” ผู้เขียนแย้ง

“แต่ฉันว่าไม่หรอก มันเห็นเด็กสองคนนั้นจริงๆ เพราะตอนที่ฉันเดินลงมาดู ไอ้เมย์มันยืนตัวสั่นงันงกที่หน้าต่าง ทำท่าคล้ายจะเป็นลม จนฉันต้องเอาพระมาคล้องคอให้ลูกสาว อาการมันถึงดีขึ้น นี่ถามจริงๆ เหอะ บ้านเธออยู่ที่หัวมุม ไม่ได้ยินเสียงหมาหอน เสียงเด็กลากไม้ วิ่งเล่นไป-มาบ้างหรือ?”

เมื่อตอบไปว่าไม่ได้ยินอะไรหรอกค่ะป้า ที่หลับสลบไสลก็เพราะรับประทานยาไปหลายขนาน ทั้งนี้ป้านิดยังพูดกับผู้เขียนแกมหัวเราะให้ระวังนอนหลับตาย+ไหลตายเอาไว้บ้างก็มี อายุก็ปูนนี้แล้ว ยาตัวไหนกินซ้ำซ้อนกันมาก มันไม่ดีรู้มั้ย

“ดูตัวอย่างฉันสิ กินยามื้อละ 11 เม็ด ไม่รู้ห่าเหวอะไร แต่ก็ต้องกินเพื่อรักษาชีวิต คนเราที่ปากว่าฉันไม่กลัวตาย ฉันไม่กลัวตายนั้นคือคำพูดที่โกหก…กลัวตายกันทุกคนนั่นล่ะ!”

จากนั้นป้านิดสรุปว่า หากน้องเมย์ตื่นก็จะพากันไปทำบุญให้น้องพีและน้องผอมสักหน่อย ยามมีชีวิตอยู่ เด็กคู่นี้จะมาวิ่งเล่นซุกซนอยู่ที่หน้าบ้านผู้เขียนและบ้านป้านิดทุกวัน

วันนั้นตลอดทั้งวันที่ฉันไม่ได้ออกจากบ้านไปไหน ครั้นมาพบป้านิดในรอบที่สองคือรอบค่ำเลย หากภาพที่เห็นคือตัวของป้าได้ซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ของเมย์ เมื่อเห็นจึงร้องถาม

“ป้านิด ไปไหนจ๊ะ”

หากเป็นเมย์ได้ตอบแทนแม่ “แม่หอบอีกแล้วป้า กว่าจะถอยรถเก๋งเข้าออกได้ นั่งซ้อนท้ายมอ’ไซค์ไปนี่ล่ะค่ะ เดี๋ยวหอบ เดี๋ยวหอบ ยาพ่นเอาไม่อยู่แล้ว เสียเวลาจริงๆ” เมย์บ่นกระปอดกระแปด

บ้านหลังนี้มีน้องเมย์อยู่อาศัยกับป้านิดตามลำพังเพียงสองคน ดูแล้วน่าสงสารจริงๆ ในยามเจ็บไข้ได้ป่วย…ซึ่งผู้เขียนนั้นเข้าใจถึงหัวอกน้องเมย์ เพราะการที่คนเราต้องอยู่กับผู้ป่วยทุกวี่วันจะเดินทางไปไหนไกลๆ ก็ไม่ได้ เชื่อว่าน้องเมย์เป็นคนหนึ่งที่มีความเครียดสะสม

หัวค่ำนั้น เมื่อน้องเมย์พาป้านิดซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ลับตาไปแล้ว ใจของผู้เขียนคิด หากป้านิดแกนอนโรงพยาบาลนานหลายวันในรอบนี้ จะไปเฝ้าผลัดเปลี่ยนน้องเมย์สักวันครึ่งวันก็ยังดี

กระทั่ง 4 ทุ่มของคืนวันเดียวกัน เสียงยามในหมู่บ้านตีระฆังรัวๆ ทั้งนี้เนื่องจากได้เวลาเคอร์ฟิวที่รัฐบาลประกาศให้ทุกคนอยู่แต่ในบ้าน ไม่ให้เด็กวัยรุ่นออกมาขับรถแข่งตามซอกซอยเหมือนเก่า…ขณะนั้นฉันเดินออกมาตรวจตรากุญแจรั้วหน้าบ้าน และกลุ่มแมวว่าอยู่ในกรงเรียบร้อยหรือไม่อีกครั้ง

เป็นเมย์ที่เดินเลี้ยวผ่านหัวโค้งบ้านฉันไป จึงร้องถาม

“แม่นอนโรง’บาลใช่มั้ย?”

