17 ตุลาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

คติความเชื่อคนโบราณ สัตว์ที่เกิดเป็นแมวในชาตินี้ อดีตชาติที่ผ่านมาได้เกิดเป็นเณร และได้กระทำความผิดวินัย จึงได้มาชดใช้กรรมของตนในชาตินี้ การฆ่าแมวจึงเปรียบได้กับการฆ่าเณรหนึ่งรูป ถือเป็นกรรมที่สาหัส

เมื่อผู้เขียนมาลองไตร่ตรองดู เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ย่อมเจอะเจอผู้คนมากมาย หลายหลากหลายเรื่องราว ซึ่งพอจะยืนยันได้ว่า…การทำร้ายแมวหรือฆ่าแมวนั้นถือเป็นกรรมที่หนักหนาเอาการ ทำให้บั้นปลายชีวิตของบุคคลนั้นอยู่อย่างไม่มีความสุข ยกตัวอย่างคนใกล้ตัวของผู้เขียนให้ผู้อ่านไตร่ตรองสักเรื่องสองเรื่อง โดยเรื่องแรกนั้นเกิดขึ้นกับแม่เลี้ยงของผู้เขียนเอง ต้องขอย้อนอดีตกันสักนิด…

ครอบครัวผู้เขียนเกิดขึ้นจากความไม่อบอุ่น มีคุณพ่อเป็นคนเจ้าชู้ จึงทำให้ต้องเลิกรากับคุณแม่ตั้งแต่ผู้เขียนมีอายุได้ 5 ขวบ และเพียงไม่กี่เดือนถัดมา คุณพ่อได้พาภรรยาใหม่เข้าบ้าน ขอเรียกชื่อแม่เลี้ยงว่า น้ารินทร์ นะคะ ซึ่งน้ารินทร์เวลานั้นได้เป็นผู้ที่เลี้ยงดูผู้เขียน ทุบบ้าง ตีบ้าง แต่ถือว่าคุณน้าท่านเป็นคนดีคนหนึ่ง

ส่วนด้านนิสัยใจคอของคุณน้า ถือว่าเป็นคนที่ใจบุญสุนทาน เข้าวัดทุกวันพระ หากสิ่งที่น้ารินทร์นั้นไม่ชอบ มีความเกลียดชังเอามากๆ นั้นคือ เธอเกลียดแมวเป็นที่หนึ่ง เจอะเจอที่ไหนไม่ได้จะต้องใช้ไม้ไล่ตี หรือถ้าหากเจอแมวที่ในครัวก็มักเอาน้ำร้อนไล่สาด แม้ว่าแมวมันจะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำความเดือดร้อนอะไรให้น้ารินทร์เลย?

ละแวกบ้านของผู้เขียนในเวลานั้น เป็นบ้านที่อยู่ต่างจังหวัด มิได้กั้นรั้วกั้นแนวแต่อย่างใด ส่วนใหญ่คนในละแวกนั้นจะเป็นญาติพี่น้องกันหมด…ซึ่งก็เลี้ยงสุนัขบ้าง เลี้ยงแมวบ้างไปตามความชอบใจของแต่ละบ้าน สรุปเป็นอันที่รู้กันว่า หากแมวตัวไหนโผล่หัวมาที่บ้านผู้เขียนโดยที่น้ารินทร์เธออยู่บ้านล่ะก็ ชะตาของเจ้าแมวจะขาดหรือไม่ขึ้นอยู่ที่โชคชะตา วิบากกรรมเก่าละกัน เพราะน้ารินทร์เธอคอยจ้องทุบตีจริงๆ

กระทั่งคราวหนึ่งที่ผู้เขียนอายุราว 12-13 ปี มีแมวท้องแก่มาอาศัยในกระต๊อบที่คุณพ่อใช้เก็บของเก่าอะไรที่ไม่ใช้แล้ว ทุกกลางคืนแม่แมวท้องแก่ต้องออกหากินจับสัตว์เพื่อประทังชีวิตมันและลูกในท้อง และเมื่อเห็นว่ามันยังไม่คลอดลูกสักที ทุกโพล้เพล้ตอนตะวันตกดิน ผู้เขียนจะแอบขยำข้าวกับปลาทูบ้าง ปลาตะเพียนบ้าง เลือกเอาก้างออก แล้วค่อยแอบเดินเลาะไปที่กระต๊อบเก็บของของพ่อ หะแรกแม่แมวคงไม่ไว้ใจฉัน มันเอาแต่วิ่งหนีไปรอบๆ ห้อง ฉันจึงวางจานข้าวเสียตรงนั้น แล้วค่อยย่องเดินกลับ ทว่าอดให้เหลียวหลังแอบดูมันกินข้าวเสียไม่ได้ ซึ่งมันกินอย่างมูมมาม ชนิดที่ว่ากินไปขู่ไปเลยทีเดียว

หลายวันผ่านไป ขณะที่ฉันแอบนำข้าวไปส่งให้มันในมื้อเย็น ไม่ปรากฏได้ยินเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ฉันเริ่มใจเสีย คิดเพียงว่าแม่แมวคงหนีไปคลอดลูกที่อื่น รู้สึกเป็นห่วงและอยากเห็นลูกๆ ของมัน หากพอ 3-4 วันผ่านไปที่ในลังกระดาษเก่าๆ ภาพที่ปรากฏคือ แม่แมวนอนเหลือตัวนิดเดียว เพื่อให้ลูกๆ สามตัวปีนป่ายดูดน้ำนมจากทรวงอก ฉันรู้สึกนึกรักพวกมันขึ้นมาจับใจ หรืออาจเป็นเพราะเราไม่มีพี่หรือมีน้องก็เป็นได้ ต่อมาทุกๆ เย็น ฉันจะเดินนำข้าวผสมปลาทูคลุกขยำมาให้แม่แมวกินเป็นถาดใหญ่ เหตุเพราะลูกๆ สามตัวของมันก็กินเป็น

ต่อมาก็ร้อนถึงพ่อของฉัน…เพราะน้ารินทร์เธอไปฟ้องว่าฉันริเลี้ยงแมว เอาอาหารในครัวแอบไปให้พวกมันกินโดยพลการ หากพ่อไม่ว่าอะไร แถมบอกว่ามันไม่ได้หมดเปลืองอะไรมากนักหรอก เสียอย่างอื่นเสียมากกว่านี้ ซึ่งสิ่งที่พ่อพูดออกไป พ่อคงไม่รู้ว่ามันทำให้น้ารินทร์เคืองใจเป็นอย่างมาก ที่ว่าขัดเคืองใจ ด้วยเหตุผลที่ว่า จู่ๆ เย็นวันนั้นเมื่อรับประทานอาหารเย็นเรียบร้อย น้าแกจัดการเทสำรับกับข้าวทุกอย่างลงถังขยะเสียหมดเป็นอันจบกัน แต่ฉันยังมีความมุมานะ เดินข้ามถนนจากบ้านมาตรงฝั่งวัดที่มีร้านค้าอาหารสดในชุมชน สมัยก่อนถ้าจำไม่ผิด ปลาทูจะมีราคาเข่งละ 2-3 บาทเท่านั้น

ในค่ำวันนั้น ทุกการกระทำของฉันตั้งแต่หิ้วเข่งปลาทูข้ามถนนจากฝั่งวัดกลับมาบ้าน เดินเลาะๆ เข้าบ้าน แอบตักข้าวสวยแล้วมาขยำปลาทู นำมายื่นวางให้ทั้ง 4 ชีวิตกิน ขากลับถึงบ้าน ฉันจำได้ดีว่าน้ารินทร์เธอหาเรื่องทุบตีฉันอีก ยกตัวอย่างว่า ค่ำมืดดึกดื่นออกไปไหนไม่บอก ฉันยืนให้เธอทุบหลังอั่กๆ สองสามครั้ง! ไม่เจ็บกายแต่มันเจ็บที่ใจ ถามตัวเองเราผิดอะไร?

หากบทสรุปก่อนจะเลิกด่า เลิกตีในคืนนั้น คือคำพูดที่ว่า “ถ้าไม่เอาแมวไปปล่อย ฉันจะบอก จะฟ้องพ่อเธอว่าเธอออกไปเที่ยวบ้านเพื่อนตอนกลางคืน จะเอายังไงก็ว่ามา?” จำได้ว่าฉันไม่ตอบ น้ารินทร์ยังพูดทิ้งท้ายให้เจ็บใจอีก คือว่าฉันนั้นดื้อด้านเหมือนแม่ไม่มีผิด กระทั่งรุ่งขึ้นถัดมา…ความที่เรายังเป็นเด็ก มิได้เจ็บแค้นอะไรกับใคร ก็ดำเนินชีวิตตามปกติ หากหกโมงเย็นเมื่อกลับจากโรงเรียนได้เลยแวะไปดูแมวที่กระต๊อบ ปรากฏว่าทั้งแม่แมวและลูกแมวหายไปเกลี้ยงทั้ง 4 ตัว

เมื่อกลับมาถึงบ้าน น้ารินทร์ได้ทำตัวปกติ หากมาสืบรู้ภายหลัง ที่แมวหายไปนั้นเป็นฝีมือของน้าที่ว่าจ้างคนให้เอาแมวกับลูกไปปล่อย ซึ่งคนเล่าคือเพื่อนที่เรียนโรงเรียนเดียวกับฉัน บอกว่าน้ารินทร์ได้จ้างพ่อเขาเป็นจำนวนเงิน 50 บาท เหล้าขาวอีก 1 ขวด เพื่อเอาแมวไปปล่อย เมื่อถามว่าเธอรู้ไหมว่าพ่อเธอเอาไปปล่อยที่ไหน?

เพื่อนตอบว่า “พ่อฉันเอาแมวไปปล่อยที่ไกลๆ หลายกิโลอยู่ เป็นหนทางสลับซับซ้อนเพื่อให้แมวจำทางกลับไม่ได้” มาทราบในภายหลัง ครอบครัวเพื่อนคนนี้ พ่อของเขามีอาชีพรับจ้างปล่อยสุนัขและแมว ทำมาหากินช่องทางนี้โดยตรง

หลังจากที่ได้เรียนจบชั้นประถม 7 ฉันได้เข้ามาเรียนต่อ ม.ศ.1 ในกรุงเทพฯ มาพึ่งใบบุญญาติผู้ใหญ่ข้างแม่ท่านหนึ่งเป็นผู้อุปการะ แต่คุณพ่อก็ช่วยส่งเสียในเรื่องค่าเทอม ค่ากินอยู่ ฉันจึงไม่ได้กลับบ้านที่ต่างจังหวัดบ่อยนัก เฉลี่ยแล้วปีละ 1 ครั้งเท่านั้น หากเมื่อกลับไปก็คงได้รับฟังข่าวคราวว่าแม่เลี้ยงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยเพื่อนบ้านญาติๆ พี่น้องเล่าให้ฟัง เช่น แกจะทำบุญเอาหน้า ชอบช่วยงานบุญ สร้างโบสถ์ สร้างวิหารครั้งละเป็นหมื่นๆ บาท แต่จิตใจโหดร้าย ไม่รักสัตว์ ที่ว่าไม่รักคือแกชอบเบื่อยาหมา แมว! รู้สึกแกรังเกียจสองอย่างนี้เป็นอย่างมาก ทั้งที่มันเป็นสัตว์เลี้ยงที่ซื่อสัตย์ ทำให้เราหายเหงา หายเครียดได้

เมื่อต้นปี พ.ศ.2563 ผู้เขียนได้กลับไปบ้านเดิมหลังนี้ครั้งล่าสุดหลังจากที่คุณพ่อเสียชีวิตมาหลายปี แล้วไม่ได้เดินทางไปเยี่ยมน้ารินทร์เลย มาวันนี้คุณน้ามีอายุ 85 ปี เธออาศัยอยู่บ้านหลังนี้ตามลำพัง การใช้ชีวิตประจำวันคือ จะเปิดโทรทัศน์ไว้ตลอดวันตลอดคืน และจะพูดคุยกับข่าวที่แกดู หัวเราะบ้าง ด่าทอบ้าง เข้าข่ายพูดเองเออเอง

ส่วนญาติพี่น้องทั้งฝั่งพ่อและฝั่งน้ารินทร์ นานหลายปีแล้วที่ไม่ได้ไปมาหาสู่กับน้า หากทุกคนเมื่อพูดคุยกับน้ารินทร์ให้ฉันฟัง ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เป็นคนที่เราไปอยู่ใกล้ๆ แล้วร้อน จะหงุดหงิดอารมณ์ไม่ดี เพราะเหตุน้าพูดจาไม่ดี ชอบว่าคนโน้นคนนี้ให้ฟัง แถมยังมีจิตใจที่ผูกพยาบาทอาฆาต โดยเฉพาะแมว!”

ความที่เป็นคนแก่อยู่ตามลำพัง ครัวเรือนอะไรก็ไม่สะอาดนัก เมื่อมีแมวมาวนเวียนลักขโมยกิน น้าจะใช้ไม้ไล่ตีชนิดที่ว่าเอาตัวเข้าแลก เคยล้มเพราะตีแมวก็หลายครั้ง เกือบเอาชีวิตไม่รอดก็หลายคราว แต่น้าก็ยังใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับสิ่งที่ตนเองเกลียดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เสมือนเป็นบ่วงกรรม อีกยามแก่ชราลูกหลานไม่มีใครดูแล เคยเอาเขาไปทิ้งขว้างอย่างไร ตนเองก็ถูกทิ้งขว้างอย่างนั้น มีชีวิตอยู่เพื่อรอวันตายอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง

ในส่วนของลุงนักปล่อยแมวที่เป็นพ่อของเพื่อนผู้เขียนสมัยก่อนนั้น ปัจจุบันลุงจะอายุมีเลข 8 นำหน้า แต่แกยังลำบากอยู่ ยังต้องหารับจ้างทั่วไป มีลูก 3 คน (รวมถึงเพื่อนผู้เขียน) ก็พึ่งพาลูกคนไหนไม่ได้สักคน เจอลุงครั้งล่าสุด ดูแกเหนื่อยกับชีวิต แต่ก็ต้องทำต้องสู้ เพราะงานก่อสร้างหรือการรับจ้างทั่วไป ถ้าเหงื่อไม่ออก เขาก็ไม่ให้เงิน ชีวิตมีอยู่แค่นี้!

  • ทั้งนี้ลุงได้พูดถึงเวรกรรมที่นำสุนัข และแมวไปปล่อยให้เขาไปตามยถากรรมไว้อย่างน่าฟัง “ชีวิตของผม หากสังเกตให้ดี ตลอดทุกวินาทีไม่มีความสุขกายสบายใจกะเขาเลย เดี๋ยวเรื่องโน้น เดี๋ยวเรื่องนี้เวียนเข้ามา ส่วนลูกก็พึ่งพากับเขาไม่ได้ แถมมีแต่มาเอาๆ เลี้ยงตัวไม่รอดกันสักคน คิดว่าคงเหนื่อยไปจนวันตายล่ะครับ ต้องดิ้นรนขวนขวายหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเอง เคยทำหมา ทำแมว เอามันไปปล่อยอย่างไร คงต้องลำบากอยู่อย่างนั้นผม แต่ตอนนั้นยังคิดไม่ได้ คิดว่าสัตว์มันต้องเป็นรองคน ไม่ได้นึกถึงเวรถึงกรรมแต่อย่างใด มาจนทุกวันนี้อายุจน 80 กว่าปีแล้ว ยังต้องนั่งท้ายรถกระบะ แล้วแต่เถ้าแก่จะพาขึ้นเหนือล่องใต้ว่าหน้างานอยู่อำเภอไหน จังหวัดไหนเวรกรรมมีอยู่จริงครับ ถ้าย้อนได้คงไม่ทำ!”

**โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

เรื่องโดย. ประทุมทิพย์

ภาพโดย. www.ortorkor.com, www.ifauna.cz


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •