17 ตุลาคม 2021
แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

คนเราเมื่อถึงวัยชราก็ย่อมจากไปตามกาลเวลา นั่นคือความตาย เฉกเช่นชีวิตของอาม่า ที่มีบ้านอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับผู้เขียน ที่จากไปในวัย 84 ปีด้วยโรคชรา

ที่เขียนถึงชีวิตของอาม่านี้ เนื่องจากผู้เขียนรู้จักสนิทสนมอาม่ามานานหลายปี เดิมทีอาม่าเป็นคนกรุงเทพฯ ส่วนที่ย้ายมาซื้อบ้านต่างจังหวัดหลังนี้เพราะหนีน้ำท่วมใหญ่ปี 54 ในกทม. และชานพระนคร โดยเมื่อเพื่อนบ้านต่างทำความรู้จักกัน อาม่าคุยให้ฟังว่าจุ๊บแจง เตย นิด ทั้งสามสาวนี้คือหลานแท้ๆ ของอาม่า แต่มารู้ภายหลังก่อนอาม่าจะเสียชีวิต ท่านเล่าให้ฟังว่า

“ที่จริงพวกเค้าไม่ได้เป็นญาติทางสายเลือดอะไรกับฉันเลย สมัยสาวๆ ความที่บ้านฉันอยู่ติดกับศาลเจ้า เด็กหญิงทั้งสามคนนี้คือเด็กที่ถูกนำมาทิ้งไว้ตั้งแต่แบเบาะ ฉันจึงรับเลี้ยงไว้และส่งเสียให้เรียนจบปริญญามีงานทำทุกคน”

อาม่าพูดไปอมยิ้มไปอย่างภูมิใจ ปกติอาม่ากับฉันมีเรื่องมักจะพูดคุยกันทุกวัน พูดง่ายๆ คือถูกใจในคำพูดกันและกัน คราวนี้ต่อมาฉันถามอาม่าออกไปตรงๆ ว่า ตอนนี้อาม่าคิดมากอะไรหรือเปล่า?

ใช้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้น

อาม่าตอบเบาๆ “ลำพังจุ๊บแจง ไอ้เตย ไอ้นิด ฉันไม่ห่วงเค้าเลย เด็กพวกนี้เค้ารักกันดี และรู้ตัวว่าต่างคนนั้นต่างที่มา แต่ได้อาม่าเลี้ยงดูอุปถัมภ์ หากคุณคิดดูนะ ตอนนี้จุ๊บแจงอายุ 45 เตย 43 นิด 40 ฉันรู้เค้าทุกคนแอบมีแฟน แต่ไม่กล้าพามารู้จักฉัน และหากปุบปับฉันเป็นอะไรไป เค้าสามคนจะทำอย่างไร สมบัติที่ฉันให้ๆ ไปมิโดนผู้ชายหลอกหมดเลยรึ”

ต้องขอเรียนท่านผู้อ่าน อาม่าท่านนี้ท่านเป็นคนแก่ที่มีทรัพย์สมบัติ เพราะเท่าที่ผู้เขียนรู้จักครอบครัวนี้มา ทั้งจุ๊บแจง เตย นิดต่างหมดเงินไปกับการศัลยกรรมหลายแสนบาท อีกเมื่อเรียนจบ อาม่าได้ซื้อรถเก๋งเป็นของขวัญให้ทั้งสามคน เรียกว่าท่านรักของท่านมาก

ระยะหลังที่มักมานั่งคุยกับผู้เขียนในทำนองปรับทุกข์ เนื่องจากห่วงในสมบัติของตนนั่นเอง เกรงจะถูกลูกเขยผลาญในตอนที่ท่านหมดลมหายใจแล้วนั่นเอง ซึ่งฉันได้ขอให้อาม่าปลงตก ให้ฟังเทศน์ ฟังธรรม ใช่แต่เพียงอาม่าที่จากไปแต่ตัว ทุกคนก็ต้องเป็นเช่นนี้ ตายไปเอาอะไรไปไม่ได้สักคน

ทั้งนี้ในด้านความเป็นอยู่ของอาม่า กลางวันท่านจะอยู่บ้านตามลำพัง เพราะลูกๆ ต่างไปทำงาน ส่วนตอนกลางคืนจะมีจุ๊บแจง เตยและนิด เปลี่ยนเวรกันมาดูแลนอนเป็นเพื่อน (ตามความคิดของผู้เขียนที่ทั้งสามคนซื้อบ้านจัดสรรอยู่ตามลำพัง เพราะอยู่อาศัยกับสามีนั่นเอง แต่ถูกอาม่ากีดกันไม่ให้รักใคร คงประมาณนี้)

จนคืนหนึ่งในต้นเดือนสิงหาคม เมื่อฉันอยู่ชั้นสองของบ้าน มองชะเง้อไปทางฝั่งบ้านของอาม่า แลเห็นไฟในบ้านเปิดสลัวๆ ส่วนอาม่ายืนแกว่งแขนออกกำลังกายในรั้วบ้าน ตอนนั้นใจฉันคิดว่า เอ…วันนี้ทำไมเวรคนนอนเป็นเพื่อนอาม่า ทำไมมาดึก เพราะสามทุ่มกว่าแล้วปล่อยให้อาม่าอยู่คนเดียว

เมื่อยืนดูอาม่าออกกำลังกายอยู่พักใหญ่ ฉันเดินลงมาชั้นล่าง เปิดประตูรั้ว ความตั้งใจว่าจะออกมาคุยกับอาม่าริมรั้ว แต่ครั้นเดินๆ ออกมาถนนในซอยได้ 4-5 ก้าว รถยนต์สีส้มของนิดได้ขับมาจอด และเมื่อนิดลงจากรถจึงทักทายกัน หากเมื่อพูดคุยแล้ว ปรากฏว่าตอนนี้อาม่าเข้านอนโรงพยาบาล เพิ่งเข้าเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมานี่เอง ตอนนี้นิดมาเก็บของใช้ส่วนตัวของอาม่า เชื่อว่าคงนอนอีกหลายวัน ส่วนที่ผู้เขียนไม่เห็นขณะที่อาม่าขึ้นรถเข้าโรงพยาบาล คงเพราะเรามักนอนงีบในช่วงบ่าย แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ที่สำคัญคืออาม่าที่ฉันเห็นเมื่อครู่คืออะไรกัน เพราะเห็นเต็มสองลูกนัยน์ตาว่าอาม่ายืนแกว่งแขนที่หน้าบ้าน?

แต่ฉันไม่ได้ถามน้องนิด เพราะเห็นว่านิดกำลังยุ่งๆ รีบเดินเข้าบ้าน ส่วนฉันเดินเข้าบ้านอย่างงงๆ สักครู่เมื่อได้ยินเสียงนิดสตาร์ตรถออกจากบ้าน ฉันกลับไม่กล้าที่จะหันไปมองทางบ้านอาม่าอีก พร้อมคิดไปเรื่อยเปื่อย นี่หากอาม่าเกิดเป็นอะไรไปจริงๆ ท่านคงดุ เพราะปกติหากไม่ถูกใจใครจริงๆ เกลือสักเม็ดอาม่าก็ไม่ให้ใคร เป็นคำพูดหรือคติของอาม่าเอง แต่ถ้าถูกใจถูกคออย่างฉัน ตรุษจีน สารทจีน…ฉันมีของรับประทานเต็มตู้เย็น

ใช้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้น

กระทั่งวันถัดมา ช่วงเย็นแล้วเป็นจุ๊บแจงที่กลับมาบ้าน เมื่อเห็นจุ๊บแจง ฉันรีบออกไปถามอาการของอาม่า ตอนนี้เป็นอย่างไร?

“อาการอาม่ายังทรงๆ ทรุด ๆ อยู่เลยค่ะพี่ ท้องอืด ป่องและไม่รู้สึกตัว ยังอยู่ห้อง I.C.U. อยู่ค่ะ”

และในคืนนั้นเอง เมื่อจุ๊บแจงเดินทางออกจากบ้าน…ดึกแล้ว ความที่บ้านเราอยู่คนละฝั่งถนนในซอย เมื่อขึ้นนอนจึงอดมองไปทางบ้านอาม่าเสียไม่ได้

ทว่าคืนนี้ไม่เจออาม่า หากเห็นไฟฟ้าในบ้านเกิดติดๆ ดับๆ เหมือนไฟฟ้าเสีย ฉันเพ่งมองอยู่นานจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปหานิด บอกถึงไฟฟ้าที่ติดๆ ดับๆ สักพักนิดโทร.กลับ…บอกเดี๋ยวจะกลับมาบ้านอีกที เพราะจุ๊บแจงพี่สาวบอกก่อนจะออกมาว่าเธอไม่ได้เปิดไฟอะไรค้างไว้เลย

ซึ่งกลางดึกของคืนนั้นอาม่าได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบ และเมื่อวันถัดมาฉันได้เจอทั้งจุ๊บแจงและเตย ถามถึงการณาปนกิจร่างของอาม่าที่ท่านเคยสั่งไว้ว่า ถ้าท่านตายให้นำร่างไปฝังที่สุสานของบรรพบุรุษในกรุงเทพฯ ทางลูกทั้งสามคนจะจัดการอย่างไร เพื่อที่เพื่อนบ้านอีกหลายคนจะได้ไปร่วมงานถูก ทว่าลูกๆ ทั้งสามได้กล่าวว่าจะตั้งสวดพระอภิธรรมเหมือนประเพณีคนไทย คือตั้งสวดอภิธรรมร่างรวม 3 คืนแล้วฌาปนกิจคือเผาร่าง

ใช้เพื่อเป็นภาพประกอบเท่านั้น

เมื่อฟังแล้วบอกไม่ถูก เหมือนขัดคำสั่งคนตายยังไงก็ยังงั้น แต่เมื่อฟังก็ได้แต่คิด แล้วแต่ลูกหลานเขาจะจัดการ เราเป็นแค่คนอื่น แค่เพื่อนบ้าน เมื่อผู้เขียนได้ไปร่วมฟังพระสวดในงานอาม่าทั้งสามคืน ปรากฏว่าแขกเหรื่อล้นวัด เนื่องจากน้องทั้งสามคนนั้นรับราชการ ที่ลานวัดรถยนต์แทบหาที่จอดไม่ได้

กระทั่งเมื่อร่างของอาม่าถูกฌาปนกิจตามประเพณีไทย ทราบต่อมาคือลูก ๆ ทั้งสามคนได้ติดป้ายประกาศขายบ้าน (ทั้งที่ข้าวของบางส่วนของอาม่ายังเคลื่อนย้ายไปไม่หมด) หากสิ่งที่เพื่อนบ้านต่างรู้เห็น ณ เวลานี้ หลายคนเห็นอาม่าเดินไป-มาใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้าน ต่างกรรม ต่างวาระ หากเป็นเรื่องการพูดคุยที่ไม่มีใครหวาดกลัว เพราะต่างรู้ว่าอาม่าเธอรักบ้านหลังนี้มาก อาม่าพูดถึงบ้านหลังนี้ครั้งที่โยกย้ายหนีจากน้ำท่วมมาใหม่ๆ

“ทุกตารางนิ้วของเมืองไทย อยู่ที่ไหนก็มีความสุข” แต่ตอนนี้ขอละทิ้งบ้านที่กรุงเทพฯ ก่อน เพราะน้ำท่วมครึ่งชั้นหนึ่งแล้ว จากนั้นอาม่าก็คอยปลูกต้นไม้ตกแต่งบ้านของท่านไปเรื่อยๆ ย้อนกลับมาคิดดูแล้ว ลูกๆ ของอาม่าน่าจะเก็บบ้านไว้เป็นที่ระลึก แต่ก็นั่นล่ะ…เป็นเรื่องของครอบครัว พี่ ๆ น้องๆเค้าคงตัดสินใจดีแล้ว

กระทั่งเมื่อวันก่อน ทั้งจุ๊บแจง เตย นิดได้พาช่างมาขนย้ายข้าวของของอาม่า พร้อมตกแต่งบ้านเพื่อทำการขายต่อ เนื่องจากมีคนสนใจซื้อมีคนมาวางเงินมัดจำแล้ว 50,000 บาท เมื่อช่างขนย้ายของของอาม่าเสร็จสรรพ ก็ต้องนอนในบ้าน เพราะต้องเร่งทาสีตกแต่งทั้งภายในและภายนอก ตรงไหนแตกหักทรุดโทรมก็ต้องซ่อมแซม แต่ปรากฏว่าหลังจากตะวันตกดินเท่านั้น ฉันจำได้ว่าเป็นวันโกน (17 ส.ค. 63) วันนั้นพวกช่างและลูกน้องอีก 3-4 คนเมื่อทำงานเสร็จก็ตั้งวงเหล้า ปรุงอาหารที่สนามหญ้าข้างบ้านฝั่งบ้านฉันตามปกติ

แต่จู่ๆ ในกลุ่มก็เกิดเสียงดังโวยวาย จับใจความได้ว่าภรรยาของช่างใหญ่นั้นมีอาการผิดปกติเหมือนถูกผีเข้า และวิญญาณที่เข้าสิงคือวิญญาณของเจ้าของบ้านที่เพิ่งจากไปได้ 15 วัน ผู้หญิงคนดังกล่าวพูดจาขับไล่ทุกคนให้ออกจากบ้าน ไม่อย่างนั้นจะอยู่ไม่เป็นสุข และบ้านหลังนี้ขอประกาศไว้ ฉันไม่ขาย เป็นน้ำเสียงพูดของอาม่าชัดเจน เพราะท่านจะพูดสำเนียงกรุงเทพฯ แม้จะมาอยู่ต่างจังหวัดหลายปี แต่สำเนียงคงจะไม่เปลี่ยนแปลง

เมื่อทราบว่าเป็นอาม่าจริงๆ ฉันเป็นฝ่ายเข้าไปถามไม่สารทุกข์สุกดิบอย่างลืมตัว ซึ่งอาม่าที่แฝงร่างภรรยานายช่างพูดคุยดังนี้ “ฉันก็อยู่นี่ล่ะไม่ได้ไปไหน แต่วันนี้ขออนุญาตผู้ดูแลบริเวณเค้าออกมาสำแดงเดชให้คนพวกนี้เห็นบ้าง ฉันยังอยู่ คนแปลกหน้าพวกนี้ฉันเกลียด ฉันไม่ชอบ ซกมก สกปรก ยิ่งคนสูบบุหรี่กินเหล้านะให้ไปไกลๆ ”

เมื่อได้ยินกับหูเห็นกับตา อากัปกริยานี้ น้ำเสียงนี้ อาม่าในยามที่ไม่ชอบใจใคร ชัดเจน!

จากนั้นอาม่าได้หันมาพูดกับฉัน “เรื่องที่คุยกะทางวัดว่าจะต่อท่อน้ำประปาถวายวัด ฉันยังทำบุญเหมือนเดิม 3,000 บาทไม่เปลี่ยนแปลง เอาเรื่องนี้ไปบอกใครก็ได้ ไอ้แจง ไอ้นิด ไอ้เตย”

ฉันถึงกับนั่งฟังเลยทีเดียวรอบนี้ เพราะอาม่าแน่นอน ซึ่งเรื่องการทำบุญต่อท่อน้ำประปาเข้าวัดที่ทุรกันดารโดยไม่ใช้น้ำประปาหมู่บ้านต้องใช้ทุนสูง (ที่ไม่ใช้น้ำประปาหมู่บ้านเนื่องจากยามฝนตกแล้วน้ำไม่มีที่พัก น้ำจะติดโคลนแดงแจ๋ สงสารพระเณรที่คันคะเยอกันเลยทีเดียว) ซึ่งเรื่องนี้มีฉันกับอาม่าเท่านั้นที่ตกลงกันไว้ เมื่อฉันตอบตกลงว่าจะสานต่อบุญให้ อาม่าในร่างภรรยาคนงานยิ้มอย่างพอใจ ซึ่งฉันอดที่จะถามอาม่าต่อ

“อาม่าอยู่ที่บ้านนี้ ไม่มียมบาลมารับตัวไปหรือจ๊ะ”

อาม่าตอบว่า “ฉันขอท่านจัดการงานบุญบางอย่างที่ค้างคาไว้ก่อน… หลังออกพรรษาให้ท่านค่อยกลับมาใหม่”

จากนั้นร่างค่อยทรุดลงช้าๆ จนเมื่อภรรยาช่างลืมตาตื่นโดยมีลูกน้องต่างพากันเก็บข้าวของ เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า พร้อมกันนี้ได้โทรศัพท์หาคุณจุ๊บแจง พวกเขาตกลงกันอย่างนั้น ฉันเดินเลี่ยงกลับเข้าบ้านตัวเอง ในใจนึกตั้งคำถาม

‘นี่เราคุยกับอาม่าจริงๆ หรือนี่ ท่านตายไปแล้วนะ’

โลกมนุษย์กับโลกของวิญญาณมีแค่เส้นกั้นบางๆ เท่านั้น

เรื่องโดย. ประทุมทิพย์

ภาพโดย. www.ro.pinterest.com, www.lavabun.com, www.hafelethailand.com


แชร์เรื่องนี้:
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
  •