“ใช่ค่ะป้า รอบนี้อาการหนักกว่าเดิม หนูมาเอารถ มาเอาเอกสารของแม่ที่อยู่ในรถเก๋งอ่ะค่ะ”

“แล้วแม่อยู่ตึกไหนล่ะคะรอบนี้”

“เข้า ICU. ไปแล้วค่ะ หมอบอกว่าอาการ 50/50 เป็นตายเท่ากัน หนูเองเวียนเข้าออกโรงพยาบาลกับแกจวนจะไม่ไหวแล้ว”

“ทำไมหมอพูดแรงจัง” ฉันติติง

จากนั้นเมย์ได้เดินเลี่ยงเข้าบ้านไป ซึ่งใจของฉันตอนนั้นนึกภาวนาอย่าให้ป้านิดเธอเป็นอะไรเลย อายุป้าก็ยังไม่เท่าไร ยังเหลือเวลาให้ทำบุญไปรายงานกับท่านยมบาลได้อีกหลายปี

คืนนั้นที่ฉันเข้านอนได้ส่งความปรารถนาสู่ป้านิด ขอให้ป้ากลับมาหายวันหายคืนเทอญ

จวบจนเช้าของวันใหม่ราวตี 5 ที่ทุกวันฉันต้องมาปล่อยแมวให้ออกจากกรง ได้ยินเสียงคนพูดคุยที่บ้านป้านิด ซึ่งเมื่อชะเง้อรั้วไปดู เห็นชายสูงวัยคนหนึ่ง และชายวัยรุ่นคนหนึ่งพูดคุยกัน จับใจความได้ว่า “เลือกรูปที่ดีที่สุด เอาไปวัด!”

ฉันใจหายวูบ รีบสาวเท้าไปบ้านป้านิดทันที ซึ่งคุณลุงท่านนี้ฉันเคยเห็นเขามาบ้านป้านิด แต่ก็นานๆ ครั้ง

“คุณลุงคะ คือว่า?”

ฉันพูดไม่ออก ได้แต่ยกมือไหว้คุณลุงไปก่อน ยังไม่ทันจะถามเลย เด็กหนุ่มได้อุ้มรูปบานใหญ่ออกมา

“เอารูปนี้ละกันพ่อ…สวยดี”

ซึ่งเมื่อเห็นภาพถ่ายในมือเด็กหนุ่ม ฉันตัวชาดิกเพราะเป็นรูปของน้องเมย์!

รูปนี้ใช้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้น

“เมื่อหัวค่ำหลังจากขี่รถไปส่งแม่ที่โรงพยาบาลเมย์เขาขี่รถแหกโค้งตกคลอง ตำรวจไปเจอเอาตอนเที่ยงคืน…เพราะเห็นรอยลาก เห็นรถจอดล้มที่ข้างทาง…”

ก็คงรีบกลับมาเอาเสื้อผ้าไปนอนเฝ้าแม่เขานั่นล่ะ สบว่าช่วงเคอร์ฟิว คงรีบบิดรถไปหน่อย ลูกสาวผมคงลืมว่าขี่มอเตอร์ไซค์ ไม่ได้ขี่รถยนต์ เนื้อคนหุ้มเหล็กนะครับ? น้ำเสียงคุณลุงเริ่มสั่น

“แต่น้องกลับถึงบ้านแล้วใช่มั้ยคะ เพราะเมื่อคืนยังคุยกันอยู่ตอนสี่ทุ่ม เห็นน้องเดินกลับมาบ่นว่าแม่อาการหนักเข้าห้อง ICU และน้องต้องมาเอาเอกสารของแม่ที่อยู่ในรถเก๋งค่ะ”

“อ้าว…งั้นแสดงว่าที่เจอนั้น เป็นวิญญาณแล้วล่ะครับ ลูกสาวขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกจากโรงพยาบาลตอนสองทุ่มครับ และมาหลุดโค้งที่หน้าวัด บ่อน้ำก็บ่อเล็กๆ ฝนเพิ่งตกไม่น่าตายได้เลย นี่หากแม่มันรู้คงได้ตามไปอีกคน!

ส่วนเมื่อคืนไอ้เมย์มันไปหาน้องชายคนเล็กคนนี้นี่ล่ะ มาตัวเป็นๆ ตอนห้าทุ่ม มาเคาะห้องเรียกน้อง บอกไอ้หนุ่มไปบอกพ่อด้วย แม่นอนโรง’บาล ตอนนี้ไม่มีใคร ให้รีบส่งข่าวด้วย”

มาถึงตรงนี้น้องหนุ่มที่กำลังยืนอุ้มรูปพี่สาวได้เอ่ยแทรกขึ้น

“พี่เมย์มาหาผมเมื่อคืนจริงครับ…ครั้นผมพอจะกลับไปแต่งตัว แป๊บเดียวไม่เห็นพี่เมย์แล้ว เอ๊ะ…มันยังไงกัน ส่วนหมารอบห้องเช่าก็เห่าหอนกันให้เกรียว ผมเลยรีบโทรศัพท์บอกพ่อ ซึ่งตัวของพ่อกับพี่เมย์นั้นเขาไม่ค่อยถูกกันถึงได้มาหาผมให้เป็นสื่อกลาง” น้องหนุ่มบอก

ทั้งนี้ทั้งนั้นปัจจุบันคุณลุงได้อยู่กับภรรยาใหม่นั่นเองค่ะ

ส่วนเช้าวันนั้น ใช่ว่าครอบครัวของป้านิดจะเสียใจต่อการจากไปของน้องเมย์เท่านั้น ซึ่งตัวฉันถึงกับเดินคอตก จิตใจเหี่ยวแห้งเข้าบ้านไป

เนื่องจากตลอดระยะเวลาหลายปี ได้เห็นน้องเมย์ตวาดป้านิดแว้ดๆ อย่างนั้น ในส่วนลึกๆ แล้ว น้องมีความรักต่อมารดามิใช่น้อย แม้ตายไปแล้ว ใจก็ยังห่วงไปส่งข่าวบอกคนใกล้ชิดให้กลับมาดูแลต่อจากเธอ ซึ่งวันนั้นผู้เขียนลืมความกลัวเสียสนิท ว่าในหัวค่ำของวันวานได้เจอะเจอน้องเมย์รูปแบบไหน พูดคุยกันอย่างไร ซึ่งขอเรียนตามตรงว่า…เสมือนได้พูดคุยกับคนอย่างเราๆ นี่ล่ะ ไม่มีสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด หากจะสะกิดใจตรงที่ว่าน้องเมย์นั้นเดินมา แต่ทว่าตรงกันข้ามกับบ้านผู้เขียนนั้นเป็นตู้เติมเงินโทรศัพท์ คิดว่าน้องคงกลับมาจากตู้เติมเงิน

ระหว่างงานพิธีศพที่ป้านิดยังคงนอนรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU. ตามเดิม เป็นน้องหนุ่มได้กลับมาเล่าให้คนในงานฟัง ดังนี้ค่ะ

น้องหนุ่มเล่าว่า “แม่ยังไม่รู้เรื่องพี่เมย์รถคว่ำตกคลอง แต่ตอนที่ได้เข้าเยี่ยมแม่ แม่เล่าให้ผมฟัง เจอพี่เมย์กี่ครั้งก็ชุดเดิม ผมเปียกน้ำอยู่อย่างนั้น เนื้อตัวมันอ้วน คันตายห่า แกบ่นอย่างนี้

เชื่อว่าพี่เมย์คงมาหาแม่ทุกคืนจริง เห็นปากพี่เมย์บ่นดุแม่…แต่แกก็พูดไปอย่างนั้น เพราะอยู่กันแค่สองคน และอยู่แต่กับบ้านและโรงพยาบาล

นี่หากแม่รู้ความจริง แกคงเสียใจมาก…หากแม่ไม่ป่วยหนักในคืนนั้น พี่เมย์คงขับรถเก๋งออกไปส่งตามปกติ”

ทั้งนี้หลายคนในงานเมื่อฟังที่น้องหนุ่มพูด และคูณ หาร บวก ลบในปี พ.ศ.เกิด ซึ่งปี 63 เดือนมีนาคมที่ผ่านมา น้องเมย์มีอายุครบ 35 ปีบริบูรณ์ค่ะ ถือว่าเบญจเพสกำลังเข้ามา เจ้าเกณฑ์ชะตาคงได้มาจองตัว และลางสังหรณ์อีกประการคงจะเป็นก่อนประสบอุบัติเหตุเพียงวันเดียว

น้องเมย์ได้เห็นน้องพี และน้องผอมมาวิ่งเล่นให้เห็นกลางดึก คงอีกสัญญาณเตือนบางอย่างจากอีกภพภูมิ ด้วยปกติทั่วไป น้อยคนจะได้เห็นวิญญาณ ถ้าดวงไม่ตกหรือไม่มีบุญกุศลสูงจริง คงไม่ได้จูนสัมผัสกัน

ส่วนวัดในหมู่บ้านที่ผู้เขียนอยู่อาศัยก็แปลกอยู่อย่าง นั่นคือเจ้าเมรุท่านชอบศพคู่ค่ะ อย่างเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ก็ได้ตั้งสวดอภิธรรมของน้องพี และน้องผอมที่จมน้ำตาย หากว่างเว้นมาเกือบสองเดือนก็มาตั้งสวดงานของน้องเมย์นี่ล่ะ…ส่วนคำถามที่ติดตามมา

ใครจะเป็นคู่ศพรายต่อไป?

*โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ภาพโดย. www.boston.cbslocal.com, www.drjeff.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •